บทที่ 4
เหวินห่าวหราน
ไป๋ถิงถิงนั่งจ้องมองชายหนุ่มนามว่าเหวินห่าวหราน ในขณะที่เขาเองก็มองเธอเหมือนกัน
“เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันเคยแต่งงานมาก่อน”
“แล้วยังไง?” ก็แค่เคยแต่งงาน เป็เื่ที่ต้องซีเรียสด้วยเหรอ?
“ภรรยาคนก่อนขอหย่าเพราะฉันาเ็เลยต้องอยู่อย่างคนพิการ” เหวินห่าวหรานบอกกับอีกฝ่ายตามตรง เขาไม่รู้ว่าทำไมบ้านฝ่ายหญิงถึงได้ยินยอมให้เธอแต่งงานกับเขา
“ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็ปัญหาตรงไหน?” เคยแต่งงานมาก่อน แต่หย่าขาดแล้ว ก็แค่ภรรยาคนเก่าทิ้งเขาไปซึ่งเื่นี้ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเธอเลยสักนิด
“ฉันขาเป๋ เดินเหินไม่สะดวก” เขาย้ำเหตุผลกับเธอ ไม่สามารถทำงานในแปลงนาหรืองานหนักได้ ไม่สามารถหาเลี้ยงและดูแลเธอได้
“แล้วมันเป็ปัญหาตรงไหน?” ไป๋ถิงถิงเอ่ยถาม เธอก็เห็นอยู่ว่าเขาต้องใช้ไม้ช่วยพยุงในการเดิน
“…” เหวินห่าวหรานสบมองคนตรงหน้า เหมือนว่าเธอไม่เข้าใจปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้
“ฉันเองก็มีเื่จะคุยกับคุณเหมือนกัน ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ฉันจะพูดบ้าง” ไป๋ถิงถิงอบอกกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“….”
“ก่อนอื่น ตอบข้อสงสัยในใจของคุณก่อนก็แล้วกัน” เขาแสดงสีหน้าออกจะชัดเจนขนาดนี้ เดาได้ไม่ยากอยู่แล้ว
ถือโอกาสนี้แต่งเื่สักหน่อยก็แล้วกัน ถึงไม่ค่อยอยากจะทำแบบนี้ก็เถอะ
“ก่อนหน้านี้ฉันตกน้ำ พอตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลย นั้นคือเหตุผลที่ทางบ้านฉันให้ฉันแต่งงานกับคุณ ส่วนบ้านคุณก็คงไม่ต่างกัน” สรุปง่ายๆ ทั้งสองบ้านอยากผลักตัวภาระให้พ้นๆ ไปเท่านั้น ใช้ระโยชน์จากเื่ที่เกิดขึ้นแต่งเติมเื่ราวเพื่อความสมจริง
“คุณไม่ต้องกังวลไป เราสองคนจะไม่อดตายอย่างแน่นอน ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ?” ก็หวังว่ามันจะเป็ไปอย่างที่คิด
“คุณช่วยสอนวิถีชีวิตให้ฉันหน่อยได้ไหม? มีหลายเื่ที่ฉันจำไม่ได้ นึกยังไงก็นึกไม่ออก” ไป๋ถิงถิงสบมองชายตรงหน้า เธอแต่งเื่มาขนาดนี้แล้ว หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมเชื่อ จะได้อยู่ด้วยกันอย่างราบรื่น
“เธอความจำเสื่อมเหรอ?” เขาเอ่ยถามกลับมา
“ใช่ จำอะไรไม่ได้เลย จำได้แค่ชื่อของตัวเอง กับคนที่บ้านแค่รู้สึกคุ้นเคยเท่านั้น ส่วนเื่อื่นๆ จำไม่ได้เลย”
“เอาเป็ว่าฉันมีคำถาม มีเื่ที่สงสัยคุณก็แค่ตอบหรือบอกฉันก็พอ”
“ยังไง?”
“รากบัว?” จากความทรงจำของไป๋ถิงถิงรากบัวมันกินได้ แต่เธอไม่รู้ว่าต้องหามันจากไหน ต้นบัวมันหน้าตายังไง? เพราะคนที่เอารากบัวมาคือพี่ชายคนรอง ส่วนไป๋ถิงถิงแค่เอามันไปล้างทำความสะอาดเท่านั้น
“รากบัว?”
“ใช่ มันหาได้จากไหน มีลักษณะทางกายภาพเป็ยังไง แล้วบัวมันอยู่ที่ไหน?” ไป๋ถิงถิงเอ่ยถาม ความทรงจำมันไหลผ่านเร็วมาก จำได้บาง จำไม่ได้บาง ตอนนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรเลย พยายามนึกแล้วแต่มันนึกไม่ออก จำได้แค่นิดหน่อยๆ
เหวินห่าวหรานสบมองหญิงสาวตรงหน้า ดูเหมือนว่าความทรงจำของอีกฝ่ายน่าจะเสื่อมจริงๆ แม้แต่เื่พื้นๆ เธอยังไม่รู้ เพราะแบบนี้ทางบ้านถึงได้ให้แต่งงานกับคนอย่างเขา
“คุณทำอาหารปรุงสุกเป็ไหม?”
“หมายถึงทำอาหาร?” เหวินห่าวหรานเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เขาไม่ค่อยเข้าใจคำว่าอาหารปรุงสุก
“ใช่ ฉันทำไม่เป็เลย แบบว่าไม่มีความทรงจำเื่นี้เลย ไม่รู้จักพื้นฐานการเข้าครัว” ตามแิและวิถีชีวิตของชาวบ้านในยุคนี้ผู้หญิงคือคนดูแลงานบ้าน งานครัว แต่เธอสำหรับเธอไม่เคยต้องทำเื่พวกนี้เลยเพราะมีหุ่นยนต์พ่อบ้านสุดไฮเทคและอลิสคอยจัดการให้ทั้งหมด
เฮ้ออออ…ถ้ามีอลิสอยู่ด้วยคงดีไม่น้อย อย่างน้อยอลิสคงให้คำตอบหลายๆอย่างที่เธออยากจะรู้ได้
“เธอกังวลเื่อาหาร?”
“ก็นิดหน่อย แต่ถ้าคุณไม่ทำฉันก็ไม่มีทางเลือก แต่บอกไว้ก่อนว่าจะกินได้ไม่ได้ก็อีกเื่หนึ่ง” กินเพื่ออยู่เท่านั้น ร่างกาย้าสารอาหารและพลังงาน ส่วนเื่รสชาติมองข้ามมันไปก่อน
“ไหนๆ เราสองคนก็แต่งงานกันแล้ว ฉันไม่คิดเอาเปรียบคุณอย่างแน่นอน” ดูจากแววตาของผู้ชายตรงหน้า เธอพอจะมองออกว่าเขาไม่ได้คิดร้าย แต่ก็ไม่ไว้ใจเธอ
เป็เื่ปกติของคนเพิ่งเจอหน้ากัน และรู้จักกันใหม่ๆ แต่ด้วยความจำเป็ทำให้เราสองคนมาอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกอะไรไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“อืม ที่บ้านมีอาหารเก็บเอาไว้นิดหน่อย” เหวินห่าวหรานบอกกับอีกฝ่าย สภาพบ้านเธอคงเห็นมันอยู่แล้ว
“ไม่เป็ปัญหา ไม่ใช่ว่าในป่ามีอาหารอยู่ไม่ใช่เหรอ?” มันคือแหล่งอาหารที่พึ่งเดียวของเธอเลยก็ว่าได้
จากสภาพในตอนนี้เธอและเขาไม่สามารถทำงานที่แปลงนาสะสมแต้มเพื่อแบ่งปันผลผลิตกับฝ่ายผลิตได้พอเลี้ยงปากท้องอย่างแน่นอน จะเสียเวลาเปล่าไปทำไม สู้เอาเวลามาหาอาหารเองไม่ดีกว่าเหรอ?
แล้วค่อยคิดหาหนทางเอาอาหารที่มีไปแลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างอื่นที่้า เชื่อเถอะว่ามนุษย์เราสามารถทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด ในยุคที่การค้าขายถูกสั่งห้าม เชื่อเถอะว่ามีคนแหกกฎอย่างแน่นอน มันต้องมีวิธีการเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ การหาเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อาจจะเสี่ยงสักหน่อย
“ก็ใช่ แต่มันอันตราย” ไม่ใช่ว่าเดินเข้าป่าจะได้อาหารมา
“คุณช่วยสอนก็พอ คอยบอกฉัน ฉันเป็คนเรียนรู้เร็ว แค่คุณยอมสอน ฉันคิดว่าเราสองคนจะไม่อดตายอย่างแน่นอน” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของหญิงสาวทำเอาเหวินห่าวหราน ต้องมองเธอใหม่
ดูเหมือนว่าเธอจะมีความคิดแปลกๆ ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะเป็เพราะเธอความจำเสื่อม แต่อย่างน้อยเธอก็กล้าบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมา ดูแล้วเธอไม่น่าจะใช่คนที่หวังพึ่งพิงเขาเพียงอย่างเดียว
เหวินห่าวหรานตัดสินใจ ตามที่เธอบอก ไหน ๆ เราสองคนก็แต่งงานเป็สามีภรรยากันแล้ว การอยู่ด้วยกันก็คงต้องใช้เวลาปรับตัวและทำความรู้จักกันสักพัก
แน่นอนว่าเขายังไม่ไว้ใจเธอ เื่บางเื่เธอไม่จำเป็ต้องรู้ คงต้องดูๆ กันไปก่อน
อดีตนายทหารที่พิการจนขาเป๋ รู้ตัวดีว่าไม่อาจทำให้หญิงสาวตรงหน้าสุขสบายได้ อดีตภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรัก ยังมาทิ้งกันได้ลงคอ นับประสาอะไรกับหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้ากันในวันแต่งงาน ใจของเขาไม่อาลัยอาวรณ์ภรรยาเก่า เพราะใน่เวลาที่เขาป่วย ตัวตนอดีตภรรยาที่เขาคิดว่ารู้จักดีเริ่มเปิดเผยออกมา ผู้หญิงที่เคยเรียบร้อยอ่อนหวาน กลับแสดงสีหน้าและคำพูดที่ไม่น่าฟังออกมา
ทนอยู่กับเขาได้สองเดือน เมื่อทางผู้กองแจ้งว่าเขาต้องลาออก เธอไม่ลังเลที่จะทิ้งเขาไป ตอนเขาเก็บของออกมาจากค่ายเห็นว่าเธอกำลังจะแต่งงานกับนายทหารยศร้อยตรี สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจและหันมารักตัวเองให้มากขึ้น แม้จะรู้ดีว่ากลับบ้านมาคงต้องเจอกับปัญหาอยู่บ้าง
ครอบครัวเหวินมีพี่น้องสามคน เขาเป็พี่ชายคนโตของบ้าน ลาออกจากทหารกลับมา โดยที่ภรรยาขอหย่าขาด ทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้อีก ทำให้พ่อแม่และน้องชายสองคนที่ต่างก็มีครอบครัวไม่พอใจ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการมาอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน และคนเป็แม่เอ่ยปากตัดขาดจากเขา ถึงกับตัดแม่ตัดลูก
เหวินห่าวหรานเสียใจกับการกระทำของทุกคน ในวันที่เขาลำบากครอบครัวเคยให้กำลังใจ ไม่เคยเอ่ยถามอาการเขาเลย มีแต่มองเขาด้วยสายตาสมเพช และพูดจาถากถางในเ็ปใจ เขาเสียใจและไม่คิดว่าพ่อกับแม่เองก็คิดแบบเดียวกันกับน้องชายทั้งสองคน เขากลายเป็คนที่ครอบครัวไม่้า ในใจของเขารู้สึกเ็ป ทั้งๆ ที่เขาเป็พี่คนโต ตลอดเวลาที่เป็ทหารมาห้าปี เขาส่งเงินให้ที่บ้านมาตลอด แต่ในวันที่เขาาเ็ทุกคนกลับหันหลังให้ ไม่มีแม้แต่ความเห็นใจ มองเขาเป็คนไร้ประโยชน์และหาทางผลักเขาออกจากครอบครัว
การที่เขาต้องกลายมาเป็ขาเป๋ มันทำให้เขาธาตุแท้ของคน ไม่ว่าจะเป็อดีตภรรยา ครอบครัว เพื่อนทุกคนล้วนมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เป็บทเรียนชีวิตที่เขาคงจำไปจนตาย
แต่ก็มีบางคนที่ยังคงคบหากับเขาด้วยความจริงใจ ทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนแท้คืออะไร ถึงจะมีอยู่ไม่กี่คนแต่มันทำให้เขาผ่านหลายๆ มาได้ ต้องขอบคุณพวกเขา
่นี้รัฐบาลมีการปฏิวัติ มีหลายๆ เื่ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ความเป็อยู่ของคนในที่นี่ไม่ได้เลวร้าย เพราะมณฑลหูหนานอุดมสมบูรณ์ สามารถผลิตข้าวได้จำนวนมาก ผลผลิตมาก ส่วนแบ่งหรือปันผลที่ชาวบ้านได้รับก็มาก ขึ้นกับความสามารถของคนในครอบครัว ว่ามีแรงงานที่ทำงานสะสมแต้มได้มากน้อยเพียงใด ฝ่ายผลิตจะแบ่งอาหารให้ตามแต้มของแต่ละครอบครัวที่ทำงานสะสมแต้มเอาไว้ พร้อมกับคูปองผ้า คูปองอุตสาหกรรมที่จะแจกให้ตามกำลังทำงานของแต่ละครอบครัว
ตอนนี้เสบียงอาหารที่มีอยู่อันน้อยนิดเป็ส่วนที่พ่อแม่แบ่งมาให้เพื่อไม่ให้ถูกนินทาลับหลังเท่านั้น ส่วนที่เขาเก็บเอาไว้เป็ส่วนที่เพื่อนของเขาจัดหามาให้ ตอนที่มาช่วยสร้างบ้านหลังนี้ ถึงแม้จะเดินเหินไม่สะดวก แต่เขาคิดจะทำแปลงผัก ปลูกผักกินเอง เขาเตรียมเมล็ดพันธุ์เอาไว้แล้ว อย่างน้อยก็มีอาหารเก็บเอาไว้ อย่างมันเทศ ฟักทอง ฟัก พวกพืชที่สามารถเก็บเอาไว้ได้ในระยะยาวจะปลูกให้มากหน่อย เขามีที่ดินสองไร่ ด้วยความช่วยเหลือจากคนในกรม ทำให้เขาได้ที่ดินมา
หากจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกดีๆ เขาเชื่อว่าในพื้นที่เพียงเท่านี้ ตัวเขาเองจะสามารถดูแลได้ ค่อยเอาพืชผักที่ปลูกได้ไปแลกเปลี่ยนกับข้าวและผลผลิตอย่างอื่น ถึงแม้การค้าขายจะถูกสั่งห้าม แต่การแลกเปลี่ยนโดยผ่านฝ่ายผลิตยังทำได้อยู่ ใน่เวลาที่ผลผลิตถูกแบ่งและจัดสรรให้กับทุกบ้าน เขาสามารถแลกเปลี่ยนได้ใน่เวลานั้น
“เธอหิวหรือยัง?” ประโยคเรียบๆ เอ่ยถาม หลังจากต่างคนต่างตกในภวังค์ความคิดของตัวเอง
“อื้ม”
“ในครัวมีแผ่นแป้งย่างอยู่” ไป๋ถิงถิงฟังจบเดินเข้าไปในครัว หยิบแผ่นแป้งย่างหนึ่งแผ่นที่มีอยู่แล้วเดินออกมา
เธอกลับมานั่งที่ห้องโถง มือเรียวฉีกแผ่นแป้งย่างออกเป็สองส่วน ก่อนจะยื่นให้กับคนตรงหน้า
“คนละครึ่ง คุณเองก็ต้องกิน”
“อืม” เหวินห่าวหรานรับแผ่นแป้งที่ถูกแบ่งครึ่งมา เขาไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเธอจะแบ่งมันให้เขา แต่เธอก็แบ่งทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย
ต่างฝ่ายต่างนั่งกินแผ่นแป้งย่างเงียบๆ อย่างน้อยมันก็ช่วยให้อิ่มท้อง ดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย ไป๋ถิงถิงกินจนหมดแล้วเดินกลับไปในครัว นำน้ำมาให้เหวินห่าวหรานและตัวเอง
“คุณมีแผนจะทำอะไรต่อ บอกได้ไหม?” ไป๋ถิงถิงเอ่ยถาม เธอสังเกตเห็นอุปกรณ์ที่เอาไว้สำหรับเพาะปลูก รู้มาจากความทรงจำของเ้าของร่าง แต่ถามว่าเธอมีความรู้เื่การเพาะปลูกไหม? ตอบได้เลยว่าไม่มี
การเกษตรในยุคดวงดาวทำให้โรงเรือน มีหุ่นยนต์และระบบเอไออัจฉริยะคอยดูแลทุกขั้นตอน เ้าของฟาร์มแค่กรอกข้อมูลและดูแลขั้นตอนการจัดส่งผลผลิตจากฟาร์มเท่านั้น แล้วผู้คนไม่นิยมกินผลผลิตที่ได้จากฟาร์มมากนัก นิยมอาหารสังเคราะห์และโพชั่นมากกว่า
“ฉันจะปลูกพืชผักเอาไว้กินเอง แล้วก็เก็บบางส่วนเอาไว้แลกเปลี่ยนผลผลิตจำพวกข้าวจากฝ่ายผลิต” เหวินห่าวหรานบอกกล่าวกับหญิงสาวตามตรง อาจจะเป็เพราะแป้งย่างครึ่งแผ่นที่เธอแบ่งมาให้เขา ทำให้เขายอมบอกสิ่งที่จะทำกับเธอ
“เพาะปลูกพืชผัก? อะไรบ้าง” ไป๋ถิงถิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเธอจะต้องมาเกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก บอกเลยว่ามันเป็เื่ที่ไกลตัวแบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
“ฟักทอง มันเทศ ฟัก สามอย่างนี้เก็บไว้ได้นาน โดยเฉพาะมันเทศที่เก็บเอาไว้เป็เสบียงอาหารในฤดูหนาว นอกจากนี้ก็มีแครอท หัวไชเท้า”
“มันเทศ” มันคือไอ้เ้าพืชที่คลานเครือมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็แหล่งสะสมพลังงานที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช มันกินได้
“มีแหล่งโปรตีนหรือเปล่า” เพราะเท่าที่รู้พวกมันเป็สารอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตเป็หลัก นอกจากนี้ก็คงมีสารอาหารจำพวกไฟเบอร์และวิตามินที่จำเป็ต่อร่างกายด้วย แต่ไม่ใช่แหล่งโปรตีนและไขมันอยู่ดี
“โปรตีน? หมายถึงเนื้อสัตว์หรือเปล่า?” เหวินห่าวหร่านเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ใช่ๆ เราพอจะหาได้จากแหล่งธรรมชาติไหม การกินแต่แป้งมันไม่ช่วยให้ร่างกายของเราสองคนแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะตัวคุณ อาการาเ็ของคุณต้องร่างกาย้าโปรตีนและแคลเซียมจำนวนมาก” ไป๋ถิงถิงบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า
“เธอรู้” ประโยคที่หญิงสาวเอ่ยออกมาเหมือนคำบอกของหมอที่รักษาอาการาเ็ของเขา ร่างกายต้องได้รับการบำรุง กินเนื้อ นม และไข่มากๆ จะดีต่อร่างกาย
“แน่นอน โปรตีนคือเนื้อสัตว์ หรือไม่ก็ไข่ แหล่งแคลเซียมหาได้จากน้ำนมของสัตว์ คุณพอมีวิธีหาไหม?” ด้วยสภาพร่างกายของทั้งสองคนในตอนนี้ จำเป็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์และครบตามความ้าของร่างกาย
“ปลา พอจะทดแทนได้ไหม?”
“ปลา?” สัตว์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ ให้ตายเถอะมันนำมาทำอาหารปรุงสุกได้ด้วยเหรอวะ ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย
“ใช่ ฉันพอจะหามาได้ อยู่ที่ลำธารไม่ไกลนี่เอง” ถ้าใช้เบ็ดไม้ไผ่ตกพวกมันมาได้ ก็จะมีปลากิน
“คุณมีวิธี?” ไป๋ถิงถิงเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น บ้านของเหวินห่าวหรานไม่มีแม่ไก่เหมือนที่บ้านไป๋ จำต้องหาแหล่งโปรตีนอื่น สัตว์ที่อยู่บนูเา รอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้ก่อน
“แล้วไก่ป่าล่ะคุณ?” พี่ชายของไป๋ถิงถิงเคยได้มันมาจากในป่า มันกินได้และสามารถหาได้จากธรรมชาติ
“ต้องขึ้นเขาไปวางกับดับ ด้วยร่างกายของฉันตอนนี้คงทำไม่ได้” เื่ไก่ป่าปัดตกไปก่อน เธอไม่รู้ว่าการวางกับดักมันคืออะไร ต้องทำยังไง แล้วไก่ป่ามันอาศัยอยู่ในป่าที่มีลักษณะแบบไหน เธอไม่โง่ที่จะเดินดุ่มๆ เข้าป่าไปหามันหรอกนะ ร่างกายตอนนี้มันไม่เอื้ออำนวยเลยสักนิด
“เอาปลาก่อนก็แล้วกัน ว่าแต่สัตว์น้ำมีหลากหลายชนิดกินได้แค่ปลาเท่านั้นเองเหรอ สัตว์น้ำอื่นๆ ก็กินได้นิ” ในน้ำมีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากปลาอย่างแน่นอน ด้วยระบบนิเวศน์ของน้ำย่อมมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดดำรงอยู่
“ก็มีจำพวกหอย ปู และกุ้ง”
“ได้ยินแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” ทนกินแต่แป้งแล้วเมื่อไหร่ร่างกายจะแข็งแรง ต่อให้มีความสามารถมากแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายอ่อนแออยู่แบบนี้มันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอต้องทำเป็อย่างแรกก็คือการทำให้ร่างกายของตัวเองแข็งแรง
“เราไปหาปลาเลยดีไหม? ไหนๆ วันนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว” นั่งอยู่เฉยไม่ช่วยให้ได้อาหารมา
เหวินห่าวหรานมองหญิงสาวที่กระตือรือร้นในการหาปลาเป็อย่างมากที่จริงเขาก็ยังไม่เคยไป แต่เพื่อนสนิทที่มาช่วยสร้างบ้านบอกว่าลำธารหลังบ้านเขาปลาเยอะ เ้าตัวเคยไปตกปลามาทำอาหารอยู่หลายครั้ง
“ตกปลาต้องทำยังไง ใช้อะไรบ้าง?”
“เบ็ดไม้ไผ่แล้วก็เหยื่อสำหรับตกปลา”
“เธอช่วยไปเอาจอบมาขุดดินได้ไหม?”
“ขุดทำไม?” ไม่ใช่ว่าปลาอยู่ในน้ำหรอกเหรอ
“ขุดหาไส้เดือนดิน เอาไปเป็เหยื่อตกปลา” เขาบอกอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
“อ่อ ที่แท้ก็ต้องใช้ไส้เดือนดินเป็เหยื่อ” ไป๋ถิงถิงทำตามทายหนุ่มบอก เธอเอาเบ็ดไม้ไผ่มา ขุดดินหาไส้เดือนดินมาได้หลายตัว
"เธอไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเหรอ?"
"ไม่ ไปกันเถอะ" ชุดนี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็ปัญหาตรงไหน
แล้วเดินไปประคองชายหนุ่มให้เดินไปที่ลำธาร ดีที่ลำธารอยู่ไม่ไกลมาก ขอแค่ครั้งนี้ ถ้าเธอเรียนรู้การตกปลา รู้ว่ามันต้องทำยังไง ครั้งหน้าเขาไม่จำเป็ต้องลำบากเดินมาที่ลำธารอีก
................