เวลาผ่านไปจนเย็นเอ็นริเก้จึงได้กลับไปที่ทำงานของตนเอง ซึ่งก็พบว่ามีแฟ้มเอกสารวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาอยู่แล้วเปิดมามีรูปของผู้หญิงตัวเล็ก หน้าใส ที่ภาพใบหน้าและการกระทำของเธอยังตราตรึงอยู่ในใจของเขา'ผู้หญิงอะไร ขนาดเศร้าอยู่แต่ก็ยังสามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้แล้วถ้าตอนที่เธออารมณ์ดี เธอจะสามารถทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีได้ขนาดไหนนะ' เมื่อนึกได้ถึงตอนนี้รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว นึกชมเชยคนสนิทของตัวเองที่ทำงานได้รวดเร็วไม่เคยทำให้ผิดหวัง
ชายหนุ่มนั่งอ่านประวัติของคนตัวเล็ก แล้วก็มาสะดุดตาอยู่ที่ประวัติการทำงาน"นี่เธอเป็พนักงานในบริษัทอย่างนั้นเหรอ"มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมีแผนการ ไวทันความคิด มือจึงยกหูโทรศัพท์เรียกผู้จัดการฝ่ายบุคคลเข้ามาพบทันทีระหว่างรอภาพของหญิงสาวที่น้ำตาอาบแก้มก็เข้ามาในหัวของชายหนุ่มอีกแล้ว 'เป็อะไรของเธอนะ มีเื่อะไรให้ต้องเสียใจถึงกับต้องร้องไห้มากมายขนาดนั้น'คิดแล้วก็ให้รู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากเห็นแก้วใสบอบบางของเขาต้องร้องไห้แบบนั้นอีกจริงๆ
"สวัสดีครับคุณเอนร์ ผมก็คิดว่ารอบนี้จะไม่ได้มีโอกาสพบคุณซะแล้ว คุณจะอยู่เมืองไทยแค่ 2วันใช่ไหมครับ คุณออมบอกว่าคิวงานคุณเต็มตลอด แต่เอ...กำหนดคุณจะเข้าบริษัทพรุ่งนี้บ่ายไม่ใช่หรือครับ?"คุณมานพ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเอ่ยทักทายชายหนุ่มทันทีที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายในห้องเพราะก่อนหน้านี้เขาเพิ่งได้รับคำบอกเล่ามาจากพิมพ์พิกา หรือออม เลขาของผู้อำนวยการว่าท่านประธานคนที่1 คุณเอ็นริเก้ ริเควซ่า จะเดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมการเปิดตัวเครื่องประดับที่จะจัดขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ตามกำหนดในบัตรเชิญที่ส่งไปให้ แต่ก่อนหน้านั้นจะเข้ามาตรวจงานในบริษัทก่อนใน่บ่ายและจะอยู่ในไทยอีก 1 วันเพื่อพบปะกับบรรดานักธุรกิจที่ทำการนัดหมายไว้
"สวัสดีครับคุณมานพ สบายดีมั้ยครับ" ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยทักทายผู้ที่สูงอายุกว่าด้วยความสุภาพใช่แล้ว เอ็นริเก้วางตัวเหมาะสมเสมอจึงเป็ที่เคารพและเกรงใจของลูกน้องของเขาทุกคนไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมากกว่า เพราะเมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องเด็ดขาด เขาก็ทำได้จนถึงขั้นที่คนอยู่ในสถานการณ์ขนลุกไปตามๆ กัน
"ครับ สบายดีครับ"
"ผมอยากรู้ข้อมูลของ จีรภรณ์ ม่านสิริ ทั้งหมดโดยละเอียดช่วยเล่าให้ผมฟังด้วยครับ" ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามใด ๆ ของผู้สูงอายุกว่าที่ถามมาก่อนหน้านั้นแต่เลือกที่จะยิงคำถามตรงประเด็นตามความ้าของตนใส่คนตรงหน้าทันที
โรงพยาบาล:
"พี่บิ๊ก ไอ้บุ้ง จ๋ายขอบคุณจริง ๆ นะคะ ถ้าไม่ได้ทั้งสองคนจ๋ายก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็ยังไงบ้าง ป่านนี้คงนั่งเอ๋ออยู่หน้าห้องไอซียูอยู่มั้งคะ"จีรภรณ์พยายามสร้างอารมณ์ขัน แต่ก็ฝืนความรู้สึกของตนเองไม่ไหวจริง ๆ จึงได้แต่ยิ้มเจื่อนรู้สึกขอบคุณคนทั้งสองด้วยใจจริง
"ไม่ต้องคิดมาก หรือถือเป็บุญคุณอะไรเลยจ๋าย เรามันก็น้องพี่อีกคน แล้วนี่จะไม่ใช้บริการซ้อนท้ายบิ๊กไบค์ของพีจริงๆ เหรอ"
"จริงค่ะพี่บิ๊ก ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวจ๋ายจะแวะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านก่อนเราไปเจอกันที่วัดเลยดีกว่า จ๋ายจะแวะไปดูย่าก่อนด้วยค่ะ"
"งั้นก็ตามใจ ให้ไอ้บุ้งมันอยู่เป็เพื่อนแล้วกันนะ ให้มันขับรถให้มันเอารถมานี่ เดี๋ยวพี่ไปดูความเรียบร้อยที่วัดให้ก่อน" อาชาพูดพร้อมยกมือขึ้นขยี้ผมของเพื่อนน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู เห็นกันมาั้แ่เด็ก ๆ ไม่ใช่น้องก็เหมือนน้อง ยิ่งมาเกิดเื่ร้ายหลายเื่พร้อมกันอย่างนี้กับสาวน้อยเขายิ่งนึกสงสารขึ้นมาจับใจ
พอคล้อยหลังพี่ชายทั้งสองสาวก็ตรงไปยังหน้าห้องไอซียูอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงอาการและฝากฝังคุณย่าเธอกับพยาบาลอีกครั้ง ก่อนจะลงมาเกาะกระจกห้องเด็กอ่อนดูเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในตู้อบคุณหมอบอกว่ายังต้องอยู่ในนั้นอีกประมาณ 7 วัน 'เด็กน้อยผู้น่าสงสารจะรู้ตัวไหมนะ ว่าไม่มีโอกาสจะได้อยู่ในอ้อมกอดแม่ที่แท้จริงของตัวเองเสียแล้วแต่ไม่เป็ไรนะลูก น้าจ๋ายคนนี้จะเป็แม่ให้หนูเอง' คิดอยู่ในใจแต่น้ำตากลับไหลออกมาข้างนอกเสียแล้ว เดือดร้อนเพื่อนรักต้องเข้ามายืนโอบไหล่ตบบ่าเพื่อนเบาๆ เพื่อเป็การให้กำลังใจและปลอบโยน แต่น้ำตาตัวเองก็พาลจะไหลตามเพื่อนไปอีกคน ก่อนที่จะปล่อยให้อารมณ์เศร้าภายในดันน้ำตาให้มาออกท่วมพื้นโรงพยาบาลเสียก่อนอารดาตัดสินใจบอกเพื่อนให้ไปกันได้แล้ว
"ไปเถอะแก" อารดาเรียกสติเพื่อนรัก และโอบไหล่เพื่อนเดินออกไปขึ้นรถของตนเอง