กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 สร้างบารมี

            บทที่ 123 สร้างบารมี

            “วูบ--!”

            ครู่ต่อมาต้นไม้ขนาดใหญ่สองต้นก็ปรากฏขึ้น เสียงร้องของพวกมันดุร้ายและน่ากลัวใบมีดคมกริบตามกิ่งก้านพลิ้วไหวชี้ไปทางซาจื้อและเริ่นอวี่สิงแสงเย็นเยียบเปล่งประกายอย่างน่าหวาดผวา

            เหล่านี้เป็นสัตว์ปีศาจระดับกลางสองตัวที่ฉู่อวิ๋นเคยปราบมาก่อนหน้าตอนนี้ เขาเพิ่งปล่อยพวกมันออกมาจัดการกับศัตรูด้วยเพราะไม่ต้องการเผยให้เห็นความแข็งแกร่งมากเกินไป

            ยิ่งเขาปิดได้มิดก็ยิ่งเปิดเผยได้ยากยิ่งขึ้นทำให้กระทำการแต่ละอย่างง่ายขึ้น ทั้งยังป้องกันไม่ให้ตระกูลฉู่เจอ

            “เถา... เถาวัลย์ใบมีด!?”

            ในเวลานี้เริ่นอวี่สิงเหงื่อกาฬไหลอาบ เขาหวาดกลัวจนแทบสลบยังจดจำความกลัวที่เกือบถูกสัตว์ปีศาจพวกนี้ฆ่าตายที่ข้างแม่น้ำโลหิตได้มือข้างหนึ่งของเขาที่ขาดไปก็เพราะถูกเถาวัลย์ใบมีดตัดขาด

            สิ่งที่ทำให้เริ่นอวี่สิงตัวสั่นมากยิ่งขึ้นคือเถาวัลย์ใบมีดทั้งสองนั้นโตเต็มที่แล้ว ทั้งในด้านขนาดและพละกำลังต่างก็แข็งแกร่งขึ้น!

            เขาตกตะลึง นี่คือภาพลวงตาหรือ? เด็กหนุ่มที่สวมผ้าคลุมหน้าคนนี้เป็นปรมาจารย์สัตว์ปีศาจสามารถควบคุมสัตว์ปีศาจให้รับใช้ตนได้หรือ?

            “กลาง...สัตว์ปีศาจระดับกลาง!?” ขาของซาจื้อสั่นพั่บๆ เหงื่อไหลอาบและเซถอยหลัง

            เขานึกเสียใจภายหลังเดิมควรรีบคว้าวัตถุวิญญาณแล้วสะบัดก้นจากไป แต่สุดท้ายกลับโลภมากลาภหายเจอดีเข้าแล้ว เขาทำให้เทพวัยเยาว์จากหนใดไม่อาจทราบท่านนี้ขุ่นเคืองเสียแล้ว

            เถาวัลย์ใบมีด สัตว์ปีศาจระดับกลางเพียงปราดตาเจอซาจื้อยังวิ่งหางจุกตูด ไม่ต้องพูดถึงการเจอจะจะถึงสองต้นเลยเขาไม่คิดจะต่อกรด้วยซ้ำ

            “มันคือเถาวัลย์ใบมีด…” หนิงซิ่วอยู่ใกล้กับสัตว์ปีศาจตัวนี้มากที่สุดนางไม่ทันได้สังเกตว่าเป็นฉู่อวิ๋นที่ปล่อยมันออกมาปฏิกิริยาแรกของนางก็คือหวาดกลัว ไม่ว่าก่อนหน้าจะได้รับบาดเจ็บอย่างไรก็ตะโกนออกไปสุดเสียง“ทุกคน ถอยออกไป! สัตว์ปีศาจของป่าสีเลือด! วิ่ง!"

            แต่เหล่านักรบหญิงกลับแอบกลืนน้ำลายและจ้องมองต้นเถาวัลย์สองต้นตรงหน้าโดยไม่กล้าขยับ

            พวกนางรู้สึกว่าวันนี้โชคไม่ดีจริงๆรอดพ้นจากพวกโจรม้ามาได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็ต้องมาเจอกับสัตว์ปีศาจน่ากลัวสองตัวนี้อีก ดวงกุดเสียจริง

            แต่ในยามนี้นักรบหญิงก็ยังคงกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังเพื่อช่วยเหลือเสวี่ยหรูเยียน

            “คุณ...คุณหนู รีบไป…”

            นักรบหญิงสองคนกระซิบคนหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกคนอยู่ทางขวาพยุงพาเสวี่ยหรูเยียนถอยออกไปทีละก้าวด้วยกลัวว่าหากไม่ระวังมากพออาจจะถูกเถาวัลย์ใบมีดสังหารเข้า

            “อวิ๋น... คุณชายอวิ๋น รีบ... รีบหนี”

            เสวี่ยหรูเยียนที่ถูกประคองอยู่บอกด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวนางไม่ลืมที่จะเตือน “อวิ๋นชู” ด้วยไม่อาจยืนมอง “คู่ชะตา” ของตนตายไปต่อหน้าต่อตา

            แต่ถึงแม้บรรยากาศจะตึงเครียดแต่ฉู่อวิ๋นก็ดูเหมือนจะไม่สนใจสักเท่าใดนัก

            เขากางมือออกและพูดอย่างสบายๆ“กลัวอะไร? เจ้าพวกตัวน้อยนี่เป็นสัตว์เลี้ยงของข้าเอง”

            “สัตว์...สัตว์เลี้ยง?”

            “เถาวัลย์ใบมีดสองต้นนี้... คือ... สัตว์เลี้ยงของคุณชายอวิ๋นหรือ?”

            “ซู่——”

            หลังจากได้ยินเช่นนั้นทุกคนรู้สึกตาลาย วิงเวียนศีรษะ ต่างลูบหน้าลูบตาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

            นี่ตาฝาดไปหรือ? คนป่าในขอบเขตควบแน่นพลังปราณไม่เพียงสามารถฆ่ากลุ่มโจรม้าในขั้นมหาสมุทรได้ด้วยกระบี่เดียวเท่านั้นแต่เขายังเก็บเถาวัลย์ใบมีดไว้เป็นสัตว์เลี้ยงอีกด้วย นี่มันเรื่องตลกหรือไร!

            อาจกล่าวได้ว่าเถาวัลย์ใบมีดเป็นสัตว์ปีศาจที่ดุร้ายอย่างยิ่งในป่าสีเลือดมันสังหารผู้คนที่พบเห็นและกระหายเลือดยิ่งนักแม้แต่นักรบระดับห้าของขั้นมหาสมุทรก็ยังต้องกลัวมัน

            แต่ต้นไม้ปีศาจที่ดุร้ายเช่นนี้จะยอมจำนนต่อมนุษย์และถูกเก็บมาเลี้ยงดูดังสัตว์เลี้ยงจริงๆหรือ? สิ่งนี้ดียิ่งจนทุกคนต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

            “ท่านเริ่น นี่... เราจะทำอย่างไรดี?!” มือของซาจื้อที่ถือดาบอยู่สั่นไหวเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดีสักเท่าไรเขาจึงหันหน้าไปถามเริ่นอวี่สิงที่อยู่ข้างๆ

            แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมาดังนั้นซาจื้อจึงหันไปถามอีกครั้ง แต่เมื่อหันไปเห็นก็ต้องสับสนขึ้นมา

            เพราะซาจื้อพบว่าเริ่นอวี่สิงนั้นสั่นเทากว่าเขาเสียอีกร่างกายของอีกคนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

            “ท่าน... นี่... อธิบายมาหน่อยสิ!เด็กคนนั้นสามารถควบคุมเถาวัลย์ใบมีดได้จริงหรือ?” ชายหนวดเฟิ้มกังวลแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวส่งเดชเพราะกลัวถูกผ่าเป็นสี่ส่วน ดังนั้นจึงได้แต่หวังพึ่งเพียงเริ่นอวี่สิง

            “ฮ่า... ฮ่าๆ...มันก็แค่การขู่ขวัญเท่านั้น เจ้าเชื่อหรือว่าเขาสามารถควบคุมสัตว์ปีศาจได้?” เริ่นอวี่สิงหัวเราะเยาะ แต่เป็นการหัวเราะเยาะที่ฝืดเฝื่อนอย่างยิ่งก่อนจะเอ่ยปลอบ “เจ้าต้องรู้ว่าการฝึกตนเป็นปรมาจารย์สัตว์ปีศาจนั้นยากยิ่งนักตีให้ตายข้าก็ไม่เชื่อว่าคนป่าเช่นเขาจะทำได้!”

            “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดี?” ซาจื้อถามอย่างรวดเร็ว

            “อีกประเดี๋ยวข้าจะนับถึงสามเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกัน จากนั้นค่อยหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป เข้าใจหรือไม่?” ดวงตาของเริ่นอวี่สิงเป็นประกาย เขากระซิบ

            “อา! ขอบคุณท่าน! เช่น...เช่นนั้นควรให้นับถึงสามแล้วเคลื่อนไหวหรือควรเคลื่อนไหวก่อนที่จะนับถึงสามหรือ?” ซาจื้อเชื่อฟัง แต่ในขณะที่มองไปยังเถาวัลย์ใบมีดที่ใกล้เข้ามาเขาก็เริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ

            ทว่าในยามนี้แววตาของเริ่นอวี่สิงส่องประกายชั่วร้าย เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก... ไปเป็นเหยื่ออย่างสบายใจเถอะ!”

            “พลั่ก”

            ทันทีที่พูดจบเริ่นอวี่สิงก็ผลักหลังซาจื้อ ทำให้เขากระอักเลือดและล้มไปข้างหน้าตกลงไปใต้ร่างของเถาวัลย์ใบมีดทั้งสองต้นในทันทีอีกฝ่ายกลัวมากจนน้ำมูกน้ำลายเริ่มไหล

            เถาวัลย์ใยมีดกระหายเลือดการเคลื่อนไหวของเริ่นอวี่สิงในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังใช้ซาจื้อเป็นเหยื่อเพื่อให้ตนเองมีโอกาสหลบหนี

            ในเวลานี้ เมื่อได้ยินเสียงฉึกเริ่นอวี่สิงก็หันหลังวิ่งกลับ แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวขาข้างหนึ่งของเขาก็ถูกแทงด้วยเถาวัลย์ใบมีด ร่างกายก็กระแทกกระเด็นล้มลงมาจนเวียนหัวเห็นดาว

            หลังจากนั้นมือที่เหลือและขาข้างหนึ่งของเขาก็ถูกมีดแทงราวถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้นไม่สามารถขยับตัวได้ เขาตะโกนร้องด้วยความเจ็บปวด

            “เถาวัลย์โง่...ทำไมถึงได้ทิ้งเหยื่อใกล้ๆ ไม่ยอมกิน แต่กลับพาโชคร้ายมาให้ข้าแทนกัน?!” ดวงตาของเริ่นอวี่สิงแดงก่ำ เขาขุ่นเคืองยิ่งนัก

            เขาสับสนเจ้าเด็กสวมผ้าคลุมหน้านั่นสามารถควบคุมเถาวัลย์ใบมีดได้จริงหรือ? มิฉะนั้น ด้วยธรรมชาติที่ดุร้ายของต้นไม้ปีศาจมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นกลอุบายและทิ้งซาจื้อไว้เช่นนั้น

            “ไม่เต็มใจมากหรือ?” ในเวลานี้ ฉู่อวิ๋นเข้ามาใกล้และมองเขาอย่างเหยียดหยาม

            “ข้าไม่เต็มใจ! เจ้า... เจ้าเป็นใคร!เหตุใดถึงเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องของผู้อื่นกัน?!” เริ่นอวี่สิงพูดด้วยความโกรธเดิมทีเขามีโอกาสหลบหนีและอาจกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งด้วยแรงสนับสนุนจากกองโจรทรายเหล็ก

            แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะไร้ประโยชน์

            “เจ้าสงสัยไม่ใช่หรือว่าข้าไม่อาจควบคุมสัตว์ปีศาจได้?” ฉู่อวิ๋นไม่ได้ตอบคำถามของเริ่นอวี่สิงเขาหันกลับมาและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เช่นนั้นประเดี๋ยวก็จะจัดการกับเจ้าเสีย”

            จากนั้นฉู่อวิ๋นก็เดินไปหาซาจื้อที่อ่อนแรง จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เคร่งขรึม“เจ้าต้องการขโมยวัตถุวิญญาณ ดูถูกหญิงผู้บริสุทธิ์ และขายพวกนางเป็นทาสไม่ใช่หรือ?”

            “ไม่ ไม่ ไม่... ท่านจอมยุทธ์หนุ่มท่านจอมยุทธ์ โปรดไว้ชีวิตด้วย! ถ้าข้ารู้ว่าคนงามเหล่านี้เป็นของท่านไหนเลยจะกล้าเข้าไปยุ่ง ได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ” ซาจื้อร้องไห้พลางร้องขอความเมตตาเขาเชื่อว่าฉู่อวิ๋นสามารถควบคุมต้นไม้ปีศาจได้จริงๆ

            “เมื่อครู่นี้ลำพองอยู่ไม่ใช่หรือ? อยากทำเรื่องอัปรีย์พวกนั้นทั้งที่กลางวันแสกๆ ถ้าข้าไม่ปรากฏตัวเจ้าก็ยังทำอยู่ดีไม่ใช่หรือ? คนอย่างเจ้ามันสมควรตายนัก!”ฉู่อวิ๋นตะคอก เขาดูโกรธมาก

            ในโลกของพลังยุทธ์ผู้แข็งแกร่งได้รับการเคารพ อำนาจทำให้หัวใจของผู้คนมืดบอดความปรารถนาทำให้จิตวิญญาณแปดเปื้อนความคิดชั่วร้ายเป็นหมอกควันที่ปกคลุมอยู่ทุกหนทุกแห่ง

            เพื่อผลประโยชน์ผู้คนจำนวนไม่น้อยทำตัวไร้ศีลธรรม ละทิ้งความตั้งใจเดิมและปฏิเสธแม้กระทั่งญาติมิตรตนเอง แต่สิ่งที่ฉู่อวิ๋นเกลียดที่สุดคือนักรบประเภทที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและไม่อาจให้อภัยได้

            “เสี่ยวลวี่ เสี่ยวฮวาฟันสุนัขตัวเมียตัวนี้และพวกขโมยม้าที่เหลือทั้งหมดให้เป็นชิ้นๆ”ฉู่อวิ๋นเพิกเฉยต่อคำร้องขอความเมตตาของซาจื้อ และตะโกนสั่งทำให้ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง

            เสี่ยวลวี่... เสี่ยวฮวา...เจ้าเด็กบ้านป่าคนนี้ตั้งชื่อให้เถาวัลย์ใบมีดด้วย! นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว

            ในยามนี้ สาวๆต่างรู้สึกโล่งใจและถอนหายใจอย่างโล่งอกดูเหมือนว่าอวิ๋นชูจะควบคุมสัตว์ปีศาจได้จริงๆ!ตอนนี้พวกนางรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง

            “ควับ!”

            ลำต้นของเถาวัลย์ใบมีดเคลื่อนไหวตอบสนองต่อคำสั่งของฉู่อวิ๋นมันเหวี่ยงเถาวัลย์อันแหลมคมออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัดผ่านความว่างเปล่าแค่แทงเพียงไม่กี่ครั้ง โจรม้าจำนวนมากก็สิ้นลมก่อนจะทันโต้ตอบ

            “อ๊าก!!!”

            นี่คือเสียงกรีดร้องของซาจื้อที่หยิ่งยโสอย่างยิ่งเขาที่ต้องการล่วงเกินเสวี่ยหรูเยียนและผู้หญิงคนอื่นๆก็ถูกเถาวัลย์ใบมีดหลายใบสับเป็นชิ้นๆ เลือดเนื้อสาดกระเซ็น ตายอย่างน่าสยดสยอง

            ในเวลาเดียวกันฉู่อวิ๋นก็เรียกนักรบหญิงมาช่วยประคองหนิงซิ่วที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขึ้นและปล่อยให้พวกนางพากันกลับไปอยู่ด้านหลังคาราวานจากนั้นเขาก็เดินไปหาเริ่นอวี่สิงอีกครั้งและก้มลงมอง

            “หัวหน้าเริ่น ไม่เจอกันนานเป็นอย่างไรบ้าง?” ฉู่อวิ๋นคุกเข่าลงและพูดด้วยเสียงต่ำ

            “เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?!” เมื่อได้ยินชื่อนี้ ดวงตาของเริ่นอวี่สิงก็เบิกกว้างและสั่นเทารู้สึกแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ

            เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเสียงของชายหนุ่มตรงหน้าคุ้นเคยมากซ้ำรู้ได้อย่างไรว่าเขาเคยเป็นหัวหน้ามาก่อน? รู้จักเขามาก่อนหรือ?

            “ข้า? ข้าก็คือเด็กสารเลวที่ท่านเคยไล่ฆ่าตามถนนหลายสายตื่นตระหนกแทบตายแต่ก็ไม่อาจตายได้คนนั้นอย่างไรเล่า”

            เมื่อกล่าวเช่นนั้น ฉู่อวิ๋นก็ค่อยๆดึงผ้าปิดหน้าของเขาออก ภายใต้ดวงตาที่สั่นระริกของเริ่นอวี่สิงก่อนจะเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาในท้ายที่สุด

            เป็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากสำหรับเริ่นอวี่สิง

            “เจ้าคือฉู่——!”

            “ฟุ่บ---”

            ก่อนที่เริ่นอวี่สิงจะได้พูดอะไรดวงตาของฉู่อวิ๋นก็เป็นประกายเย็นเยียบ เขารีบยกฝ่ามือขึ้นและฟาดลงไปแสงพลังปราณพุ่งออกมาพร้อมเสียงคำรามของมังกรที่ดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้าทำให้เส้นเสียงของอีกคนเสียหาย ไม่อาจพูดได้อีก

            “แค่กแค่ก... แค่ก…”เริ่นอวี่สิงเบิกตาโพลง ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นเห็นชัดเจนจนเต็มตาของเขา

            เขาต้องการตะโกนชื่อฉู่อวิ๋นแต่ก็ทำไม่ได้ทำได้เพียงเฝ้าดู ไม่เต็มใจ และตกใจ

            “คิดไม่ถึงหรือ? ที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าไม่ได้ตายในการต่อสู้ที่หมู่บ้านหงอู้ข้าไม่ได้ตายในการต่อสู้ข้างแม่น้ำโลหิต และหลังจากที่กระแสสัตว์ปีศาจผ่านไปข้าก็ยังไม่ตาย”

            “แต่ตอนนี้ เจ้ากำลังจะตาย”ฉู่อวิ๋นมองไปที่เริ่นอวี่สิงราวกับว่ากำลังมองคนตายด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกและเสียงกระซิบอันเย็นเยียบ

            “เอื๊อก... อู! เอื๊อก อู้!” เริ่นอวี่สิงโกรธมากแต่ก็ไม่สามารถส่งเสียงใดๆได้ ทำได้แค่จ้องมองด้วยความโมโห

            ในเวลาเดียวกันเริ่นอวี่สิงเองก็ตกใจเช่นกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนฉู่อวิ๋นยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ถูกไล่สังหารอยู่เลย

            แต่ตอนนี้เขากลับสามารถฆ่านักรบขั้นมหาสมุทรได้ด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียวและยังเลี้ยงสัตว์ปีศาจให้เชื่องเป็นสัตว์เลี้ยงได้ด้วย นี่คือการเติบโตแบบใดกัน? เหลือเชื่อยิ่งนัก!

            เดิมที หากอยากฆ่าฉู่อวิ๋นเริ่นอวี่สิงบีบมือเบาๆ เขาก็ตาย แต่ตอนนี้มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

            “เขา... เขาคือ...” ในเวลานี้เริ่นอวี่สิงรู้ว่าไม่อาจหลบหนีได้อีก จึงมองหาหญิงสาวของตระกูลเสวี่ยอยากจะตะโกนชื่อของฉู่อวิ๋นเพื่อเปิดเผยตัวตนของเขา

            เพราะก่อนหน้านี้เขารู้มาจากประกาศในหมู่บ้านหงอู้ว่าฉู่อวิ๋นเป็นที่ต้องการของตระกูลฉู่และตระกูลเสวี่ยในตอนนี้ก็กำลังคุยเรื่องการแต่งงานกับตระกูลฉู่อยู่ดังนั้นพวกเขาย่อมต้องใช้โอกาสนี้ลงโทษฉู่อวิ๋นอย่างแน่นอน

            แต่เริ่นอวี่สิงที่ถูกฉู่อวิ๋นปรามไว้ทั้งเส้นเสียงก็ถูกทำลาย เขาพูดไม่ออกจริงๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความวิตกกังวลโกรธมากจนกระอักเลือด เสียใจยิ่งนัก

            “ต้องขอโทษด้วยข้าคงให้ท่านเปิดเผยตัวตนข้าไม่ได้หรอก ไม่เช่นนั้นคนที่ตายก็คงเป็นข้า”ฉู่อวิ๋นเข้าหาเริ่นอวี่สิง น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับสะบัดมือ ปล่อยให้เถาวัลย์ใบมีดฆ่าเริ่นอวี่สิงเสีย

            ทันใดนั้นใบมีดหลายสิบเล่มก็แทงเข้าไปที่ร่างของเริ่นอวี่สิง สิ้นชีพอย่างไม่เต็มใจ

            “ไม่เป็นไรแล้วทุกคนไม่ต้องกังวลแล้ว” ฉู่อวิ๋นสวมผ้าปิดหน้าแล้วพูดอย่างใจเย็นก่อนจะเดินตรงกลับไปที่คาราวาน ปล่อยให้สาวๆ ตกตะลึงและพูดไม่ออกอยู่นาน