อัญจรีวัยห้าขวบนั่งร้องไห้เสียงดังด้วยรู้สึกขอบคุณนรกขุมนี้ที่ให้โอกาสเธอกลับมาสะสางปัญหาที่ก่อไว้
ตรี ดวงฤทัย และดวงตาที่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังของอัญจรีต่างพากันวิ่งกรูออกมาดูด้วยสีหน้าใ
ตรีที่วิ่งมาถึงคนแรกรีบตรงเข้าไปสวมกอดลูก “อัญ เป็อะไรไปลูก ใอะไรหรือโดนอะไรกัด” ผู้เป็พ่อลูบตามแขนขาเพื่อสำรวจความผิดปกติ
“มีอะไรบอกแม่สิลูก” ดวงฤทัยถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
อัญจรีส่ายหน้า “หนูจะเป็คนดีให้พ่อแม่และยายดีใจ” เธอพูดเสียงสะอื้นและซุกตัวเข้าไปในอกอุ่น ๆ ของพ่ออย่าง้าที่พึ่งพิง
ตรีลูบหลังปลอบโยนลูกสาวพร้อมสบตาภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
่กลางดึกของวัน เมื่อเห็นว่าลูกสาวนอนหลับไปแล้ว ดวงฤทัยจึงได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนอยู่ที่ร้านขายของชำให้กับแม่และสามีฟังด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ
“น้องอัญยังเด็ก คงใที่มีคนมากล่าวหาว่าแกจะเป็เด็กที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ”
“หลานฉันแท้ ๆ กลับไปหนักหัวคนบ้านอื่น” ดวงตาอารมณ์พุ่งสูงเช่นกัน “มันน่าตามไปด่าถึงบ้าน”
“ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนน่ารักแบบน้องอัญจะกลายเป็แบบนั้นเมื่อโตขึ้น”
“แต่ไม่ว่ายังไง ถึงน้องอัญจะโตมานิสัยแบบไหน ผมก็อยากให้ลูกมีความสุขมากที่สุด”
“ใช่ พี่พูดถูก ทุกลมหายใจของฉันจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย สิ่งที่ฉัน้ามากที่สุดคือขอให้ลูกมีความสุข” คนเป็ภรรยาสนับสนุน
“น่าสงสารจริงหลานยาย ไม่รู้จะฝังใจไปอีกกี่วัน พรุ่งนี้ซื้อขนมของโปรดน้องอัญกลับมาหลาย ๆ อย่างนะ เดี๋ยวแม่เอาเงินให้” แม้สองสามีภรรยาจะเอ่ยปากปฏิเสธรับเงินแต่ดวงตาไม่สนใจ เธอลุกขึ้นไปหยิบเงินในห้องนอนออกมาทันที
อัญจรีค่อย ๆ พลิกนอนตะแคงหันหลังให้ทั้งสามคน น้ำตาเธอซึมออกมาจนเปียกหมอน ทำไมในชีวิตที่ผ่านมาเธอถึงตามืดบอดไม่เห็นความรักของทั้งสามคนได้ขนาดนี้?
“อัญไปช่วยยายหยอดเม็ดผักชีลงแปลงดีไหมลูก” เพราะกลัวว่าหลานสาวยังคงคิดมากในเื่ที่ได้ยินมาเมื่อวาน ดวงตาจึงคอยนั่งเฝ้าและนั่งอยู่เป็เพื่อนหลานตลอด่เช้าของวันนี้
อัญจรีพยักหน้าตกลง
บ้านของเธอตั้งอยู่ริมชายป่า น่าจะเรียกได้ว่าเป็บ้านหลังริมสุดในหมู่บ้านแล้ว เพราะเป็ที่ดินที่อยู่รอบนอกราคาจึงถูกที่สุด ตรีจึงเลือกที่จะปลูกบ้านบริเวณนี้
สมัยก่อน ที่ดินหมู่บ้านนี้เป็ของหลวงทั้งหมด ชาวบ้านทุกคนที่นี่ต่างอพยพมาจากที่อื่นและมาอาศัยปลูกบ้านบริเวณนี้จนรวมตัวกันกลายเป็ชุมชนเล็ก ๆ ขึ้นมา
เริ่มแรกดวงตาและสามีอพยพจากจังหวัดภาคกลางมาปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ อาศัยอยู่ที่นี่ โดยเลือกปลูกติดกับถนนใหญ่
แต่อยู่มาได้สิบห้าปี ทางราชการได้เข้ามาจัดสรรที่ดินทำกินเพื่อที่จะได้มีที่อยู่อาศัยแบบถูกกฎหมายกัน โดยจัดแบ่งที่ดินใหม่ทั้งหมดและกำหนดราคาตามความเจริญและความมีอนาคตของที่ดิน ชาวบ้านต้องจ่ายเงินซื้อที่ดินครึ่งหนึ่งของราคาจริง อีกครึ่งหนึ่งทางราชการออกให้
หากใครไม่มีเงินก้อนเพื่อซื้อ ทางราชการก็มีโครงการกู้ยืมเงินแบบไม่คิดดอกเบี้ยให้ และผู้กู้ต้องผ่อนคืนแบบรายเดือนเป็เวลาทั้งหมดสิบปี
ที่ดินตรงบริเวณบ้านของดวงตาและสามีถือเป็ที่ดินมีอนาคต ราคาจึงแพงที่สุด ประกอบกับเป็่จังหวะที่สามีเพิ่งเสียชีวิต ทำให้เธอไม่สามารถแบกรับค่าผ่อนที่สูงมากในแต่ละเดือนได้ แม้จะรวมรายได้ของตรีซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็เขยใหม่ก็ยังคงไม่เพียงพอ ทั้งครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกจับจองที่ดินผืนใหม่และเลือกผืนที่อยู่ในปัจจุบันเพราะราคาถูกที่สุด
แม้จะราคาถูกที่สุด แต่ตรีและดวงฤทัยก็ยังต้องเหนื่อยวิ่งขายของจนสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ตรงส่วนนี้
พวกเขาเลือกที่จะปลูกบ้านหลังเล็กแค่พออาศัยนอนและทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันเพื่อให้เหลือพื้นที่ว่างสำหรับปลูกผักเอาไว้ขาย และดวงตาก็เป็มือหนึ่งในการปลูกผักของครอบครัว เพราะความมือเย็นของเธอ ไม่ว่าจะปลูกผักชนิดไหนเป็ต้องขึ้นสวยและดูน่ากินทุกต้น
“ยายเก่งจัง อัญจะมาช่วยยายทุกวันเลย”
หลานรักชมแบบนี้ดวงตาไม่พ้นที่จะยิ้มจนตาแทบปิด “ดีจริง ยายจะสอนให้อัญปลูกเก่ง ๆ เลยนะ”
“ยายครับ” เสียงเรียกดังมาจากขอบรั้ว ดวงตาเหลียวมองเมื่อเห็นว่าใครจึงส่งยิ้มให้
“พี่ธรรม” อัญจรีชิงวิ่งนำไปถึงตัวก่อน
ธรรมเอาแต่เกาศีรษะอย่างขัดเขินเมื่อเห็นท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าของอัญจรี “พี่เอาเห็ดมาให้” เขาบอกเสียงเบา
“อุ๊ย..เห็ดขอนขาว น่ากินจริง” ดวงตาที่เพิ่งเดินมาถึงได้เอ่ยออกมา “สงสัยเข้าป่าแต่หัวรุ่งเลยสิถึงเก็บมาได้เยอะขนาดนี้”
“ผมเอาเห็ดมาให้ยายครับ” ธรรมยื่นเห็ดในตะกร้าให้ทั้งหมด
“เอามาให้ทำไม เอาไปทำกับข้าวแล้วแบ่งกันกินดีกว่า” ดวงตารีบปฏิเสธ
“เมื่อวานอัญแบ่งขนมให้กิน วันนี้ผมเลยตั้งใจไปหาของป่ามาให้ ยายเอาไปเถอะ ยังเหลืออีกเยอะในกระบุงข้างหลัง”
เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของเขา ดวงตาจึงเต็มใจรับมา “ขอบใจนะลูก ขอให้เจริญ ๆ นะ”
“ขอบคุณพี่ธรรม” อัญจรีะโขอบคุณเสียงใสโดยไม่ต้องรอให้ยายบอก
ธรรมหน้าแดงอีกรอบ
“แล้วนี่จะเข้าวัดเลยหรือไปไหนต่อล่ะ แวะมานั่งเล่นในบ้านก่อนไหม น้องอัญจะได้มีเพื่อนเล่น”
“ผมจะไปรับจ้างแกะข้าวโพดที่บ้านน้าไพต่อครับ”
“ขยันจริง ไพคิดค่าจ้างยังไงล่ะ”
“ยี่สิบฝักให้หนึ่งบาท”
“งานเจ็บมือแต่ค่าจ้างน้อยไปหน่อยนะ ธรรมไหวหรือเปล่า” ดวงตาถามอย่างเป็ห่วง
“ไหวครับ เห็นว่ามีข้าวโพดเยอะ คงได้หลายบาทอยู่ ดีกว่านั่งอยู่เฉย ๆ แล้วไม่ได้ตังค์สักบาท” ธรรมว่าทิ้งท้ายก่อนเอ่ยลาเดินจากไป
“ธรรมนี่ความคิดเป็ผู้ใหญ่เกินตัวจริง ๆ” ดวงตาพึมพำระหว่างมองตามหลัง ขณะที่อัญจรีก็เอาแต่คิดถึงคำพูดของธรรมโดยเฉพาะประโยคสุดท้าย
่กลางดึกของวัน พ่อและแม่เธอหลับสนิทไปแล้ว แต่อัญจรีกลับไม่อาจฝืนหลับตาลงได้ ถึงแม้จะคิดว่านี่เป็ภาพลวงตาชั่วคราวที่นรกสร้างขึ้น แต่เธอก็อยากปรับเปลี่ยนให้ภาพลวงตานี้แตกต่างออกไปจากเดิม
เธอควรจะทำอย่างไรดี? ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ แบบนี้แล้วมันจะดีจริงหรือ เพียงแค่พยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น มันจะเพียงพอจริง ๆ หรือ แล้วถ้าภาพลวงตานี้อยู่ยาวนานไปจนถึงเหตุการณ์ร้ายในอีกห้าปีข้างหน้าล่ะ แค่เธอพยายามปรับปรุงตัวให้ดีแล้วมันเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เื่นั้นเกิดขึ้นได้ไหม
เธอควรทำอย่างไรเพื่อที่จะสามารถพาทั้งครอบครัวหลบหนีโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้?