ผู้าุโถอนหายใจเบา ๆ พลางโยนป้ายกลับคืนให้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ปกติแล้วศิษย์ใหม่ไม่มีทางได้รับอนุญาติให้รับภารกิจระดับสองเด็ดขาด..."
"แต่เนื่องจากงานนี้เป็ภารกิจที่มีศิษย์สายในคอยรับผิดชอบ ข้าจะอนุมัติให้เ้าเป็กรณีพิเศษ อย่าได้สร้างความวุ่นวายล่ะ"
เขาลูบเคราขาวโพลนของตนเองเบา ๆ แววตาทอประกายจริงจังก่อนกล่าวต่อ "เช่นนั้น ข้าจะอธิบายรายละเอียดเบื้องต้นให้เ้าฟังก่อนออกเดินทาง"
ว่าแล้วเขาก็สะบัดแขนเสื้อหนาเตอะ หยิบแผนที่หนังเก่าแก่ออกมากางแผ่หลาลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระดาษหนังเสียดสีกับพื้นผิวไม้ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ปลายนิ้วเหี่ยวย่นแต่ทรงพลังจะชี้ไปยังจุดหมึกสีดำที่แต้มเอาไว้ตรงบริเวณชายขอบหุบเขา
"เป้าหมายของภารกิจนี้อยู่ที่นี่... เมืองชิงเหอ เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากสำนักของเราออกไปหลายร้อยลี้ ่นี้ที่นั่นเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น มีชาวบ้านทยอยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในยามวิกาล ทางการท้องถิ่นพยายามสืบสวนแล้วแต่ไม่พบเบาะแส สำนักของเราจึงต้องส่งคนเข้าไปตรวจสอบความผิดปกตินี้อย่างเร่งด่วน"
"เป้าหมายของภารกิจนี้อยู่ที่นี่... เมืองชิงเหอ เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากสำนักของเราออกไปหลายร้อยลี้ ่นี้ที่นั่นเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น มีชาวบ้านทยอยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในยามวิกาล ทางการท้องถิ่นพยายามสืบสวนแล้วแต่ไม่พบเบาะแส สำนักของเราจึงต้องส่งคนเข้าไปตรวจสอบความผิดปกตินี้อย่างเร่งด่วน"
ชายชราเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนลดเสียงลง "เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ชาวบ้านผู้หนึ่งอ้างว่าเห็นชายชุดดำหลายคนพาตัวเด็กสาวขึ้นรถม้าในยามดึก เมื่อคนของหลายสำนักไปตรวจสอบ รถม้าคันนั้นก็หายไปแล้ว"
เหวินซานนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ผู้าุโกล่าวต่อ "เ้าต้องปลอมตัวเป็ชาวบ้าน ห้ามสวมชุดศิษย์ของสำนัก ห้ามเปิดเผยฐานะผู้ฝึกตน และห้ามลงมือโดยพลการ หน้าที่ของพวกเ้าคือสืบหาความจริง หากพบว่าศัตรูแข็งแกร่งเกินรับมือ ให้ส่งข่าวกลับสำนักทันที เข้าใจหรือไม่"
"เข้าใจขอรับ"
ผู้าุโพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนเปิดสมุดทะเบียนภารกิจ "ภารกิจนี้มีผู้รับไว้ก่อนหน้าแล้วหนึ่งคน เ้าจะต้องร่วมปฏิบัติภารกิจกับนาง"
เหวินซานพยักหน้าโดยไม่ได้คิดอะไร "ไม่ทราบว่าเป็ศิษย์พี่ท่านใดหรือขอรับ"
ผู้าุโก้มลงมองรายชื่อ ก่อนตอบเรียบ ๆ "ศิษย์สายใน... เซิ่งหลิน"
เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย "ศิษย์พี่หญิงเซิ่งหรือ"
ผู้าุโหัวเราะเบา ๆ "ดูเหมือนเ้าจะรู้จักนาง"
เหวินซานยิ้มแห้ง ๆ "ขอรับ"
"เช่นนั้นก็ดี" ผู้าุโหยิบแผ่นหยกส่งให้เขา "พรุ่งนี้ยามเฉิน มารวมตัวที่หน้าประตูสำนัก เซิ่งหลินจะเป็ผู้นำภารกิจ ระหว่างปฏิบัติภารกิจต้องเชื่อฟังคำสั่งของนาง" เหวินซานรับแผ่นหยกมาอย่างนอบน้อม "ศิษย์รับทราบขอรับ"
คืนนั้น... หลังกลับถึงถ้ำพัก เหวินซานไม่ได้รีบพักผ่อน เขาวางแผ่นหยกภารกิจลงบนโต๊ะหิน พลางอ่านรายละเอียดซ้ำอีกครั้ง
ภารกิจครั้งนี้เป็การออกนอกสำนักเพื่อสืบสวน อันตรายที่อาจพบย่อมไม่ใช่อสูรเพียงอย่างเดียว เหวินซานสูดลมหายใจลึก ก่อนเข้าไปในมิติ
เขานำสมุนไพรที่เพาะไว้ออกมาทีละต้น เปลวไฟค่อย ๆ ลุกขึ้นใต้เตาหลอม เหวินซานควบคุมเปลวเพลิงอย่างมั่นคง หลังผ่านการฝึกฝนมาหลายเดือน มือของเขาไม่สั่นอีกต่อไป
สมุนไพรแต่ละชนิดถูกหย่อนลงตามลำดับ ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างราบรื่น ครั้งใดที่เกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เขาจะจดบันทึกลงในสมุดทันที ก่อนเริ่มหลอมใหม่
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป แสงจากเตาหลอมไม่เคยดับลงแม้แต่น้อย กลิ่นโอสถหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่ว
ภายในเตา โอสถสีเขียวมรกตห้าเม็ดนอนเรียงกันอย่างสงบนิ่ง ผิวเม็ดยาเรียบเนียน แทบไม่พบตำหนิ เหวินซานตรวจสอบโอสถทั้งหมดทีละเม็ด ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ คืนนี้เขาหลอมโอสถสำเร็จถึงยี่สิบเจ็ดเม็ด แบ่งเป็โอสถรวบรวมิญญาเจ็ดเม็ด โอสถรักษาาแห้าเม็ด โอสถห้ามเืสามเม็ด และโอสถถอนพิษพื้นฐานอีกสองเม็ด แม้จะยังไม่มากแต่ก็เพียงพอสำหรับการออกปฏิบัติภารกิจหลายวัน เหวินซานบรรจุโอสถทั้งหมดลงในขวดหยก ก่อนวางมันไว้ในมิติิญญา
เหวินซานกวาดสายตามองสิ่งของภายในถ้ำ เขาหยิบชุดเสื้อผ้าสำรองและข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปขึ้นมามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทยอยเก็บพวกมันเข้าสู่มิติิญญา เพียงไม่นาน... ภายในถ้ำก็แทบไม่เหลือสิ่งของใดอีก
เดิมทีผู้ฝึกตนทั่วไปจำเป็ต้องสะพายอาวุธ พกเตาหลอม และขวดโอสถติดตัว หากออกเดินทางไกลก็มักต้องใช้ห่อผ้าหรือสัมภาระจำนวนมาก แต่สำหรับเขา... เพียงความคิดเดียว สิ่งของทั้งหมดก็สามารถเก็บและนำออกจากมิติิญญาได้ทันที แม้จะเป็เพียงความสามารถเล็กน้อย แต่ในการต่อสู้หรือการหลบหนี... มันอาจกลายเป็ไพ่ตายที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด เหวินซานมองถ้ำที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ สาดลงเหนือยอดเขาของสำนักโอสถจันทรา สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งปกคลุมทางเดินหิน ทำให้บรรยากาศเงียบสงบกว่าทุกวัน เหวินซานมาถึงหน้าประตูสำนักก่อนเวลานัดเล็กน้อย เขาเปลี่ยนจากชุดศิษย์สายนอกมาเป็เสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเรียบง่าย สะพายห่อผ้าไว้ด้านหลัง ข้างเอวแขวนกระบี่ธรรมดา หากมองผ่าน ๆ ก็ไม่ต่างจากชาวบ้านที่กำลังออกเดินทาง ไม่นานนักเสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "เ้ามาเช้ากว่าที่คิด"
เหวินซานรีบหันกลับไปประสานมือ "คารวะศิษย์พี่หญิงเซิ่ง" เซิ่งหลินเดินเข้ามาด้วยชุดสีฟ้าอ่อนธรรมดา แม้แต่กระบี่ที่เอวก็ถูกห่อด้วยผ้าสีหม่น ดูไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย หากไม่รู้จักมาก่อน คงคิดว่านางเป็เพียงบุตรีจากตระกูลพ่อค้าผู้หนึ่ง
เซิ่งหลินกวาดตามองเหวินซานั้แ่ศีรษะจรดเท้า ก่อนพยักหน้าเบา ๆ "ั้แ่ก้าวออกจากประตูสำนัก ห้ามเรียกข้าว่าศิษย์พี่"
เหวินซานชะงัก "แล้ว..."
"เรียกพี่หญิงเซิ่งก็พอ ส่วนข้า..." นางมองเขาแวบหนึ่ง "จะเรียกเ้าว่าอาซาน"
เหวินซานพยักหน้ารับทันที "เข้าใจแล้ว พี่หญิงเซิ่ง"
เซิ่งหลินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหยิบแผนที่ออกมากางบนก้อนหินข้างทาง "จากสำนักไปเมืองชิงเหอ ใช้เวลาประมาณสองวัน ระหว่างทางมีหมู่บ้านเล็กอยู่แห่งหนึ่ง คืนนี้พวกเราจะพักที่นั่น" เหวินซานก้มมองแผนที่อย่างตั้งใจ
เซิ่งหลินกล่าวต่อ "จำไว้... ภารกิจนี้ไม่ใช่การกำจัดศัตรู แต่เป็การสืบหาเบาะแส หากพบสิ่งผิดปกติ อย่าเพิ่งลงมือ ให้รายงานข้าก่อน เข้าใจหรือไม่" เหวินซานเพียงพยักหน้าตอบรับ
เซิ่งหลินพับแผนที่เก็บ ก่อนหมุนตัวเดินออกจากประตูสำนัก "ไปกันเถิด"
เมื่อก้าวพ้นแนวเขตค่ายกลของสำนัก ภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างขึ้น ูเาสูงทอดตัวสลับซับซ้อนสุดสายตา ป่าไม้เขียวชอุ่มปกคลุมทั่วผืนแผ่นดิน ถนนดินสายหนึ่งคดเคี้ยวทอดยาวไปยังเมืองที่อยู่ไกลออกไป เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก นี่เป็ครั้งแรกนับั้แ่หมู่บ้านถูกอุกกาบาตทำลาย ที่เขาได้ก้าวออกจากสำนักโอสถจันทรา เพื่อออกเดินทางสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
หลังออกจากสำนักได้ไม่นาน เซิ่งหลินก็พาเหวินซานลงมายังเชิงเขา ด้านหน้าคือถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างเมืองและหมู่บ้าน ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ ทั้งพ่อค้า คนตัดฟืน และชาวบ้านที่กำลังขนสินค้าขึ้นรถม้า
เซิ่งหลินเดินตรงไปยังรถม้าคันหนึ่งที่กำลังจะออกเดินทาง เขาเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ใบหน้าคล้ำแดด
"ท่านลุง" เซิ่งหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ "รถม้าคันนี้ไปเมืองชิงเหอใช่หรือไม่" ชายผู้นั้นพยักหน้า "ใช่แล้ว แต่ไปได้แค่หมู่บ้านเฟิงหลินก่อน จากนั้นค่อยต่อไปเมืองชิงเหอ พวกเ้าจะไปหรือ"
เซิ่งหลินหยิบเหรียญเงินสามเหรียญส่งให้ "ขอรบกวนด้วย" ชายกลางคนรับเงินก่อนยิ้มกว้าง "ขึ้นมาเถิด" ทั้งสองขึ้นไปนั่งด้านหลังรถม้า ด้านในมีชาวบ้านนั่งอยู่ก่อนแล้วสองสามคน ทุกคนต่างแต่งกายเรียบง่าย ไม่มีผู้ใดสนใจทั้งคู่มากนัก เสียงแส้ม้าดังขึ้น รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามถนนดินอย่างช้า ๆ
ระหว่างทาง ชาวบ้านหลายคนพูดคุยกันเื่ผลผลิตในนาและราคาสมุนไพรในตลาด เหวินซานนั่งเงียบ ๆ อยู่มุมหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจ เขาก็ค่อย ๆ หลับตาลงราวกับกำลังพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วจิตสำนึกของเขาได้เข้าสู่มิติิญญาอีกครั้ง
ภายในมิติ เหวินซานเดินไปยังแปลงสมุนไพรตามความเคยชิน เขาตักน้ำจากน้ำพุิญญามารดต้นสมุนไพรทีละแปลง หญ้าิญญากลับเติบโตขึ้นอีกเล็กน้อย หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เหวินซานจึงถอนจิตออกจากมิติ
เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปตามถนนเช่นเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักก็คือ เซิ่งหลินกำลังนั่งมองเขาอยู่พอดี ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย "พี่หญิงเซิ่ง"
เซิ่งหลินเลิกคิ้วนิด ๆ "เ้าหลับได้เร็วดี" เหวินซานยิ้มแห้ง ๆ "เมื่อคืนหลอมโอสถจนดึกนิดหน่อย" เซิ่งหลินพยักหน้าเบา ๆ "อย่างนั้นหรือ" นางไม่ได้ถามต่อ เพียงหันไปมองวิวสองข้างทางดังเดิม แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกอยู่เล็กน้อย
แม้เหวินซานจะดูเหมือนหลับตาพักผ่อน แต่ลมหายใจของเขากลับสงบนิ่งผิดปกติ ราวกับจิตใจไม่ได้อยู่กับร่างกายเลยแม้แต่น้อย เซิ่งหลินเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ โดยไม่ได้เอ่ยถามออกมาแม้แต่คำเดียว ส่วนเหวินซานก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
จู่ ๆ... เสียงควบม้าอันรีบร้อนก็ดังขึ้นจากด้านหน้า ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ม้าศึกสีดำตัวหนึ่งพุ่งทะยานมาตามถนนหลวงด้วยความเร็วราวพายุ บนหลังม้าเป็ชายวัยกลางคนในชุดชาวบ้านธรรมดา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาหันกลับไปมองด้านหลังอยู่ตลอด ราวกับกำลังถูกบางสิ่งไล่ล่า
"หลบ!" เขาะโสุดเสียง "หลบไปให้หมด!" คนขับรถม้าสะดุ้ง รีบดึงบังเหียนทันที
"ฮี้!"
ม้าลากรถส่งเสียงร้องอย่างใ เมื่อเห็นม้าที่กำลังควบพุ่งเข้ามา ชายขี่ม้าพยายามหักหลบสุดกำลัง แต่ถนนบนไหล่เขาแคบเกินไป ฉึก! ม้าทั้งสองเฉียดกันเพียงนิดเดียว เสียงกระแทกดังสนั่น ม้าลากรถแตกตื่นทันที
"ฮี้!"
มันยกขาหน้าสูง ก่อนสะบัดหัวอย่างรุนแรง คนขับหน้าซีด "แย่แล้ว! หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!" แต่ทุกอย่างสายเกินไป ม้าลากรถเสียขวัญจนควบออกนอกเส้นทาง ล้อรถกระแทกเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่ โครม! ตัวรถเอียงอย่างรุนแรง
"ระวัง!" ชาวบ้านหลายคนร้องลั่น รถม้าพลิกตะแคงทันที
ตูม!
คนด้านในทั้งหมดถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากตัวรถ เหวินซานรีบใช้มือยันพื้น หมุนตัวกลางอากาศก่อนกระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล
ส่วนเซิ่งหลินอาศัยความคล่องตัว พลิกตัวหนึ่งรอบแล้วลงยืนได้อย่างมั่นคง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงร้องโอดครวญดังระงม ม้าลากรถยังคงแตกตื่น วิ่งลากซากรถม้าออกไปอีกหลายสิบจั้งก่อนจะหยุด
คนขับรถรีบคลานลุกขึ้น "ทุกคนเป็อะไรหรือไม่!" เหวินซานกำลังจะเดินเข้าไปช่วยพยุงชาวบ้านคนหนึ่ง แต่ในขณะนั้นเอง เซิ่งหลินกลับหรี่ตาลง สายตาของนางจับจ้องไปยังชายที่ขี่ม้าผ่านมาเมื่อครู่ ชายผู้นั้น... ไม่ได้หยุดดูแม้แต่น้อย กลับเร่งม้าวิ่งหนีต่อไปอย่างบ้าคลั่ง และแทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้นจากป่าทั้งสองฝั่ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกธนูสีดำหลายสิบดอกพุ่งทะลุพุ่มไม้เข้ามา ปักลงรอบรถม้าราวกับสายฝน
"หมอบ!" เซิ่งหลินะโเสียงต่ำ พร้อมคว้าตัวเด็กชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดล้มลงกับพื้น ฉึก! ฉึก! ฉึก! ลูกธนูหลายดอกปักลงบนตัวรถม้าที่พลิกคว่ำ บางดอกเฉียดไหล่เหวินซานไปเพียงไม่กี่ชุ่น ดวงตาของเซิ่งหลินเย็นเฉียบลงทันที นางกวาดตามองไปรอบด้าน ก่อนกล่าวด้วยเสียงเบาจนมีเพียงเหวินซานที่ได้ยิน "พวกเรา... ถูกโจมตีแล้ว"