“มีอะไรรึเปล่าหลานย่า ทำไมวันนี้ดูเศร้า ๆ” หญิงชราถามขึ้นระหว่างกินข้าวเย็นกับหลานชาย
เธอสังเกตเห็นว่าหลานของเธอไม่ยอมพูดอะไรั้แ่กลับมาจากโรงเรียน หน้าตาอมทุกข์กว่าปกติจนสังเกตได้ชัด
“ย่าครับ วันนี้ผมทำตัวแย่กับแชยองอีกแล้ว ผมพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป ทั้งที่เธอเป็คนช่วยผมแท้ ๆ ผมกับพูดจาทำร้ายความรู้สึกเธอทุกครั้งที่คุยกัน” เด็กหนุ่มหยุดถอนหายใจ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเศร้า
“ ”
“แต่ผมไม่ได้หมายความอย่างที่พูดไปเลย แค่อยากให้เธออยู่ไกล ๆ ผมไว้ก็แค่นั้นเอง ผม...ผมแค่ไม่อยากให้เธอต้องเป็อะไรไปอีกคน”
เด็กชายยอมเปิดใจพูดกับหญิงชราคนที่เป็เหมือนครอบครัวคนสุดท้ายของเขา
หญิงชรารับเด็กชายตรงหน้ามาดูแลหลังจากที่เขาเสียแม่ไป ผู้เป็พ่อก็ปฏิบัติตัวไม่สมกับเป็พ่อคน เธอจึงรับหน้าที่ดูแลหลานชายด้วยตัวของเธอเอง
“การที่หลานไม่มีความสุขแบบนี้ แสดงว่าหลานรู้ตัวว่าตัวเองทำผิดสินะ ยังไงก็รีบไปขอโทษแชยองซะอย่าปล่อยไว้นาน เด็กคนนั้นเขาเป็ห่วงหลานมากนะรู้ไหม ย่าว่ามันมีอีกหลายวิธีที่จะปกป้องเด็กคนนั้นโดยที่ไม่ต้องทำร้ายน้ำใจกันและกัน หลานย่าเป็คนเก่งคงจะหาวิธีนั้นได้ใช่ไหม”
หญิงชราลูบหัวหลานชายด้วยความอ่อนโยน โดยที่มือของเธอเองก็สวมถุงมือไว้
เธอรู้ว่าเด็กทั้งสองคนผ่านเื่เลวร้ายอะไรมาด้วยกัน แต่ละคนก็เกิดแผลที่ยากจะรักษา หญิงชรารู้ว่าหลายชายที่น่าสงสารของเธอต้องทนรับมือกับความรู้สึกผิดและความเสียใจมากแค่ไหน่ที่ผ่านมา
และเพราะความรู้สึกกลัวในจิตใจของเขา กลัวว่าจะเสียคนสำคัญไปอีกครั้งเขาจึงเลือกแสดงออกไปแบบนั้น เธอรู้ว่ามันไม่ใช่วิธีที่ถูกแต่ทำได้แค่คอยชี้ทางให้เด็กชายตรงหน้า ให้เขากล้าที่จะหาทางออกด้วยตัวเอง
บางครั้งเธอก็ต้องปล่อยให้หลานชายเติบโตขึ้นด้วยตัวของเขาเอง หญิงชราได้รับบทเรียนจากการเลี้ยงดูลูกชายของเธอ ซึ่งเธอคอยบอกทุกสิ่งทุกอย่าง ชี้เส้นทางที่เธอคิดว่าดีให้เขาตลอดชีวิต จนลูกชายของเธอไม่สามารถเติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่ดีได้
เขามักจะคิดหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ดีหากไม่มีเธอคอยสนับสนุน เมื่อพบเจอปัญหาลูกชายของเธอจึงทำได้แค่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
‘ห้องพักคุณครู’
“คะแนนสอบที่ผ่านมาของเธอตกลงมากรู้ตัวใช่ไหม ครูไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ ครูเข้าใจว่าเธอหยุดเรียนไป่หนึ่ง แต่ถ้ายังเป็แบบนี้มันอาจจะมีปัญหากับการสอบเข้ามัธยมปลายของเธอที่กำลังจะมาถึงก็ได้”
“ ”
“ครูเลยขอให้ซองซูมาช่วยติวหนังสือให้เธอ ครูเข้าใจนะว่าเธอทั้งสองคนต้องรักษาระยะห่างกันไว้ แต่ซองซูเป็เด็กหัวดีทีเดียว น่าจะสอนได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ ครูจะให้จองวอนกับคังซูไปกับเธอด้วย สองคนนั้นก็คะแนนแย่เหมือนกัน อีกอย่างจะได้ช่วยกันระวังแทนครูด้วย”
“แล้วเื่นี้ ซองซูเขาจะยอมทำเหรอคะ”
“ครูได้คุยกับเขาบ้างแล้ว เขายินดีนะที่จะช่วยติวให้ แต่เขาแค่ไม่แน่ใจว่าเธอจะยอมไหม”
“แปลกจังนะคะ ่หลัง ๆ เขาเอาแต่ตีตัวออกห่างหนู ทำไมถึงยอมง่ายจังคราวนี้” แชยองพูดพลางทำท่าทางสงสัยกับตัวเอง
“นั้นนะสิ ยังไงก็ไปนัดวันกันเองนะ ฝากบอกคังซูกับจองวอนด้วยล่ะ ครูเองยังอยากเห็นพวกเธอสามคนได้ต่อมัธยมปลายที่นี่อยู่นะ” คุณครูยิ้มให้นักเรียนตรงหน้าด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะ” แชยองลุกขึ้นก่อนจะโค้งตัวให้ครูประจำชั้นแทนคำขอบคุณและออกจากห้องไป
“ตารางเวลาติว ครูบอกเธอแล้วใช่ไหม” ซองซูยื่นกระดาษใบหนึ่งให้แชยองที่เพิ่งเข้ามานั่งที่โต๊ะเรียน โดยไม่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ
“อ่า...บอกแล้ว”
แชยองตอบกลับไปอย่างช้า ๆ เพราะใที่ซองซูเข้ามาคุยกับเธอก่อน คนที่ได้รับคำตอบแล้วก็หันหลังจะเดินกลับที่นั่งของตัวเอง “ขอบคุณนะที่ยอมมาติวให้”
อีกฝ่ายได้ยินคำขอบคุณแต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร สองเท้ายังคงก้าวเดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง แชยองยังคงมองตามหลังของคนที่ยังทำท่าทางเ็าใส่เธอ ก่อนเสียงของคุณครูจะทำให้เธอได้สติ
“เอาละเด็ก ๆ เปิดไปหน้า....”
“บ้านนายยังดูเป็ระเบียบเหมือนเดิมเลยนะเนี้ย วันหลังฉันคงต้องขอให้นายช่วยสอนยัยน้องบ้าจัดบ้านบ้างแล้ว ยัยนั้นไม่เคยทำตัวให้สมกับเป็ผู้หญิงเลยสักครั้ง น่าหนักใจจริง ๆ ว่าไหม”
จองวอนบ่นราวกับพ่อแม่บ่นลูกของตัวเอง ในขณะที่ตัวเขานั้นหันซ้ายหันขวามองรอบ ๆ บ้านหลังใหม่ของซองซูที่ดูเป็ระเบียบเรียบร้อยในทุก ๆ ที่ แตกต่างจากบ้านของเขาอย่างสิ้นเชิง
“คุณย่าไปไหนล่ะวันนี้” แชยองเอ่ยถามก่อนจะวางกระเป๋าลงที่พื้นพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ โต๊ะสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่กลางห้อง
“ย่าออกไปหาอะไรมาทำของว่างให้น่ะ” ซองซูตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับเดินเข้าห้องมาในมือถือน้ำดื่มมาให้เพื่อน ๆ
~ 3 ชั่วโมงผ่านไป ~
“ไม่ไหวแล้ววววว เราพักกันหน่อยได้ไหมทุกคน นี่ถือเป็การอ่านหนังสือนานที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันเคยทำมาในชีวิตแล้วนะ” จองวอนบ่นพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อน ๆ ทุกคน
“นายนี่มันถ่วงคนอื่นจริง ๆ” คังซูที่นั่งข้าง ๆ บ่นเพื่อนชาย
“ก็จริงนี่นา เราเรียนมาตั้งเยอะ จะให้ยัดเข้าสมองไปในเวลาสั้น ๆ ได้ยังไง มันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วไหม”
“ไม่เป็ไรพักกันก่อนก็ได้” ซองซูที่ไม่อยากให้เพื่อนทะเลาะกันรีบเอ่ยปากเอง
“เดี๋ยวฉันลงไปช่วยคุณย่าทำของว่างก่อนแล้วกัน” แชยองพูดพร้อมกับลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป
เธอพยายามรักษาระยะห่างจากซองซูไว้เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกอึดอัดใจมากเกินไประหว่างที่ยังต้องติวหนังสือให้เธอ
“ไปด้วยยย” คังซูรีบลุกและวิ่งตามเพื่อนสนิทออกไปอีกคน
เหลือเพียงเด็กชายสองคนอยู่ในห้องด้วยกัน คนหนึ่งก้มหน้ามองดูหนังสือเพื่อทบทวนเื่ที่จะสอนเพื่อนในบทถัดไป คนหนึ่งฟุบนอนกับโต๊ะทำท่าทางเหมือนคนจะแอบงีบ ก่อนจะมีหนึ่งคนเอ่ยปากขึ้นมา
“นายควรจะคุยกับแชยองดี ๆ นะ ยัยนั้นแคร์นายมากรู้ใช่มั้ย การที่นายเปลี่ยนไปขนาดนี้มันทำให้ยัยนั้นเศร้าตามไปด้วย เห็นไหมว่าเธอไม่ค่อยยิ้มหรือหัวเราะเลยเวลาที่อยู่กับนาย แชยองทำอะไรผิดหนักหนาทำไมนายต้องใจร้ายกับเธอขนาดนี้ด้วย” จองวอนพูดกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังผิดกับปกติ
“คนที่ผิดเป็ฉันเองมากกว่า” คนตอบ ตอบคำถามทั้งที่ยังก้มหน้ามองหน้าหนังสือในมือ
“ฉันรู้ว่าที่นายทำไปเพราะเป็ห่วง กลัวแชยองเจ็บตัวอีก แต่ฉันเชื่อว่ายัยนั้นดูแลตัวเองได้ เธอทั้งเก่งแล้วก็แข็งแรงกว่าที่นายคิดเยอะ เพราะฉะนั้นนายเลิกตีตัวออกห่างเธอได้แล้ว รวมถึงกับพวกเราด้วย ฉันอยากให้พวกเราสี่คนกลับมาเป็เหมือนเดิม แบบนี้มันรู้สึกอึดอัดยังไงไม่รู้ เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”
“ ”
คราวนี้ไม่มีเสียงตอบกลับจากอีกฝ่าย คนถามก็ได้แต่หวังว่าคนฟังจะเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อออกไปบ้าง
“มีอะไรให้พวกเราช่วยไหมคะคุณย่า” แชยองเอ่ยถามหญิงชราที่กำลังเอาถาดคุกกี้ออกจากเตาอบ
“อ้าวแชยอง คังซู ลงมาทำไม เดี๋ยวย่าเอาขึ้นไปให้เอง ใกล้เสร็จพอดี รอให้คุกกี้เย็นอีกหน่อยก็ได้แล้ว”
“คุกกี้หอมมากเลยค่ะ น่ากินสุด ๆ ไปเลย” คังซูเอ่ยชมพร้อมกับสูดหายใจลึกเพื่อรับกลิ่นหอมจากคุกกี้ที่เพิ่งออกจากเตา “เดี๋ยวพวกเรายกไปเองค่ะ คุณย่าอุตส่าห์ทำให้กินแล้ว เหนื่อยแย่เลย”
“อะไรกัน เห็นแบบนี้ย่ายังแข็งแรงเหมือนตอนสาว ๆ อยู่เลยนะ แค่นี้สบายมาก” หญิงชราพูดพร้อมกับหัวเราะกับคังซู ก่อนจะหันมาทางเด็กสาวอีกคนที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล
“แชยอง่นี้ซองซูเขาคงทำตัวไม่ดีกับหนูบ่อยใช่มั้ย ช่วยเขาใจเขาหน่อยนะ หลังจากผ่านเื่แย่ ๆ มา เด็กคนนั้นคงจะกลัวและไม่อยากพบเจอกับอะไรที่ทำให้เสียใจอีก ก็เลยแสดงออกไปแบบนั้น ให้เวลาเขาหน่อยนะ ย่าเชื่อว่าไม่นานถ้าเขาทำใจได้เขาคงจะกลับมาเป็ซองซูคนเดิม”
“คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูเข้าใจดี หนูน่ะรู้มานานแล้วว่าลึก ๆ แล้วเขาเป็คนยังไง” แชยองตอบและยิ้มให้กับหญิงชราตรงหน้าเพื่อสื่อว่าเธอนั้นรู้ดีว่าซองซูที่ตัวเธอรู้จักเป็คนที่มีจิตใจดีและโอนโยนแค่ไหน
“ขอบใจนะแชยอง” หญิงชราเอื้อมมือไปลูบหัวแชยองเบา ๆ สายตามองไปที่หน้าเล็ก ๆ ของเด็กสาวฉายแววซาบซึ้งใจ เธอรู้สึกขอบคุณที่แชยองคอยอยู่ข้าง ๆ หลานชายที่น่าสงสารของเธอเสมอ
เธอได้แต่หวังว่าต่อไปไม่ว่าหลานของเธอจะต้องเจอกับอะไร หนักหนาแค่ไหนเด็กผู้หญิงตรงหน้าจะช่วยให้เขาผ่านเื่ร้าย ๆ เ่าั้ไปได้เช่นเดียวตอนนี้
“ติวเสร็จแล้วเราไปเที่ยวงานเทศกาลกันเถอะทุกคน ถือว่าเป็รางวัลที่เราติวอย่างหนัก นะนะนะ” จองวอนรีบพูดขึ้นก่อนที่ทุกคนจะเก็บกระเป๋าเสร็จ
“พวกนายไปกันเถอะ ฉันคงไม่สะดวกไปในที่คนเยอะ ๆ” ซองซูปฏิเสธคำชวนของเพื่อนทำเอาคนชวนทำหน้าเศร้าทันที
“งั้นก็ไปร้านไอศกรีมกันเถอะ อากาศแบบนี้น่าจะเหมาะที่สุด” คังซูที่มีความคิดอื่นเอ่ยปากเสนอความคิดบ้าง
“ก็เป็ความคิดที่ดีนะ ไปเถอะซองซูให้พวกเราเลี้ยงนายตอบแทนที่ช่วยติวหนังสือให้” จองวอนยังพยายามคะยั้นคะยอเพื่อนชาย
“นะ ๆ ๆ” คังซูทำสายตาอ้อนวอนใส่ซองซู เพื่อช่วยจองวอนอีกแรง
เด็กชายที่พยายามจะปฏิเสธเพื่อน ๆ หันไปมองทางแชยองที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บหนังสือและอุปกรณ์อื่น ๆ โดยไม่พูดอะไรกับเขาสลับกับมองหน้าเพื่อนที่พยายามอ้อนวอนเขา
“ก็ได้ ๆ” สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ให้กับสายตาอ้อนวอนของเพื่อนทั้ง สองคน
“เย้! ไปกันเลย” จองวอนและคังซูดีใจมากจนเก็บอาการไม่อยู่ ทั้งสองรีบเก็บกระเป๋าด้วยความรวดเร็ว
จองวอนรีบเก็บกระเป๋าและดึงกระเป๋าคังซูเป็การส่งสัญญาณให้เธอรีบตามเขาออกมานอกห้อง เพื่อปล่อยให้สองคนที่เหลือได้มีโอกาสคุยกันสองต่อสอง
“เดี๋ยวสิ ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม” ซองซูดึงแขนเสื้อของเด็กหญิงที่พยายามจะรีบตามเพื่อน ๆ ออกไปไว้เบา ๆ แต่ก็พอจะหยุดสองเท้าของคนรีบร้อนได้
“อ่า...ได้สิ ว่าไง” เธอดูใหน่อย ๆ ที่อีกฝ่ายรั้งเธอไว้
“เื่เมื่อวันก่อนที่ฉันพูดไป ฉันขอโทษนะ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริง ๆ เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”
เด็กชายพูดพลางหันหน้าไปอีกทาง ไม่ยอมสบสายตากับคู่สนทนา มือก็ยังไม่ยอมปล่อยจากแขนเสื้อของแชยองเพราะกลัวว่าเธอจะเดินหนีออกไปก่อนที่เขาจะพูดจบ
“ ”
“ฉันรู้ว่าฉันทำตัวไม่ค่อยดีกับเธอ แค่ขอโทษเธอคงไม่หายโกรธ แต่ฉันก็อยากขอโทษเธอจริง ๆ ที่พูดทำร้ายน้ำใจเธอไปแบบนั้น เธอคงจะเสียใจมากสินะ” ครั้งนี้เขายอมหันมามองสบตากับเธอพร้อมกับสายตาที่รู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่ทำไป
“ไม่เลย ฉันเข้าใจนาย ฉัน..เอ่อฉันไม่เคยโกรธนายเลยนะที่นายพูดแบบนั้น นายไม่ต้องคิดมากหรอก เข้าใจไหม”
เด็กสาวพูดไปติด ๆ ขัด ๆ เพราะสายตาที่มองมาที่เธอกับใบหน้าหล่อ ๆ ของเขามันทำให้ใจดวงน้อยของเธอเริ่มเต้นแรงจนทำตัวไม่ถูก เธอเกลียดตัวเองที่มักต้องแพ้ให้กับสายตาคู่นั้นของเขาตลอดเวลา
“ฉันคิดว่าสักวันมันก็คงจะค่อย ๆ ดีขึ้น ถ้าเื่ราวทุก ๆ อย่างมันเลือนลางหายไปจากความทรงจำบ้าง ช่วยเข้าใจฉันหน่อยนะ” ซองซูยังคงพูดไปพร้อมกับมองหน้าของคนตรงหน้าที่เอาแต่หลบสายตาเขา
“เื่ทำความเข้าใจนาย เป็เื่ที่ฉันเก่งที่สุดอยู่แล้ว เชื่อฉันสิ งั้นต่อไปนี้ฉันจะทำตัวเหมือนเดิม นายก็จะไม่อารมณ์เสียใส่ฉันอีกใช่ไหม จะไม่ไล่ให้ไปไกล ๆ อีกแล้วใช่ไหม จะไม่ว่าฉันน่ารำคาญอีกแล้วใช่ไหม”
แชยองส่งคำถามเป็ชุดและสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มทำตัวกลับมาเหมือนเดิม เธอก็เลยพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมบ้าง
ทั้งสองยิ้มขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าทั้งคู่รับรู้ได้ว่าพวกเขาใกล้จะกลับไปเป็เหมือนเดิมในอีกไม่ช้า
“ครับจะไม่ว่าแล้ว แต่เธอต้องระวังตัวเองให้มากขึ้นรู้ไหม อย่ามาโดนตัวฉันบ่อยนัก ฉันก็จะระวังให้มากขึ้นด้วย” ซองซูเปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจังทันที เพื่อเน้นย้ำให้อีกฝ่ายระวังตัวเมื่ออยู่กับเขา
“รับทราบค่ะ รู้ไว้เลยนะ ว่าฉันจะดูแลตัวเองให้แข็งแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหาวิธีที่อยู่กับนายรวมถึงกระแสไฟฟ้าจากตัวนายให้ได้ รอดูเถอะ”
สายตาที่มุ่งมั่นของแชยองทำเอาซองซูอดยิ้มไม่ได้ เขารู้สึกขอบคุณคนตรงหน้าเหลือเกินที่ไม่ว่าจะเจอเื่ร้ายแรงแค่ไหน เธอก็ไม่เคยวิ่งหนีเขาไปเลยสักครั้ง
“พอได้แล้ว ไปกันเถอะคนอื่นรอนานแล้ว” เด็กชายที่เริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อโดนอีกฝ่ายพูดจู่โจมตรง ๆ ด้วยความมุ่งมั่นสุดตัวของเธอ จึงรีบเปลี่ยนเื่และเดินนำออกห้องไป
“รอด้วยยยย” ร่างเล็กวิ่งตามเขาลงบันไดด้วยรอยยิ้มกว้าง ความหวังในใจของเธอเริ่มกลับมาอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าโลกนี้ช่างดูสดใสและน่าอยู่ขึ้นมาทันตา
ราวกับว่าเื่ราวของเขาทั้งสองคนกำลังจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แล้วเื่ที่แชยองไม่คาดคิดและไม่อยากให้เกิดก็ได้คลืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ