ข้างลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใจกลางหุบเขา
ชายหนุ่มสวมชุดเกราะสีดำกำลังจับด้วงที่มีสีดำกว่าไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ด้วงตัวนี้มีปีกมันวาว รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายด้วงเฮอร์คิวลีสแต่กลับมีกระดองแข็ง ข้าง ๆ ส่วนหัวมีก้ามขนาดใหญ่และแข็งแรงคล้ายปูทะเล
มืออีกข้างของชายหนุ่มถือมีดพกเล่มเล็ก เขาเริ่มลงมือตัดขาที่กำลังดิ้นของด้วงโชคร้าย ตัดปีก ตัดก้าม ผ่าท้อง แงะกระดอง ก่อนจะแกะเปลือกแข็งที่หุ้มด้านนอกออกเผยให้เห็นเนื้อขาว ๆ ดูอ่อนนุ่มน่ากิน
ชายหนุ่มสวาปามเนื้อด้วงไม่ลังเล โดยเริ่มจากดูดเนื้อที่อยู่ในขาก่อนจะกัดกินเนื้อส่วนลำตัวและก้ามที่มีเยอะกว่า ท่าทางไม่ต่างจากการกินปูทั่ว ๆ ไป ไม่นานนักเนื้อขาว ๆ หวาน ๆ ของด้วงสีดำก็ถูกกินจนหมด
-- สังหารด้วงทมิฬระดับสามัญ, ไม่ได้รับิญญาอสูร, หากกินเนื้อด้วงทมิฬระดับสามัญ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
-- กินด้วงทมิฬระดับสามัญ คุณได้รับ 0 จีโนพอยต์ --
เสียงประหลาดดังขึ้นในหัวของ–หานเซิน พร้อมกันนั้นข้อมูลในรูปแบบอักษรก็ปรากฏขึ้นในใจ:
--------------------------------
หานเซิน: ยังไม่มีการวิวัฒนาการ
ระดับ: ไม่มี
อายุขัย: 200 ปี
จีโนพอยต์: 79 (้า 100 จีโนพอยต์เพื่อเกิดวิวัฒนาการ)
ิญญาอสูร: ไม่มี
--------------------------------
“ขนาดกินด้วงรวดเดียวสามสิบตัวก็ยังไม่ได้สักจีโนพอยต์ แบบนี้ต้องกินอีกกี่ตัวถึงจะวิวัฒนาการกันเนี่ย”
เป็เวลามากกว่าร้อยปีแล้วที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาจนถึงขีดสุด มนุษย์คิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถเคลื่อนย้ายมวลสารหรือที่เรียกว่า ‘การเทเลพอร์ต’ ได้สำเร็จ
ด้วยการค้นพบวิทยาการอันก้าวล้ำนี้มนุษยชาติจึงสามารถพาตัวเองไปสู่โลกใหม่ ทว่าโลกที่พวกเขาไปเยือนกลับไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต หรือสถานที่อื่นใดที่มนุษยชาติเคยรู้จัก
...มันส่งพวกเขามายังดินแดนแห่งใหม่ที่ซึ่งแตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิงราวกับหลุดไปอยู่ในอีกมิติ
โลกใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบเป็ดินแดนเหนือจินตนาการ ในสถานที่นี้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีไม่อาจใช้การได้ ปืนกล ะเิ หรืออาวุธาใด ๆ สำหรับที่นี่ไม่ต่างจากเศษเหล็กไร้ราคา แม้แต่เครื่องจักรกลรุ่นเก่าที่ไม่ต้องอาศัยไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ง่าย ๆ ก็ไม่สามารถใช้งานได้เลย
ที่สำคัญ ณ ดินแดนใหม่ มนุษย์ไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป ดินแดนเหนือจินตนาการอันกว้างใหญ่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังหลากหลายชนิดอาศัยอยู่นับไม่ถ้วน
เดิมทีมนุษย์คิดจะละทิ้งโลกอันไม่น่าอภิรมย์นี้ ทว่าหลังจากคนกลุ่มแรกได้ลองกินสิ่งมีชีวิตในดินแดนประหลาด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้มนุษยชาติตกตะลึง
– นักวิจัยพบว่า พันธุกรรมของคนกลุ่มนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง –
ร่างกายของพวกเขามีวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว… วิวัฒนาการชวนฉงนที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏนี้มีสิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั่นก็คือ มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้น!
แน่นอนว่าเื่นี้กลายเป็ข่าวใหญ่ที่กระจายไปทั่วโลกในไม่กี่นาที เป็ข่าวที่ช็อกวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกแขนง และโลกใหม่ก็กลายเป็เป้าหมายในการย้ายถิ่นฐานของผู้คนมากมายในชั่วข้ามคืน
ใน่ศตวรรษที่ผ่านมามีผู้คนที่ตัดสินใจเดินทางไปอาศัยอยู่ในโลกใหม่แสนประหลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์ขนานนามโลกแสนอัศจรรย์นั้นว่า ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพ’ หรือ ‘ก็อดแซงก์ทัวรี’ (God sanctuary)
แม้จะให้ความรู้สึกประหลาด แต่ก็อดแซงก์ทัวรีกลับเป็โลกที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน การอาศัยอยู่ในโลกนี้สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ‘ล่าสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าเพื่อกินเป็อาหาร’ ความสัมพันธ์ของแทบทุกสิ่งมีชีวิตมีเพียง ‘ผู้ล่า’ กับ ‘ผู้ถูกล่า’ เท่านั้น
หลังจากนักล่ากินเหยื่อ ร่างกายจะพัฒนาอย่างรวดเร็วราวกับจีโนมถูกปรับปรุงในชั่วพริบตา ในทางทฤษฎี หากร่างกายยังคงเกิดการพัฒนาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามไป จนในที่สุดสิ่งมีชีวิตตัวนั้น ๆ ก็จะมีโอกาสเข้าถึงซึ่งความเป็ะ
ในก็อดแซงก์ทัวรีทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่มีความหมาย หรือพูดง่าย ๆ ว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพนี้อย่างเดียวที่ใช้การได้มีเพียงวิชาการต่อสู้
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีรุดหน้าไปไกล การใช้กำลังเพื่อห้ำหั่นกันจึงไม่เป็ที่นิยมนัก หลายคนมองว่าเป็เื่ป่าเถื่อนโหดร้าย ใน่ที่ยังไม่มีการค้นพบก็อดแซงก์ทัวรี ศาสตร์และศิลป์แห่งการต่อสู้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะแขนงใด รูปแบบใด หรือจากมุมใดของโลกจึงหลงเหลืออยู่แต่ในบันทึกเท่านั้น…ก็ในตอนนั้นมนุษย์คนใดจะคาดคิดว่า วิชาการต่อสู้ที่ผู้คนละเลยจนเกือบสูญหายไปในยุคปัจจุบันของโลกเก่าจะมีประโยชน์มหาศาลในโลกใหม่ที่ไม่ธรรมดาแห่งนี้
ั้แ่นั้นมามนุษย์จึงขุดเอาทั้งศาสตร์การต่อสู้และศิลปะการต่อสู้ที่มีแต่โบราณมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้เข้ากับวิวัฒนาการมนุษย์โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หลังผ่านการศึกษาวิจัยมายาวนานร่วมร้อยปี วิชาการต่อสู้เ่าั้ก็พัฒนาไปอย่างก้าวะโและเป็ที่นิยมอย่างมาก เห็นได้จากโรงเรียนหรือสถาบันสอนการต่อสู้ที่ผุดขึ้นเป็ดอกเห็ดและเปิดให้บริการอยู่ทุกมุมตึกในทั่วทุกเมือง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากวิชาการต่อสู้ที่มนุษย์ฝึกฝนกันเองแล้ว ในก็อดแซงก์ทัวรียังมีเครื่องมืออีกอย่างที่มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวไปใช้การได้นั่นก็คือ ‘ิญญาอสูร’
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในก็อดแซงก์ทัวรีถูกมนุษย์เรียกขานว่า ‘มอนสเตอร์’ หรือ ‘สัตว์อสูร’ หากสามารถสังหารสัตว์อสูรในก็อดแซงก์ทัวรีได้ก็จะมีโอกาสได้รับสิ่งที่เรียกว่า ‘ิญญาอสูร’
‘ิญญาอสูร’ นี้ ถ้าจะให้นิยามก็คงหมายถึงเครื่องมือที่เป็ตัวช่วยเสริมสมรรถนะในการต่อสู้
ิญญาอสูรมีหลากชนิดหลายรูปแบบ บางชนิดสามารถเรียกออกมาใช้เป็อาวุธ บางชนิดสามารถเรียกออกมาใช้เป็เกราะป้องกัน หรือหากเป็ชนิดที่มีระดับสูงก็อาจถึงกับทำให้มนุษย์ที่มันเปลี่ยนร่างได้ และที่สำคัญ มันสามารถแลกเปลี่ยนผ่านการซื้อขายได้หากคนซื้อมีทุนทรัพย์มากพอและคนขายพอใจในราคา
แต่ปัญหาก็คือ ไม่ว่าจะเป็ิญญาอสูรสักตัวหรือวิชาการต่อสู้ดี ๆ ก็ไม่มีอย่างไหนเลยที่หานเซินมี…
ปัจจุบันหานเซินมีอายุสิบหกปี หลังจบการศึกษาภาคบังคับตามที่รัฐบาลกำหนด เขาก็พาตัวเองเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีทันทีโดยมีวัตถุประสงค์คือ...เพื่อแสวงหาโอกาสดี ๆ ในชีวิต ทว่าสิ่งที่เขาร่ำเรียนมาในโรงเรียนรัฐบาลภาคบังคับกลับไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่เพียงพอแค่ใช้ป้องกันตัวจากคู่ต่อสู้ที่เป็มนุษย์ธรรมดาสามัญเท่านั้น
แน่นอนว่าสำหรับิญญาอสูรของล้ำค่าราคาแพงแสนแพงแล้ว คนมีงบประมาณจำกัดอย่างหานเซินไม่อาจหามาได้เลย
เมื่อปัจจัยเป็เช่นนั้น ทางเลือกในโลกใบใหม่ของเขาจึงน้อยแสนน้อย หานเซินทำได้เพียงมุ่งมั่นไล่ล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย …และ่นี้ก็นับเป็่เวลาที่ยากลำบากที่สุดของเขาั้แ่เข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี
ใน่แรกที่เข้ามาอัตราการพัฒนาของร่างกายเขาแปรผันตรงกับจำนวนสัตว์อสูรที่เขากินเข้าไป นั่นคือยิ่งกินเท่าไหร่ร่างกายก็ยิ่งพัฒนาไปเท่านั้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งการกินแต่สัตว์อสูรระดับต่ำก็เริ่มไม่เกิดผลต่อร่างกายเขาอีกแล้ว แม้จะกินเนื้อสัตว์อสูรระดับต่ำเ่าั้มากจนแน่นท้อง แต่ระดับการพัฒนาที่เกิดขึ้นกลับน้อยนิดจนชวนให้เหนื่อยใจ
หลังจากผ่านไปกว่าสามเดือนในก็อดแซงก์ทัวรี หานเซินก็ยังไม่สามารถทำให้ตัวเองเกิดการวิวัฒนาการขึ้นสู่ระดับถัดไปเหมือนคนอื่น ๆ ได้
ครั้งหนึ่งหานเซินเคยลองเปลี่ยนไปล่าสัตว์อสูรที่มีระดับสูงขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็สัตว์อสูรที่มีระดับไม่สูงมากนักอย่าง ‘เขี้ยวทองแดง’ เขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะมันได้ หนำซ้ำยังเกือบตายกลายเป็ฝ่ายถูกกินเสียเอง ในตอนนั้นเขาเจ็บหนักถึงกับต้องกลับไปพักฟื้นหนึ่งเดือนเต็มกว่าจะกลับเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีได้อีกครั้ง
พูดได้เต็มปากว่าเวลานี้หานเซินมาถึงจุดที่ยากลำบากที่สุดอย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อเขากินสัตว์อสูรระดับต่ำไม่ว่าจะชนิดใด มันก็ไม่ช่วยให้ร่างกายเขาพัฒนา และถ้าเขายังไม่ยอมเสี่ยงล่าสัตว์อสูรระดับสูงขึ้น เขาก็จะไม่มีวันพัฒนาต่อได้เลย
หานเซินถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ในตอนที่ตัดสินใจจะลองเสี่ยงตายไปล่าเขี้ยวทองแดงอีกครั้ง เขาก็เหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างกำลังไต่ขึ้นมาจากริมลำธาร
แวบแรกเขาคิดว่ามันคือด้วงทมิฬ แต่เมื่อมองดูดี ๆ มันกลับดูต่างออกไป ปกติแล้วส่วนเปลือกแข็งของด้วงทมิฬหรือจะเรียกว่ากระดองก็ไม่ผิดนักจะมีสีดำสนิทเป็มันวาว แต่เ้าตัวนี้กลับเป็สีทองอร่ามวาววับแถมยังสะท้อนแสงจนแสบตา
หานเซินสังเกตดูสัตว์อสูรที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างละเอียดจนมั่นใจว่ามันคือด้วงทมิฬจริง ๆ ทั้งรูปร่าง กระดอง ขา ก้าม หรือข้อปล้องบนตัวเหมือนด้วงทมิฬที่เขาเพิ่งกินไปไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่เ้าตัวที่เห็นอยู่นี้มีสีทอง มีขนาดใหญ่กว่า ดวงตาใสกว่าและกระจ่างจนเหมือนผลึกแก้ว ที่สำคัญความมันวาวของเปลือกหุ้มตัวมันให้ความรู้สึกเหมือนใครจงใจหลอมทองขึ้นมาเป็รูปด้วง
“ด้วงทมิฬตัวนี้แปลกจังแฮะ” หานเซินยังคงจับจ้องด้วงสีทองไม่ละสายตา
หลายเดือนที่ผ่านมา เพราะล่าด้วงทมิฬไปนับไม่ถ้วน เขาจึงรู้จักพวกมันเป็อย่างดี สัตว์อสูรชนิดนี้มีประสาทรับเสียงที่ยอดเยี่ยมแต่กลับมีสายตาระดับยอดแย่ ขอเพียงไม่ทำให้เกิดเสียงดังเวลาเคลื่อนไหว ถึงเข้าไปใกล้พวกมันก็จะไม่รู้ตัว
หานเซินค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้สัตว์อสูรสายตาไม่ดี แต่ทันใดนั้น จู่ ๆ เ้าด้วงประหลาดก็ไต่ขึ้นมาบนตัวเขาโดยไม่คาดคิด
เด็กหนุ่มต้องลงมือทันที!
เขาตะปบส่วนกระดองบนหลังของมันด้วยมือข้างหนึ่งพร้อมกับใช้มีดในมืออีกข้างเสียบฉึกแล้วเลาะไปตามรอยต่อของข้อปล้องข้างลำตัวมัน จากนั้นก็ตัดก้ามกับขาออกอย่างชำนาญ
ด้วงทมิฬสีแปลกทำได้แค่ชักดิ้นชักงอสองสามครั้งก่อนพลิกหงายท้อง หานเซินใช้โอกาสนี้จ้วงมีดลงไปที่จุดสีขาวใต้ท้องของมัน
-- สังหารด้วงทมิฬระดับเืศักดิ์สิทธิ์, ได้รับิญญาอสูร: ด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์ --
-- หากกินเนื้อด้วงทมิฬระดับเืศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
.
.
.