บทที่ 9 สคัล(Skull) พาร์ท 1
“ทำไม่ได้?”ไวพิเรสอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ร่างกายของข้าค่อนข้างพิเศษ”อาเรียกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเขินๆ ร่างกายที่แปลกประหลาดของเธอถูกเก็บเป็ความลับจากคนอื่นๆในเมืองเศียรัมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่รู้ความลับของร่างกายของเธอคืออาจารย์ของเธอและคาลี่ย์
“เอ่อ..อาหะ..พี่สาวขอตรวจร่างกายของเ้าหน่อยจะได้มั้ย”
“ค่ะ”
หลังจากได้รับการตอบรับจากอาเรียไวพิเรสก็ใช้พลังเวทของเธอเพื่อสำรวจเข้าไปในร่างกายของอาเรียมือขาวซีดของเธอยื่นออกไปสำผัสกับหน้าผากของเด็กหญิงทันทีที่เธอสำผัสบางอย่างที่ทำให้เธอไม่เชื่อก็เกิดขึ้น
พลังเวทของเธอถูกดูดหายไปร่างกายของเด็กหญิงตรงหน้าเธอนั้นเป็สัตว์ประหลาดที่คอยกลืนกินเวทมนตร์อย่างบ้าคลั่งแม้ด้วยทักษะการควบคุมพลังเวทระดับสูงของเธอก็ยังคงยากที่จะรอดพ้นจากการถูกกลืนหายไปในทันที
เธอพยายามลองอีกครั้งและพยายามควบคุมพลังเวทของตนให้ไหลไปตามร่างกายของอาเรียแต่ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมพลังเวทของเธอเหมือนกับเรือลำน้อยที่ฝ่ากระแสคลื่นนำวนขนาดใหญ่และถูกดูดลงไปเข้าสู่จุดศูนย์กลาง
ไวพิเรสพยายามที่จะตรวจสอบหาที่มาของปรากฏการประหลาดนี้ที่เกิดขึ้นในร่างกายของอาเรียเธอยังคงกระจายพลังเวทของเธอไปทั่วร่างของเด็กหญิงจนในที่สุดเธอก็พบกับสาเหตุที่ทำให้พลังเวทของเธอถูกกลืนหายไป
“แกนเวท”นี่เป็สิ่งที่ไม่น่าเชื่อโดยสิ้นเชิง เมื่อค้นพบความจริงเธอมองอาเรียราวกับสัตว์ประหลาดนี่เป็เื่ที่น่าทึ่งเกินไป เพราะแม้ว่าตัวเธอเองจะมีสายเืที่แตกต่างจากมนุษย์ปกติ แต่สิ่งมีชีวิตที่คงรูปร่างมนุษย์ได้ก็ไม่มีแกนเวทมนตร์แต่เด็กคนนี้ก็ยังคงมีมัน นั่นทำให้เธอไม่สามารถสรรหาคำพูดได้โดยสมบูรณ์
“นี่..ค่อนข้างพิเศษจริงๆ”ไวพิเรสกล่าว
เธอค่อนข้างประหลาดใจเพราะสาวน้อยคนนี้ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เวทมนตร์มากมายหากเธอควบคุมพลังเวทไม่ได้แล้วเธอใช้มันยังไง นั่นคือสิ่งที่เธอสงสัย
แต่คำตอบนั้นไม่ยากเลยเธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ของตัวเองเพื่อคุมอุปกรณ์เวท อุปกรณ์เวทหลายอย่างที่เธอใช้นั้นใช้แกนเวทมนตร์ของสัตว์อสูรเป็พลังงานในการขับเคลื่อนและด้วยเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมเวทมนตร์ทำให้เธอไม่ต้องเสียแรงควบคุมเวทมนตร์ในอุปกรณ์เหล่านี้เลย
“แล้วอุปกรณ์อย่างคทาเวทหรือแว่นนี่ล่ะจากการวิเคราะห์ของข้ามันเป็ไปไม่ได้เลยที่เ้าจะสามารถควบคุมเวทมนตร์หรือบังคับมันออกมาข้างนอกได้แต่ชัดเจนว่าเธอใช้มันได้ทำไมถึงเป็อย่างนั้น” ไวพิเรสอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
“เพราะของพวกนี้ถูกออกแบบโดยท่านคาลี่ย์เพื่อช่วยให้ข้าควบคุมเวทมนตร์ได้โดยเฉพาะแล้วก็มันเป็การดึงออกมาใช้เฉยๆไม่ใช่ควบคุมให้ไหลในร่าง มันจึงง่ายกว่ามาก”อาเรียตอบคำถาม
“คาลี่ย์?ผู้ชายใส่แว่นคนนั้นสินะ?” ภาพของชายแว่นหนาปรากฏขึ้นในหัวเธอชายที่พาเธอเข้ามาในเมืองนั่นเอง ในตอนแรกเธอไม่ได้ให้ความสนใจกับชายคนนี้มากนักเพราะเธอเห็นคนที่สุดยอดอย่างmad alchemist มาก่อนหากจะเปรียบเทียบชายคนนั้นในเื่วิทยาการเธอก็มีความเชื่อมั่นว่าเขานั้นไร้คู่แข่งอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเธอประเมินชายที่ชื่อคาลี่ย์ต่ำเกินไปมันเป็ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริงที่เขาสามารถสร้างอุปกรณ์ที่เพื่อช่วยให้อาเรียดึงพลังเวทของเธอออกมาได้
“งั้นเ้าก็ลองใช้แบบทื่อๆไปก่อนแล้วกันข้าคงต้องไปคุยกับท่านคาลี่ย์สักหน่อย”เธอกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ย์ที่ประดับบนใบหน้าซีดๆของเธอ
ไวพิเรสค่อนข้างให้ความสนใจและตระหนักทันทีว่าทำไมอาคอนถึงบอกให้เธอมาช่วยสอนเกี่ยวกับวิธีการใช้แหวนเืัให้กับอาเรียมันไม่ใช่เพราะแค่เธอก็มีแหวนที่คล้ายกันแต่มันเป็เพราะความรู้ของเธอที่อาจจะสามารถช่วยอาเรียในการควบคุมเวทมนตร์ให้ง่ายขึ้น
ไวพิเรสมีความรู้มากมายเกี่ยวกับชีววิทยาและแน่นอนว่าสัตว์อสูรเป็หนึ่งในสาขาที่เธอให้ความสนใจเธอมีความรู้ทั้งในด้านกายวิภาคศาสตร์ ลักษณะนิสัย ถิ่นที่อยู่รวมไปถึงวิถีการใช้ชีวิตของพวกมัน นั่นคือสิ่งที่อาคอนคิดถึงเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากเธอเพราะสิ่งที่สัตว์อสูรส่วนใหญ่มีเหมือนกันก็คือ “แกนเวท” หากเรียนรู้วิธีที่สัตว์อสูรดึงพลังเวทออกมาจากแกนเวทได้แล้วมันย่อมไม่ยากเกินไปที่จะทราบวิธีที่อาเรียจะสามารถดึงพลังเวทจากแกนเวทมาใช้ได้
หลังจากที่ไวพิเรสจากไปอาเรียก็ลองทำตามคำแนะนำของไวพิเรสโดยการใช้แบบ “ทื่อๆ”เธอเริ่มส่งพลังเวทเข้าไปให้แหวนเวทมนตร์และพยายามปล่อยมันออกไปแบบทื่อๆซึ่งเป็สิ่งที่นักเวททั่วไปสามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอปล่อยเวทผ่านวงแหวนมันก็ยังคงยากเกินไปอยู่ดีที่เธอจะส่งมันออกจากร่างในรูปแบบของพลังเวท เพราะร่างกายของเธอยังคงดึงพลังเวทกลับมา
การฝึกใช้พลังเวทของเธอนั้นแตกต่างจากนักเวททั่วๆไปเธอไม่เคยฝึกฝนการปล่อยพลังเวทออกจากร่างแต่การฝึกฝนของเธอเริ่มจากการดึงพลังเวทย์ออกมาและเปลี่ยนพลังเวทของเธอให้เป็พลังงานรูปแบบอื่นก่อนที่จะปล่อยออกจากร่างนั่นทำให้แม้จะเป็การใช้เวทแบบทื่อๆเธอก็ยังคงแทบจะไม่สามารถทำได้
แม้เธอจะไม่ใช่คนที่ดื้อรั้นแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องยอมแพ้เมื่อจ่ายพลังเวทเล็กน้อยแล้วยังกระตุ้นให้แหวนทำงานไม่ได้เธอก็ไม่ลังเลที่จะใส่พลังเวทให้มากขึ้นสิ่งเดียวที่เธอมีมากกว่าคนอื่นๆอย่างเหลือเฟือก็คือพลังเวทดังนั้นเธอค่อนข้างพอใจที่จะปล่อยพลังเวทเข้าใส่วงแหวนอย่างเต็มที่จนกว่ามันจะทำงานอย่างน้อยก็แบบ”ทื่อๆ”
เธอมีสมาธิอย่างเต็มที่กับการเปิดใช้งานแหวนเืันี้และไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างโดยสิ้นเชิงในปัจจุบัน พื้นที่โดยรอบบ้านของอาคอนกำลังเปล่งแสงที่น่าพิศวงออกมาหากสังเกตอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นว่าอักขระเวทมนตร์่ค่อยๆเรืองแสงเพิ่มมากขึ้นทีละน้อยไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้กับบ้านของอาคอนนอกเหนือจากคฤหาสน์หลังโตที่ลูน่าสร้างขึ้นมาข้างๆและลูน่าในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ของเธอส่วนลูกศิษย์ของเธอก็ใส่ใจการฝึกฝนของพวกเขาและไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นปรากฏการดังกล่าวนี่ทำให้ชายชราวิริดิสที่อยู่ในบ้านใอย่างมากและวิ่งวุ่นไปในบ้านเพื่อสำรวจสิ่งผิดปกติทันทีอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาเห็น มีเพียงสาวน้อยอาเรียเท่านั้นที่อยู่ในบ้านไม่มีวี่แววของหลานสาวของเขาที่ควรจะอยู่กับอาเรียและดูเหมือนว่าอาเรียคือศูนย์กลางของสิ่งผิดปกติทั้งหมด
“เธอกำลังทำอะไรกันแน่..”ชายชราเหลือบมองอาเรียและรำพึงกับตัวเองเบาๆ
ในอีกด้านไวพิเรสที่มาเพื่อตามหาคาลี่ย์ก็ค่อนข้างมีปัญหาในขณะนี้เธอไม่แน่ใจว่าจะไปหาคาลี่ย์ได้จากไหนเนื่องจากเธอไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับชายคนนี้เลยก่อนหน้าเธอรู้เพียงแต่ว่าเขาอยู่ในเมืองและเดินทางตรงมาภายในเมืองเพียงเท่านั้น
ใน่แรกที่เธอเดินออกมาจากบ้านพักของอาคอนเธอไม่พบกับปัญหามากนักเนื่องจากบ้านพักของอาคอนค่อนข้างเงียบสงบและอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองตลอดการเดินทางใน่แรกก็มีเพียงต้นไม้และป่าเขาเท่านั้นที่เป็ทิวทัศน์อย่างไรก็ตามหลังจากที่เธอเข้ามาภายในเขตเมืองที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน เธอก็กลายเป็จุดสนใจจากคนจำนวนมากด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามของเธอประกอบกับคุณลักษณะที่เป็เพียงสาวชาวบ้านขาดความเย่อหยิ่งของขุนนาง และความประหม่าที่เห็นได้ชัดจากแววตานั่นทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ต่างมองเธอด้วยสายตานักล่าและเธอเป็เหมือนเหยื่อที่ไม่อาจต่อต้านได้
ตามจริงแล้วความตื่นตระหนกเกี่ยวกับตัวเมืองใหญ่ของเธอนั้นเหลืออยู่ไม่มากแต่เหตุผลหลักๆที่ทำให้เธอค่อนข้างประหม่านั้นเป็เพราะเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเธอมีสายเืของอสรพิษและอสรพิษนั้นไม่ได้เป็ที่ชื่นชอบเท่าใดนักในหมู่ผู้คนปกติดังนั้นเธอจึงกังวลอย่างมากว่าจะถูกค้นพบ
ในตอนแรกเธอมีแผนที่จะเข้ามาในเมืองเพื่อสอบถามเกี่ยวกับคาลี่ย์แต่เธอไม่ได้คิดว่าเธอจะได้รับความสนใจมากมายเช่นนี้ั้แ่ต้นดังนั้นเธอจึงคิดที่จะละทิ้งแผนปัจจุบันของเธอเพราะเธอทราบดีว่าคนพวกนี้จะไม่ตกลงอะไรกับเธออย่างง่ายดายและมีแต่เสียมากกว่าได้สำหรับเธอ
เธอตัดสินใจเดินไปรอบๆเพื่อหาที่ตั้งของสมาคมนักล่าและสอบถามพนักงานในสมาคมแทนเธอค่อนข้างมั่นใจว่าชื่อของคาลี่ย์นั้นใหญ่โตพอในสมาคม นั่นจะทำให้ผู้คนระวังและไม่กล้าปฏิเสธคำของเธออย่างง่ายดายแม้พวกเขาจะไม่เชื่อถือเธอก็ตามแต่ก็ยังคงต้องกังวลถึงความเป็ไปได้ที่เธอจะรู้จักกับคาลี่ย์จริงๆ อย่างไรก็ตามผู้คนมากมายยังคงเข้าหาเธอและคอยหยุดเธอเพื่อถามไถ่สิ่งต่างๆจนสุดท้ายเธอก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย
“ไม่มีปัญหาหากเ้า้าขอความช่วยเหลือจากข้ามิส(Miss) ตระกูลของข้าเป็หนึ่งในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในเมืองเศียรัและเป็ขุนนางเก่าแก่ภายในเมืองแห่งนี้ อำนาจของข้านั้นมหาศาลภายในเมืองนี้เพียงแค่ มิส(Miss) เอ่ยปากข้ายินดีที่จะช่วยเหลือ”ในตอนนั้นเองชายวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราพร้อมกับผู้ติดตามอีกสามคนหยุดเธอและกล่าวกับเธอ
นี่ค่อนข้างเป็ปัญหาเธอสามารถปฏิเสธคนอื่นๆได้อย่างง่ายดายแต่เธอไม่แน่ใจสำหรับชายตรงหน้าตามที่เธอเคยอ่านและได้ยินมาเหล่าขุนนางมักจะทำตัวเย่อหยิ่งและไร้เหตุผลแม้เธอจะรู้ว่าชื่อของอาคอนและคาลี่ย์มีอำนาจมากแต่เธอก็ยังไม่ชัดเจนนักกับอำนาจของพวกเขาในปัจจุบันเธอกังวลว่าหากเธอมีปัญหากับคนเหล่านี้อาจทำให้อาคอนและคาลี่ย์ที่พาเธอเข้ามาในเมืองเดือดร้อนไปด้วยเธอไม่สามารถเมินเฉยได้ หัวคิ้วของเธอผูกปมแน่นในปัจจุบันเม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆไหลออกมาหน้าผากและริ้วแก้มที่สวยงามของเธอ
“ข้าเพียงแค่้าไปที่สมาคมนักล่าไม่จำเป็ต้องรบกวนท่านผู้สูงศักดิ์” แม้ว่าหัวคิ้วของเธอจะผูกปม แต่เธอก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อนน้อมความจริงหากเธอเข้าใจว่าพลังอำนาจที่อาคอนและคาลี่ย์ถืออยู่มีมากขนาดไหนเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยเธอไม่จำเป็ต้องใส่ใจกับขุนนางเล็กๆของเมืองเศียรัแม้แต่น้อยโชคร้ายที่เธอตัดขาดจากโลกภายนอกั้แ่ที่เธอจำความได้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับอำนาจและขุนนางเธอเพียงได้ััมันผ่านหนังสือและข่าวลือเพียงเท่านั้นมันทำให้เธอไม่ได้เข้าใจระบบอำนาจของทวีปอย่างชัดเจน
“ฮะปู่ของข้าเป็ถึงรองหัวหน้าสมาคมนักล่ามีอะไรลำบากเกี่ยวกับการที่ข้าจะช่วยงานสมาคมสักเล็กน้อย..ข้าตัดสินใจแล้วข้าจะช่วยเหลือเ้าจงบอกสิ่งที่เ้า้ามา..”ชายวัยกลางคนดังกล่าวไม่เหลือช่องว่างให้เธอปฏิเสธอีกต่อไปเขาประกาศอย่างเป็ทางการและใช้ความชอบธรรมในการหยุดเธอไว้กับเขา
‘พวกขุนนางนี่น่ารำคาญกันทุกคนเลยหรือเปล่า...’ไวพิเรสคิดในใจ
แม้ว่ามันจะดูชอบธรรมขนาดไหนที่เขาอยากช่วยสมาคมนักล่าที่ปู่ของเขาบริหารแต่การที่ผู้มีตำแหน่งระดับสูงลงมาจัดการกับเื่เล็กน้อยแบบนี้ใครจะเชื่อเธอไม่ใช่เด็กสามขวบ เขาคิดว่าเธอโง่ขนาดไหนที่จะเชื่อสิ่งที่เขาพูด
แววตาของเธอค่อยๆเย็นลงเรื่อยๆเธอมองไปที่ชายวัยกลางคนที่ขวางเธอเช่นเหยื่อที่อ่อนแอน่าสมเพสสายเืของมนุษย์อ่อนแอที่ยืนขวางและทำตัวเย่อหยิ่งอยู่ต่อหน้าเธอ ทำตัวเหนือกว่าและใช้สายตาที่น่าสะอิดสะเอียนมองเธอทำให้โทสะและความตั้งใจฆ่าของเธอพุ่งสูงขึ้นแทบจะทันที
เธอยังคงเป็อสรพิษหนึ่งในสายเืที่สูงส่งที่เทียบเท่ากับสายเืัความเย่อหยิ่งของสายเือสรพิษนั้นสูงกว่าสายเืัด้วยซ้ำความภาคภูมิใจที่ฝังอยู่ในสายเืของเธอยังคงต้มเดือดอยู่ภายในเธอกดมันไว้ก่อนหน้าเพียงเพราะเธอไม่อยากสร้างไปหาให้กับอาคอนเท่านั้นแต่ขุนนางหน้าโง่ตรงหน้าเธอกลับทำสิ่งที่โง่เง่าซ้ำๆต่อหน้าเธอเธอไม่รู้สึกว่าชายคนนี้จำเป็ต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
บึ้มมม!!!
ก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไรเสียงะเิก็ดังขึ้นมาจากประทางเหนือของเมืองผู้คนที่อยูรอบข้างเธอต่างจ้องมองไปทิศทางที่มีควันสีขาวลอยขึ้นสูง ซึ่งเป็ทิศทางของประตูทางเหนือที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง
“เราถูกโจมตีเหรอ!!”ผู้คนตื่นตระหนกทันทีหลังจากที่เสียงะเิดังกล่าวดังขึ้น
ผู้คนหลายคนต่างสงสัยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ประตูทางเหนืออย่างไรก็ตามไวพิเรสในปัจจุบันนั้นส่งรอยยิ้มที่สวยงามบนใบหน้าของเธอ ออร่าพลังเวทที่เธอคุ้นเคยคือที่มาของการะเิทางทิศเหนือ “อาคอน”