ในยามค่ำคืนดวงดาวปรากฏเต็มท้องฟ้าราวกับฝุ่นละออง
จนกระทั่งกลางดึกเย่เฉินจึงกลับไปยังห้องของตนเอง
แสงเทียนพลิ้วไหวเขาจึงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเงียบๆ สำรวจเข้าไปในร่างกายของตนเอง
วันนี้ที่วิหารประกาศิตอีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะเข้าสู่วิถีปีศาจแล้ว และหากเป็นเช่นนั้นแม้แต่สวีฝูก็ไม่สามารถจะช่วยเขาได้
“ไพ่ใบนี้จะต้องถูกใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย” เย่เฉินพึมพำ
นี่คือโลกอันโหดร้ายสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้อง ไม่สามารถทนทานต่อวิถีปีศาจได้
ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดเขาก็ได้หลับสนิทไปแล้ว
ในขณะที่หลับลึกเขาก็ตกอยู่ในสภาพแปลกประหลาด จิตใจของเขาไม่มั่นคงเขาวนเวียนอยู่ตลอดเวลาระหว่างภาพมายาและความเป็นจริง
ในขณะที่หลับลึกดูเหมือนว่าเขาจะมองเห็นโลกที่ดำมืดอย่างพร่ามัว ถ้วยสามขาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ขนาดใหญ่โตเท่าภูเขามีพลังกดทับจนเขาถึงกับหายใจไม่ออก และยังคงได้ยินเสียงปีศาจอันชั่วร้ายดังออกมา
อ๊า...!
เขาลุกขึ้นนั่งในทันทีมีอาการเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง เหงื่อยังคงไหลออกมาบนหน้าผาก
ฝัน!
จนกระทั่งได้เห็นภาพฉากที่คุ้นเคยเขาจึงขยี้คิ้ว แต่ภาพมายาของถ้วยสามขาขนาดใหญ่ที่สูงดั่งภูเขาในความฝันยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเขา เพราะฝันนั้นมันช่างเสมือนจริงอย่างมาก
หลังเวลาอาหารเจ้าหมีสองก็มาถึง และคราวนี้เขาก็มาพร้อมกับหญิงสาวรูปร่างอ้วนผู้หนึ่งไม่บอกก็รู้ว่าจะต้องเป็นภรรยาคนที่เขาเคยพูดถึง
เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวร่างอ้วนผู้นั้น
นางไม่ได้มีรูปร่างที่โดดเด่นแต่ด้วยความเจ้าเนื้อของนางมองดูแล้วก็น่ารัก โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่ชัดเจนคู่นั้นเมื่อยามกะพริบตา ทำให้ดูมีเสน่ห์มาก
“นี่ภรรยาของข้าถังหรูซวน” เจ้าหมีสองแนะนำ และไม่ลืมที่จะโอบกอดสาวน้อยผู้นั้นไว้ในอ้อมแขนนั่นเป็นการแสดงออกที่หยอกเย้า
เพียงแต่เมื่อทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน ในสายตาของเย่เฉินแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้น
จะพูดอย่างไรดีล่ะ? เจ้าหมีสองก้อนกลมผู้นี้ ยืนอยู่ข้างๆ ถังหรูซวนผู้ที่มีรูปร่างอันอวบอ้วนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องน่าขันอยู่ตลอดเวลาและเย่เฉินก็พุ่งประเด็นไปถามถังหรูซวนประโยคหนึ่งเจ้าไปเจอเจ้าหนุ่มผู้นี้จากไหนกัน?
“เจ้าอย่าล้อข้าเล่นสิ”ดูเหมือนว่าถังหรูซวนจะคุ้นเคยกับเจ้าหมีสองมานานแล้วแต่ความเก้อเขินของหญิงสาวยังทำให้นางผลักเจ้าหมีสองออกไป
เมื่อผลักเจ้าหมีสองออกไปถังหรูซวนจึงมองไปที่เย่เฉิน และเมื่อนางยิ้มก็เผยให้เห็นลักยิ้มและฟันเขี้ยวของนาง“ข้ามีนามว่าถังหรูซวน เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสตู้จากนอกสำนักสวนผลไม้วิญญาณ”
เย่เฉินยิ้ม“เรียกข้าว่าเย่เฉินก็ได้”
“ครั้งนี้รบกวนเจ้าแล้วจริงๆข้าต้องเตรียมอะไรบ้าง?”ถังหรูซวนถามขณะที่มองไปยังเย่เฉิน
“ไม่มีอะไรต้องเตรียมแค่การล้างไขกระดูกนี้จะเจ็บปวดมาก” เย่เฉินจะไม่ปิดซ่อนมันตอนที่เขาหลอมกายครั้งแรก ก็ผ่านความเจ็บปวดมาหลายครั้งความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่ใช่มนุษย์นั่น ไม่ธรรมดาเลย
“ไม่เป็นไรข้ารับได้”
ถังหรูซวนพยักหน้าและเคลื่อนไหวอย่างมั่นใจทันที จากนั้นเย่เฉินจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมา ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของถังหรูซวนก็ได้ถูกห้อมล้อมอยู่ด้านในจากนั้นอัคคีเที่ยงแท้ก็แบ่งออกเป็นหลายสายและหลั่งไหลเข้าสู่เส้นลมปราณของถังหรูซวน
เพื่อที่จะไม่ทำลายเส้นลมปราณของถังหรูซวนเขาจึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่กล้าเสี่ยงจนเกินไป
แต่มันก็เป็นเช่นนั้นบนใบหน้าเล็กๆ ของถังหรูซวนยังคงแสดงความเจ็บปวดออกมาในไม่ช้าหน้าผากของนางก็มีเหงื่อไหลออกมา
“ข้าว่าเจ้าจะทำได้หรือไม่เนี่ย!”เมื่อมองไปยังถังหรูซวนที่แสดงความเจ็บปวดออกมาเจ้าหมีสองจึงเหลือบมองไปที่เย่เฉิน
“ไม่ต้องกังวลข้าผ่อนกำลัง” เย่เฉินพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อเวลาล่วงเลยไปถังหรูซวนก็ค่อยๆ ปรับร่างกายให้คุ้นชินกับความเจ็บปวดและเย่เฉินก็เพิ่มระดับกำลังของการหลอมอัคคีเที่ยงแท้อีกครั้ง
“เจ้ากับเจ้าอ้วนนี่คงจะไม่ได้หมั้นกันตั้งแต่อยู่ในท้องสินะ!” เพื่อไม่ให้ถังหรูซวนเจ็บปวดจนเกินไปเย่เฉินจึงหาหัวข้อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของนาง
เมื่อมองไปที่เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านข้างถังหรูซวนยิ้มและพูดว่า “จริงๆ แล้วเมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นแบบนี้แต่เป็นเพราะความผิดพลาดจากการใช้วรยุทธ์ จึงทำให้รูปลักษณ์ของเขากลายเป็นอย่างที่เขามีอยู่ในทุกวันนี้”
“ยังมีอะไรอีก?” เย่เฉินเลิกคิ้ว และมองไปที่เจ้าหมีสอง
“พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาข้าชักจะเริ่มรำคาญแล้วนะ”เจ้าหมีสองนั่งลงบนพื้น “เป็นเพราะชายชรานั่น ข้าผู้ที่เคยมีรูปโฉมงดงามมาก่อนโดนวรยุทย์บัดซบนั่นเข้า”
“ไม่เป็นไรข้าไม่รังเกียจเจ้าหรอก!”ถังหรูซวนยิ้มเผยให้เห็นฟันเขี้ยวสองซี่ออกมาอีกครั้งและก็ไม่ลืมที่จะตบศีรษะน้อยๆ ของเจ้าหมีสอง “เดี๋ยวต้องมีสักวันที่เจ้าจะเปลี่ยนกลับมา”
พวกเขาทั้งสามพูดคุยและหัวเราะกันสนุกสนานจนเบี่ยงเบนความสนใจของถังหรูซวนได้สำเร็จ
ในระหว่างนั้นเย่เฉินได้เพิ่มระดับกำลังของการหลอมอัคคีเที่ยงแท้อย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกันก็ได้หลอมแก่นแท้ของถังหรูซวนแม้แต่เส้นลมปราณและกระดูกก็หลอมเข้าด้วยกัน
สามชั่วยามต่อมานางก็พ่นลมหายใจทอดยาวออกมา
ขณะที่อัคคีเที่ยงแท้เพิ่งออกจากร่างกายของนางถังหรูซวนก็สั่นเทาทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง”เจ้าหมีสองถามอย่างรีบร้อน
“ร่างกายอบอุ่น”ถังหรูซวนขยับร่างกายที่แข็งทื่อ “รู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายมากขึ้นกว่าก่อนหน้าเส้นลมปราณดูเหมือนจะหมุนเวียนดีกว่าเดิมมาก โดยรวมแล้ว ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก”
“จริงหรือ?” ดวงตาของเจ้าหมีสองเปล่งประกาย ถูมือมองไปที่เย่เฉิน กะพริบตาแล้วพูดว่า“เจ้าหลอมให้ข้าด้วยสิ!”
“ได้สิ!” เย่เฉินพูดอย่างไม่ลังเลจนน่าประหลาดใจทันทีที่อัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณกลับมา และพรั่งพรูออกมาอีกครั้งมันเข้าห้อมล้อมเจ้าหมีสองก้อนกลมเอาไว้
โอ๊ย…
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของเจ้าหมีสองก็ดังขึ้นในสวนแห่งวิญญาณ
เมื่อเทียบกับถังหรูซวนสาวน้อยคนนี้แล้วการหลอมกายให้เจ้าหมีสอง เย่เฉินก็ไม่ได้ออมมือเลย ทุกอย่างเหมือนใกล้จะสิ้นลม
สองวันถัดมาทุกวันรุ่งสาง เจ้าหมีสองก็จะพาถังหรูซวนมาด้วย
การชำระล้างไขกระดูกในสามวันยังคงทำให้ถังหรูซวนประหลาดใจกับขั้นตอนของการหลอมแก่นแท้ คาดไม่ถึงเลยว่าการฝึกตนจากขั้นพลังธาตุชั้นที่สี่จะบรรลุไปยังขั้นพลังธาตุชั้นที่ห้าแล้ว
สามวันผ่านไปอย่างเงียบๆ
เวลาเช้าตรู่หลังจากทานอาหารเช้าอย่างเร่งรีบ เย่เฉินก็ขึ้นไปยังภูเขาโดยแบกกระบี่เทียนเชวียไว้บนหลังและวันนี้เขาต้องไปช่วยสวีฝูปรุงยา
ตามปกติแล้วทันทีที่ขึ้นไปบนภูเขาวิญญาณพวกลูกศิษย์บางคนที่กำลังนั่งอยู่บนหินและดูดซับพลังวิญญาณต่างส่งสายตาและคนสองสามคนกระซิบกระซาบกัน บ้างก็ชี้ไปที่เย่เฉิน
“ผู้อาวุโสสวีช่วยเหลือเขาจนเกือบจะมีปากมีเสียงกับผู้อาวุโสจ้าว”
“เขารอดจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายได้ต่อไปก็จะมีความสุข!”
“มีผู้อาวุโสสวีคอยปกป้องอยู่อนาคตในภายภาคหน้าก็คงจะสดใสแล้ว!”
เห็นจะจริงตามนั้นตั้งแต่เย่เฉินเดินมาตลอดทาง นึกไม่ถึงว่าจะมีศิษย์จำนวนมากมายกล่าวทักทายเขาหากเป็นในอดีต ใครจะมาสนใจศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งอย่างเขาแต่เป็นเพราะการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของสวีฝู ทำให้สถานการณ์ต่างๆของเย่เฉินนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“ไม่ค่อยภูมิใจ”ระหว่างทางเดินมาก็พบกับบรรดาศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางอยู่จำนวนไม่น้อย
และก็ไม่รู้ว่ามันคือความอิจฉาหรือความเกลียดชังเมื่อศิษย์เหล่านี้มองเห็นเย่เฉิน แต่ละคนต่างขบฟันแน่นไม่รู้ว่าพวกเขาจะรู้สึกเหมือนกับมีความแค้นที่ฆ่าบิดาพวกเขาหรือเปล่า
เย่เฉินไม่สนใจกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วได้แต่เดินตรงไปยังหอโอสถวิญญาณ
ในตอนนี้ที่หอโอสถวิญญาณมีผู้อาวุโสของสำนักในมาเยี่ยมเยียน นั่นก็คือผู้อาวุโสหญิงผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับนางฟ้าลงมาเยือนโลกมนุษย์
หญิงสาวผู้นี้เมื่อมองให้ดีนางคือฉู่ซวนเอ๋อร์ที่เย่เฉินเคยพบเมื่อตอนอยู่ที่ภูเขาด้านหลังไม่ใช่หรือ?
“ศิษย์น้องเจ้าต้องการจะเลือกศิษย์จากสำนักนอกหนึ่งคนเพื่อรับเข้าเป็นศิษย์จริงหรือ?” สวีฝูมองฉู่ซวนเอ๋อร์ พูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ข้าไม่มีทางเลือกนี่เป็นการบีบบังคับจากศิษย์พี่เจ้าสำนัก!”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยักไหล่อย่างทำอะไรไม่ได้ “เขาให้ข้ามาเลือกคนที่มีพรสวรรค์ดีจะให้ดีที่สุดควรเป็นผู้อยู่ในขั้นรวมพลัง ในกรณีที่ทำได้ควรจะเป็นเช่นนั้น”
“จริงสิศิษย์น้องก็ควรจะรับศิษย์ได้แล้ว ที่สำนักนอกมีศิษย์ที่มีพรสวรรค์อยู่มากมายถมเถไปแล้วเจ้าจะเลือกศิษย์แบบไหนล่ะ!”
“ทำไมศิษย์พี่จึงกล่าวเช่นนั้น”ฉู่ซวนเอ๋อร์ลูบคิ้วของนาง
สวีฝูยิ้มและส่ายหน้าเขากลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที“ศิษย์น้องมีความเห็นอย่างไรกับการประมูลเม็ดยาผสานฟ้าที่ตลาดมืดอเวจี”
เมื่อพูดถึงเม็ดยาผสานฟ้าฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้ว และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดว่า“โลกภายนอกมีข่าวลืออยู่มากมาย แต่มันก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากหนึ่งตำหนักสามสำนักถ้าให้ข้ามอง ข้าคิดว่าตำหนักซื่อเสี่ยมีความเป็นไปได้มากที่สุด”
“ทำไมข้าถึงได้ยินมาว่าเม็ดยาผสานฟ้าถูกนำกลับไปได้เพียงครึ่งเดียว”
“เรื่องนี้ยังจำเป็นต้องมีการสืบให้แน่ชัดศิษย์พี่เจ้าสำนักก็เข้าร่วมการประมูลเม็ดยาผสานฟ้าในวันนั้นด้วยแต่สุดท้ายกลับถูกคนเล่นเล่ห์ใส่ ดังนั้นเม็ดยาผสานฟ้าก็อาจถูกนำไปทั้งหมดหรือไม่บางทีก็อาจจะมีเพียงคนที่ประมูลไปได้เท่านั้นจึงจะรู้”
“ผู้อาวุโสสวีข้ามาแล้ว” ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ เย่เฉินก็เข้ามายังหอโอสถวิญญาณ