เพลาล่วงเลย ตะวันเคลื่อนคล้อยลาลับ หมู่ดาวสุกสกาวดาษนภา
ตำบลเทียนเฉียว กลางคืนต้นฤดูตงเทียน แม้ไม่หนาวอย่างจับใจหากหิมะยังตกปรอย ๆ ตลอดเวลา
จากถนนใหญ่สายหลัก ยังมีตรอกเล็กตรอกน้อย แยกย่อยไปอีกนับสิบแห่งหลายต่อหลายตรอก ยังมีซอยเล็กย่อย ๆ ลงไปอีกมากมาย นอกจากบ้านเรือนผู้คนยังเรียงรายด้วยโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา ร้านขายของชำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในซอยเล็กเหล่านี้แม้การค้าไม่อาจเทียบได้กับร้านรวง ซึ่งตั้งอยู่สองฟากถนนใหญ่กระนั้นยังไม่ถึงกับเงียบเหงา วังเวงจนเกินไป
ในโรงเตี๊ยมซอมซ่อ ข้างตรอกเล็กแห่งหนึ่ง...
ภายในมีคนอยู่เพียงสองคน คนหนึ่งเป็เ้าของร้านหลังค่อมเล็กน้อยท่าทางเงอะงะผมเผ้ารุงรัง มองแทบไม่เห็นหน้าตา ยิ่งไม่อาจบ่งบอกอายุแท้จริงอีกผู้หนึ่งเป็ลูกค้าของร้านแห่งนี้...
คนผู้นี้เป็ชายหนุ่มฉกรรจ์ แต่งตัวมองดูคล้ายบัณฑิตนักศึกษาชุดซึ่งสวมใส่ทั้งขาวทั้งสะอาด แต่กลับเหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นสุราเนื้อผ้าที่ใช้ตัดเย็บ ย่อมธรรมดาอย่างยิ่ง เป็เพียงผ้าดิบฟอกสีเท่านั้น หากคนผู้นี้เป็นักศึกษาจริงต้องเป็เพียงบัณฑิตซอมซ่อผู้หนึ่ง หาใช่ลูกหลานคหบดี ผู้้าสอบจอหงวนไม่
บัณฑิตซอมซ่อผู้นี้ อายุราวสามสิบปี เค้าหน้าสี่เหลี่ยมกรามใหญ่คิ้วดกดำปลายทั้งสองข้าง ชี้ตรงขึ้น้า หน้าผากกว้าง ปรากฏรอยเว้าปราศจากเส้นผมเข้าไปลึกทั้งสองข้าง
มันนับว่ารูปร่างท้วมไปบ้าง ทว่าไม่ถึงกับฉุใหญ่ ลำคอค่อนข้างกลมโตเมื่อเทียบกับแขนขาซึ่งยาวเก้งก้าง ผิวกายเปล่งปลั่งไม่ซูบซีดยามยืนตรงยังสูงกว่าคนทั่วไปครึ่งเชียะ
นิ้วข้างขวา เปรอะเปื้อนหมึกดำ แห้งกรังทั้งห้านิ้ว ใต้คางมีหนวดเคราดำแข็งกระด้างขึ้นหร็อมแหร็ม
ดวงตาทั้งสองข้างหรี่ปรือ ด้วยฤทธิ์สุราหกเจ็ดไห ซึ่งวางอยู่ข้างกาย...
ั้แ่เข้ามานั่งในร้าน เมื่อสามวันก่อน พู่กันในมือคนผู้นี้คล้ายไม่เคยหยุดขีดเขียน ลงบนกองกระดาษเบื้องหน้า ราวมีเื่มากมาย ให้ต้องรีบจดบันทึกแป้นฝนหมึกด้านข้าง ถูกใช้ไปไม่น้อยแล้ว
ทว่าขณะมือข้างหนึ่งจับพู่กัน มืออีกข้างกลับถือไหสุราไม่ยอมปล่อย
คนผู้นี้ไม่เพียงขีดเขียนไม่หยุด ทั้งยังดื่มสุราอย่างไม่ยอมหยุดทั้งปากของมัน ยังพร่ำไม่หยุดอีกด้วย
บัณฑิตซอมซ่อผู้นั้นะโขึ้น
“สุรา...สุรา...เถ้าแก่...เถ้าแก่ ข้าพเ้า้าสุราอีก...”
บัดนั้น ไม่ทราบเสียงขลุ่ยสูงแหลม ดั่งรอยดาบคมกระบี่ กรีดหัวใจผู้คนดังก้องกังวานมาจากสถานที่ใด...
ท่วงทำนองแห่งกระแสเสียง ผสานสายลมต้นฤดูตงเทียน บังเกิดสรรพสำเนียงรันทดท้อแท้ อ้างว้างหดหู่ หม่นหมองสิ้นหวัง คล้ายร่ำร้องโหยหาบางสิ่งซึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...
พลันกระแสเสียง เปลี่ยนท่วงทำนอง เป็ปวดร้าวโศกเศร้า ร่ำไห้คร่ำครวญปานประหนึ่งเสียงกู่ร้อง ของเหล่าปีศาจแค้นิญญาอาฆาต ซึ่งต้องตายอย่างไม่สมควรกลายเป็ิญญาเร่ร่อน กลับมาทวงความยุติธรรม แห่งชีวิตตนคืน
กระนั้นหากตั้งใจฟังให้ดี เสียงแหลมเล็กกังวานก้องนี้ต้องมิใช่เสียงกู่ร้องของปีศาจ ยามราตรีอย่างแน่นอน...
นั่นเนื่องเพราะ กระทั่งเหล่าปีศาจแค้น ิญญาอาฆาตยังไม่อาจถ่ายทอดความทุกข์ทน ความอยุติธรรม ซึ่งพวกมันได้รับจนกระจ่างชัดเจนเฉกเช่นปรากฏ ภายใต้ท่วงทำนองแห่งกระแสเสียงนี้
เื่เช่นนี้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นซึ่งกระทำได้...
บัณฑิตซอมซ่อ หยุดฟังเสียงขลุ่ยครู่หนึ่ง ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายกล่าวถ้อยคำดั่งรำพึงรำพัน ทว่าสุ้มเสียงกลับดังชัด กังวานทั่วทั้งห้องโถง
“ยินเสียงขลุ่ย...แชเชือนกลางเดือนหนาวยามแสงดาวลางเลือนเหมือนใจข้า...ใจข้า เถ้าแก่ท่านทราบหรือไม่ ในเวลาเยี่ยงนี้เป็ผู้ใดมีอารมณ์สุนทรีถึงเพียงนี้...”
เถ้าแก่หลังค่อม หันมามองเล็กน้อย ค่อยหันไปเช็ดโต๊ะต่ออย่างไม่ใส่ใจหลายวันมานี้ มันได้ยินวาจาเหล่านี้ กระทั่งชินชา
บัณฑิตซอมซ่อแค่นหัวร่อ ไม่สนใจกิริยาของเถ้าแก่ ยังพึมพำไม่หยุดปาก
“เถ้าแก่...ท่านอาจไม่ทราบ แต่ข้าพเ้าทราบ...”
เสียงขลุ่ย เงียบหายไปอีกครั้งแล้ว...
บัณฑิตซอมซ่อหาวหวอด ๆ ส่ายหน้าไปมา กรอกสุราลงคออีกอึกใหญ่หันไปมองหน้าเถ้าแก่หลังค่อม กล่าวอย่างฉุนเฉียว
“ทำไมท่านยังไม่เอาสุรา มาให้ข้าพเ้าอีก! ข้าพเ้า้าสุรา...”
เถ้าแก่หลังค่อมหยุดเช็ดโต๊ะ หันมามองลูกค้าผู้นี้อีกมันลังเลควรไปยกสุรามาให้ บัณฑิตซอมซ่อดีหรือไม่ แม้หลายวันนี้มันไม่เคยติดค้างค่าเหล้า แต่หากยังดื่มเช่นนี้ สักวันต้องหมดตัวแน่นอน
ทว่ายังไม่ทัน เถ้าแก่จะตอบกระไร ประตูโรงเตี๊ยมพลันบังเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
ผ้าบุนวมผืนใหญ่ ซึ่งแขวนกั้นลมหนาวด้านในประตู ถูกสะบัดพรึบเปิดออก
พร้อมบังเกิดเสียงหัวเราะสดใส ของดรุณีแรกรุ่น แทรกเข้ามา
สตรีสองคน ในชุดกันหนาวหนังจิ้งจอก เดินอย่างรวดเร็ว เข้ามาภายในโรงเตี๊ยม
สตรีทั้งสอง สวมเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกล้ำค่าชุดด้านในเป็เสื้อแขนยาวสีครามเข้ม แขนเสื้อยาวจรดข้อมือ เหมือนกันทั้งสองนางข้างเอวแขวนกระบี่ฝักสีดำสนิท ด้ามกระบี่ฝังมุกมณีสามเม็ดส่องประกายวูบวาบเด่นสะดุดตา
เถ้าแก่รีบกุลีกุจอ พาร่างอันแสนอัปลักษณ์ของมันเข้าไปต้อนรับแขกผู้มาเยือนทันที
มันย่อมทราบ แค่อาภรณ์หนังจิ้งจอกสองตัวนี้ ยังมีราคามากกว่ากำไรจากโรงเตี๊ยมหลังนี้ทั้งปีทีเดียว
โรงเตี๊ยมซอมซ่อของมัน ไม่บ่อยครั้งจะมีลูกค้าร่ำรวยเช่นนี้จะอย่างไรมันทราบดี ในยามอากาศเยี่ยงนี้ โรงเตี๊ยมของมันต้องนับว่าดียิ่งหากเทียบกับการเผชิญลมหนาวด้านนอก
สตรีทั้งสองถอดชุดกันหนาว ยื่นให้เถ้าแก่นำไปแขวนบนผนังด้านข้าง
นับแต่ก้าวแรก เมื่อพ้นประตูเข้ามา แววตาหนึ่งจริงจังจนแข็งกระด้างหนึ่งซุกซนหลุกหลิก เพ่งมองไปยังบัณฑิตซอมซ่อด้วยแววประหลาดใจ ระคนคาดคิดไม่ถึง
สตรีทั้งคู่หันมาสบตากันวูบ หากมิได้กล่าวถ้อยคำใด
ทั้งสองพากันเดินเข้ามา หย่อนกายอย่างอ่อนล้า ณโต๊ะซึ่งตั้งเยื้องกับบัณฑิตผู้นั้น
สตรีผู้มีแววตาแข็งกระด้าง รูปร่างสูงเปรียว เอวคอดกิ่วแต่ไม่ผอมแห้งคิ้วเรียวเล็กคมชัด โก่งขึ้นเล็กน้อย จมูกเป็สันปลายแหลม ไม่ชี้ขึ้นหรืองุ้มลงเปี่ยมแววเชื่อมั่นถือดีในตนเอง ริมฝีปากบางเฉียบ ผมยาวดำขลับ ถูกรวบเป็มวยไว้บนศีรษะ
นางมิได้แต่งแต้มเครื่องประทินผิว ลงบนใบหน้าแม้น้อยนิด กระนั้นไม่ว่าผู้ใดล้วนกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่า สตรีผู้นี้งดงามหมดจดยิ่งจริง ๆผู้พบเห็นต่างต้องติดตาตรึงใจ
ทว่านี่กลับมิใช่ความงาม ชนิดชวนลุ่มหลง เคลิบเคลิ้มงมงาย ซึ่งมักหลอกล่อชักพาบุรุษลงสู่อเวจี
เนื่องเพราะแววตานาง จริงจังอย่างยิ่ง แน่วแน่อย่างยิ่ง ดวงตากลมโตเป็ประกายเจิดจ้า สีหน้าเยือกเย็นจนแข็งกระด้าง ปราศจากรอยยิ้มอยู่เป็นิจราวใบหน้านั้น แกะสลักจากหยกเนื้อดีจริง ๆ
ทั้งยังมีนิ้วมือเรียวขาว ประหนึ่งสลักเสลาจากหยกไร้ตำหนิ
กระนั้นต้องไม่มีผู้ใดคิดเกาะกุมดรรชนีทั้งสิบของนาง...
เจ็ดปีนี้ ไม่ทราบสิบนิ้วของนางช่วยรักษาชีวิตยอดฝีมือเลื่องชื่อมาแล้วเท่าไร...
ยิ่งไม่ทราบดรรชนีทั้งสิบ ปลิดชีวิตยอดฝีมือชาวอธรรม มากมายเพียงใด...
นางกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใด
“เถ้าแก่ท่านช่วยต้มยา ตามเทียบนี้ให้ด้วย”
พลางหยิบเทียบยา พร้อมตัวยาสามสี่ชนิดจากห่อผ้า ส่งให้เถ้าแก่หลังค่อมทั้งอธิบายกำชับอีกหลายคำ
เถ้าแก่ได้แต่รับฟัง พลางพยักหน้าหงึก ๆ รับห่อยามา เดินเงอะงะเข้าไปในครัว
สตรีอีกผู้หนึ่ง เป็ดรุณีวัยแรกรุ่น เสียงหัวเราะเมื่อครู่ของนางใสกังวานดุจระฆังเงิน รูปร่างนางสูงกว่าสตรีผู้เยือกเย็นเล็กน้อยแต่กลับผอมบางกว่ามาก เค้าหน้าคนทั้งสอง มีส่วนคล้ายกันไม่น้อย ผู้พบเห็นล้วนดูออกพวกนางหากมิใช่พี่น้อง ย่อมต้องมีความเกี่ยวพัน ทางสายเือย่างแน่นอน
ทว่าใบหน้าดรุณี ร่างผอมบางผู้นี้ เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม เปี่ยมชีวิตชีวาทั้งยังเยาว์วัยกว่าสี่ถึงห้าปี ยังมีดวงตาคู่นั้นของนางดวงตาซึ่งกลอกกลิ้งเ้าเล่ห์ แฝงแววหลุกหลิก ซุกซนอยู่ตลอดเวลา
นางชำเลืองดู เทียบยาใบนั้นแวบหนึ่ง แสร้งส่งเสียงโอดครวญขึ้นว่า
“พี่จวี๋ฮวา...ข้าพเ้าไม่ได้เจ็บป่วยเป็อะไรทำไมต้องให้กินยาบำรุงพวกนี้อีก ยาพวกนี้ท่านพี่เก็บไว้เถอะไม่รู้ต่อไปยังต้องใช้อีกเท่าไหร่...”
สตรีผู้มีอายุมากกว่า หันมาดุแกมว่าเล็กน้อย
“คาดว่ายังต้องใช้อีกมากหากเ้าไม่เลิกรังควานผู้อื่นเสียที อิงฮวา...คนที่พี่ต้องจำใจรักษาล้วนเป็ฝีมือของเ้าทั้งนั้นหรือไม่ใช่”
อีกฝ่ายค้อนใส่ผู้เป็พี่สาว ส่ายหน้าหัวเราะร่วน กล่าวว่า
“ใครใช้ให้คนพวกนั้น มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอม ฝีไม้ลายมือกลับไม่ได้เื่อีกอย่างหากไม่ใช่เพราะข้าพเ้า ท่านพี่จะได้ลองตัวยาใหม่ ๆ กับใครกัน”
พลันเสียงเนือย ๆ ดังจากปากบัณฑิตซอมซ่อผู้นั้น
“คนที่อยากให้เซียนแพทย์รักษา ย่อมมีอยู่มากมาย บางคนมานั่งคุกเข่าหน้าหมู่ตึกตระกูลหลิน สามวันสามคืนยังไม่ได้พบ บางคนลงทุนมาปลูกบ้านเรือนอยู่ละแวกนั้นนานนับเดือน ทุกวันเดินมาร้องวิงวอน หน้าประตูบ้านอย่างน่าเวทนาแต่คนข้างในทำเป็ไม่ได้ยินเสียฉิบ ยิ่งไม่ทราบมีอีกมากน้อยเท่าไหร่สิ้นลมหายใจหน้าหมู่ตึกพวกเ้า”
ปากแม้กล่าววาจาแดกดัน ทว่าไม่ยอมชำเลืองมอง พวกนางสองพี่น้องแม้สักแวบ
“ชาวยุทธ์ต่างยกย่อง บิดาพวกเ้าเป็ ‘จอมแพทย์การุณย์’ คิดไม่ถึงในรุ่นลูกแม้วิชาแพทย์ยังคงสูงเยี่ยม แต่กลับถูกเรียกขานเป็ ‘เซียนแพทย์ไร้ใจ’...”
ดวงตากลมโต เต็มไปด้วยแววกลอกกลิ้ง จับจ้องไปยังบัณฑิตซอมซ่อกล่าวตอบโต้เสียงกังวาน
“คนเจ็บป่วยมีมากน้อยเท่าไหร่ นั้นไม่ทราบ ท่านพี่ข้าพเ้ายินดีรักษาให้กับผู้คู่ควรให้รักษาเท่านั้น หมู่ตึกตระกูลหลินของเรา มิใช่สถานสงเคราะห์หากต้องรักษาให้ทุกคนที่แห่มา วัน ๆ คงไม่ต้องทำอย่างอื่นกันพอดีสำหรับผู้อุตส่าห์รอคอยจนเสียชีวิต สกุลหลินจัดหาโลงศพอย่างดีให้ทุกคนมิเคยขาดตกบกพร่อง พี่จวี๋ฮวา...มีคำพูดประโยคหนึ่ง ข้าพเ้าไม่เคยเชื่อถือเสมอมาแต่ในวันนี้เห็นทีไม่เชื่อไม่ได้แล้ว”
‘หลินจวี๋ฮวา’ ยังกล่าวเรียบ ๆ
“เป็คำพูดประโยคใด?”
ดรุณีผู้เยาว์วัยกว่า ดวงตายิ่งกลอกกลิ้ง กล่าววาจายิ่งก่อกวนผู้คน
“ผู้้าพบกลับไม่ได้พบ ทว่าผู้ไม่คิดเจอ กลับต้องได้เจอะเจอทุกที...”
ใบหน้าหลินจวี๋ฮวา ฝืนยิ้มขึ้นเล็กน้อยกล่าวว่า
“เ้าคิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง?”
“ย่อมต้องถูกอย่างแน่นอน...ปลายปีที่แล้ว ศิษย์ผู้น้องเ้าสำนักหัวซานกับมือกระบี่อันดับสูงสำนักคุนหลุน นัดหมายประลองยุทธ์กัน ผู้เฒ่าทั้งสองต่างหวังให้การประลองครั้งนั้น ทราบสืบทอดถึงคนรุ่นหลัง จึงเชื้อเชิญคนผู้หนึ่งให้ไปบันทึกการประลอง…”
น้ำเสียงเย้ยหยัน เชิดขึ้นเล็กน้อย
“…อันคล้ายสั่นะเื ยุทธจักรของพวกเขา นึกไม่ถึงคนผู้นั้นไม่ยอมให้เกียรติไปชม...”
สายตาเ้าเล่ห์ หันไปมองบัณฑิตซอมซ่อ อีกแวบหนึ่ง
“งานแต่งงานระหว่าง ศิษย์คนรองของสำนักอู่ตัง กับหลานศิษย์เ้าสำนักเอ๋อเหมย์เมื่อต้นปีนี้ สกุลหลินเรายังต้องให้ท่านพี่กับข้าพเ้า ไปเป็ตัวแทนท่านพ่อแต่แขกคนสำคัญซึ่งเ้าภาพ หวังจะให้จดบันทึก งานแต่งงานครั้งยิ่งใหญ่กลับไม่ยอมไปเสียฉิบ...”
น้ำเสียงประชดประชัน เน้นทีละคำช้า ๆ ชัดเจน จนกลายเป็ถากถางเสียดสี
“ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าท่าน‘บัณฑิตไร้ร่องรอย หยางป๋อหู’ ดันมานั่งแต่งโคลงร่ำสุรา ในสถานที่ไร้สาระเช่นนี้”
หลินจวี๋ฮวาจ้องเขม็ง ไปยังบัณฑิตผู้นั่น ดวงตานางไม่เคยปรากฏ แววกลอกกลิ้งเยี่ยงน้องสาวแม้สักครั้ง
“คราวนี้เ้าพูดผิดแล้วล่ะอิงฮวา เ้าลืมแล้วหรือว่าบัณฑิตไร้ร่องรอยเป็ผู้เกลียด เื่ไร้สาระที่สุด บางทีในสถานที่นี้อาจมีสิ่งใดน่าสนใจกว่า เื่ต่าง ๆ ที่เ้าว่ามาก็ได้”
‘หลินอิงฮวา’ เบ้ปาก กวาดสายตา มองสภาพภายในโรงเตี๊ยมอย่างดูแคลน
“โรงเตี๊ยมมอซอปานนี้ ยังมีเื่อะไรน่าสนใจ?”
“นั่นเ้าคงต้องถาม พี่หยางเองแล้ว...”
บัณฑิตซอมซ่อวางพู่กันในมือ หันมายังโต๊ะของสตรีทั้งสอง หัวเราะร่วนกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า
“แม่นางหลินกล่าวได้ถูกต้องจริง ๆ ยามอากาศเยี่ยงนี้ ที่ใดมีสุราอุ่น ๆย่อมนับได้ว่า น่าสนใจอย่างยิ่ง”
หลินอิงฮวาลอยหน้าลอยตา ถามอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เย็นวันนี้หน้าโรงเตี๊ยมจูเย่ชิง เทพพู่กันคู่ะเื หม่าเทียนลุ่นประลองกับมือสังหารไร้รัก นาคามูระ โยชิอิ กรณีนี้ก็นับเป็เื่น่าสนใจอย่างยิ่ง?”
บัณฑิตซอมซ่อลุกขึ้นยืน บิดร่างท้วมสมบูรณ์แต่สูงยิ่ง ไปมาอย่างเกียจคร้านกล่าวว่า
“หากเป็หลายวันก่อน นั่นไม่นับว่าน่าสนใจอะไร นาคามูระโยชิอิไม่มีทางพ่ายแพ้แน่นอน”
หลินอิงฮวารับฟังจนสีหน้าฉงนฉงาย
“หลายวันก่อน...หรือเช้าวันนี้เกิดเื่ราวใด?”
“มิใช่เช้าวันนี้ หากเป็เมื่อคืนก่อน”
หลินอิงฮวายิ่งรับฟัง ยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม
“ที่แท้เมื่อคืน เกิดเื่ราวใด?”
หยางป๋อหูดื่มสุราอึกใหญ่ กล่าวตอบไปว่า
“ข้าพเ้าพบเห็นถังกวงิ ลอบเข้ามาในตำบลนี้”
“อ้อ...พวกเราพอมาถึง ก็ได้ยินเสียงร่ำลือว่าศิษย์พี่น้องแซ่หม่ากับแซ่ถังใช้สองรุมหนึ่ง ทั้งยังลงมือลอบทำร้ายกระนั้นยังพ่ายแพ้มือสังหารไร้รัก ถังกวงิพลังฝีมือสูงเยี่ยมทั้งไม่ได้เข้ามาในจงหยวนร่วมสิบปี กลับจบชีวิตในลักษณะนี้ที่แท้ท่านพบเห็นมันั้แ่เมื่อคืน อืมม์...ท่านย่อมคาดการณ์ได้ว่าพวกมันต้องใช้วิธีกลุ้มรุมนาคามูระ โยชิอิ”
“ข้าพเ้าคาดการณ์ได้ว่า พวกมันต้องใช้วิธีลอบจู่โจมก่อนเมื่อไม่สำเร็จจึงใช้วิธีกลุ้มรุม”
หลินอิงฮวาเบ้ปาก กล่าวแดกดัน
“เฮอะ ท่านคาดการณ์ได้แม่นยำ ปานนั้นจริง?”