ผมรับสมาร์ทโฟนจากแจ็กกี้มาคุยกับปลายสายเองและประโยคแรกที่ได้ยินผ่านหูก็คือ
"ที่ดินพวกนี้ท่านส.ส.ตุ๋ย จะเข้าไปพัฒนาเองเร็วๆ นี้แกเป็นใครถึงมากว้านซื้อกว้านเช่าจากชาวบ้านวะฮะ!!"
เสียงนั้นเกรี้ยวกราดเหมือนต้องการสำแดงอำนาจอันมากล้นของคนเป็นนายหมอนั่นคงเข้าใจว่าผมเป็นพวกนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ธรรมดาๆที่ต้องรีบกุลีกุจอกราบกรานขอโทษทันทีที่ได้ยินชื่อนักการเมืองคนนั้น
"ส.ส.ตุ๋ยเค้าเป็นใครครับ?"ผมตั้งคำถามกลับไประหว่างที่อีกฝ่ายหยุดหอบหายใจ
"แกว่ายังไงนะ!!?แกอย่าบอกนะว่าไม่รู้จักท่าน ส.ส.สิบสมัย ส.ส.ตุ๋ย เวหา ดอกไม้บานแกไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา ถึงได้ไม่รู้จักท่าน ส.ส.!!?" หมอนั่นเค้นเสียงย้อนถามผมเหมือนนายของตัวเองเป็นคนดังที่ทุกคนในประเทศนี้ต้องรู้จัก
"เป็นส.ส.มาแล้วสิบสมัย ทำไมพื้นที่ตรงนั้นถึงยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา พอจะทราบไหมครับ?"
คำถามของผมก่อให้เกิดเสียงหัวเราะดังมาจากลูกน้องสองคนตรงเบาะหน้าตรงข้ามกับปลายสายที่ชะงักไปกับสิ่งที่ตัวเองจะต้องตอบ
"ผมชื่อไมเคิลเป็นนักลงทุนจากกัมพูชาลองโทรไปถามนายกรัฐมนตรีของประเทศคุณดูก็แล้วกันว่าผมเป็นใคร มีเบอร์ไหมผมจะให้" ผมรับนามบัตรที่มีเบอร์โทรนายกกะลาแลนด์มาจากแจ็กกี้ที่รีบยื่นส่งให้อย่างรู้งาน แต่ไม่ทันที่ผมจะได้บอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ว่านั่น
"แกไม่ต้องมาทำเป็นอวดดีเดี๋ยวท่าน ส.ส.ตุ๋ยจะโทรถามท่านนายกแน่นอน ถ้าแน่จริงวันนี้ก็มาเจอกันตัวตัวเลยโธ่เอ๊ย! ทำเป็นเลื่อนเวลานัด มาให้ความหวังกับชาวบ้าน พอกลับไปคำนวณว่าไม่คุ้มทุนเลยยกเลิก แต่กลัวเสียหน้าขอเลื่อนไปเรื่อยๆ ทำไมฉันจะไม่รู้สันดานพวกแก"
ผมเปิดลำโพงสมาร์ทโฟนให้คำพูดพวกนั้นได้ยินกันทั่วถึงทั้งรถเพื่อดูปฏิกิริยาของแจ็กกี้กับนายปันผลงั้นเหรอ เปล่า...ผมแค่ไม่อยากเสียเวลาไปโรงพยาบาลรักษาแก้วหูก็แค่นั้น
"ให้ผมเอาอาร์พีจีไประเบิดหัวมันเลยไหมครับบอส?"แจ็กกี้เป็นคนแรกที่แสดงอาการหัวเสียกับคำพูดที่ได้ยิน
"นักลงทุนกัมพูชาแต่พูดไทยชัดแจ๋วตลกว่ะ มาเจอกันตัวตัวเลย เดี๋ยวฉันนี่แหละจะกระชากหน้ากากแกให้ชาวบ้านดูไม่ต้องถึงมือท่าน ส.ส.หรอกเว้ย!!"
เสียงจากปลายสายดังไม่หยุดหย่อนและหนวกหูขึ้นเรื่อยๆ นี่ถ้าผมยังเป็นยมทูตล่ะก็ คงวาร์ปไปจัดการสัมภเวสีคนเป็นพวกนั้นได้ไม่ยาก
"บอสสะดวกเสียค่าปรับจราจรไหมครับ?"
จู่ๆนายปันผลก็หันมาถามคำถามที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงหน้าสักเท่าไหร่แต่ผมรู้... ว่าหมอนี่ต้องการจะสื่ออะไร
"ถ้าไม่ได้ทำให้ชาวบ้านกับคนในรถเดือดร้อนผมก็ยินดีจ่าย"
คำตอบของผมทำให้แจ็กกี้รีบปรับท่านั่งของตัวเองพร้อมกับขยับเข็มขัดนิรภัยให้เข้าที่เข้าทางดูท่าว่าหมอนั่นก็จะเข้าใจสิ่งที่คนบนเบาะนั่งข้างๆ หมายความเหมือนกัน
บรืนนนนน....
มีคนเคยบอกผมว่า...บางครั้งเส้นทางอ้อมโลกก็กลับพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วกว่าและนายปันผลได้พิสูจน์คำพูดนี้ให้ผมเห็นแล้วหมอนี่พาเราไปตามถนนที่รถคันนี้พอจะเบียดแทรกเข้าไปได้แม้นั่นไม่ใช่เส้นทางมุ่งตรงไปยังที่หมายอย่าง GPS แนะนำและทันทีที่ถนนตรงหน้าโล่งพอจะปาดซ้ายปาดขวาให้คนสรรเสริญบุพการีได้หมอนี่ก็เร่งเครื่องทำความเร็ว 180 ไปตลอดทาง ก่อนจะจอดรถด้วยเบรก ABSหน้าบ้านที่แจ็กกี้โทรศัพท์ไปหา ตรงตามเวลานัดที่ผมแจ้งไว้เมื่อวาน
"ไอ้ปากมากเมื่อกี๊มันอยู่ไหนครับลุง?"
เสียงตั้งคำถามของนายปันผล เรียก 'ไอ้ปากมาก'ที่ว่าให้เดินออกมาจากใต้ถุนบ้านไม้ของลุงคนเมื่อวานที่คุยกับผมถึงหนี้ซึ่งมีมากมายจนไม่สามารถจ่ายด้วยค่าเช่ารายเดือนที่จะได้รับจากผมและจำเป็นต้องขายที่ดิน
"แกเรียกใครไอ้ปากมากนะ?"ชายผมเรียบแปล้ในชุดกางเกงยีนส์กับแจ็คเก็ตตัวหนาพิมพ์ชื่อพรรคการเมืองเด่นหราข้างหลังเดินมาหยุดยืนประจันหน้ากับนายปันผลสีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าพร้อมจะทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
"ก็รู้ตัวไม่ใช่หรือไงถึงได้เดินออกมา?"
กาแฟกัญชาที่หมอนั่นกินเข้าไปเมื่อเช้าคงจะหมดฤทธิ์แล้วสังเกตได้จากทั้งคำพูดและท่าทางพร้อมบวกของนายปันผล ที่ทำให้ผมต้องส่งภาษามือบอกแจ็กกี้ให้พาตัวเพื่อนไปที่อื่น
"ปากดีขนาดนี้แกสินะที่มากว้านซื้อที่ดินของลุงๆ ป้าๆ แถวนี้!?" ไอ้ปากมากชี้หน้าลูกน้องของผมพร้อมกับทึกทักเอาเองว่านั่นคือผม และคนที่สวนตอบขึ้นมาก่อนใครก็คือ...
"เห็นรู้ว่าตัวเองปากมากก็นึกว่าฉลาดเฮ้อ... ผิดหวังจัง" แจ็กกี้ส่ายหัวและนอกจากจะไม่พาเพื่อนออกไปจากตรงนี้แล้วยังยืนเท้าเอวจ้องหน้าไอ้ปากมากอยู่ข้างๆ นายปันผลด้วย
"อ๋อ!!แกสินะที่เป็นบอสของไอ้นี่" ไอ้ปากมากเปลี่ยนเป้าหมายมาที่แจ็กกี้ดูท่าว่าหมอนั่นจะโง่จริงๆ อย่างที่สองคนนั้นเข้าใจ
"พวกนายไปยืนเฉยๆผมจะจัดการเอง"
เสียงพูดของผมเรียกให้ลูกน้องทั้งสองคนขยับเท้าเปิดทางให้ทันทีและถ้าหมอนั่นยังไม่รู้อีกว่าใครคือบอส ก็สมควรบอกลาชาวบ้านไปเกิดใหม่
"แกนี่เองไอ้คนที่หลู่เกียรติของท่าน ส.ส.ตุ๋ย หาว่าอยู่มา 10 ปีไม่มีอะไรพัฒนา!!" นิ้วชี้ของไอ้ปากมากที่พุ่งเข้ามาใส่หน้าทำเอาผมรู้สึกอยากเรียกเคียวออกมาตัดมันทิ้ง เสียดายที่ผมทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว
...แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ลงโทษไอ้หมอนี่ด้วยวิธีอื่น
"ไหนล่ะส.ส.ตุ๋ย ได้โทรถามนายกหรือยังว่าผมเป็นใคร?" ผมปัดนิ้วชี้ที่กำลังจะจิ้มโดนจมูกออกแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายรอฟังคำตอบ
"ขนาดนายกอบจ.ยังไม่รู้จักแก คงเป็นนายกสมาคมสินะ"มันหัวเราะเสียงดังจนคนบนบ้านพากันออกมาชะโงกหน้าดูพวกเรา
"ผมหมายถึงนายกรัฐมนตรีกะลาแลนด์"ผมย้ำอย่างใจเย็นที่สุดแต่ดูเหมือนว่านั่นจะยิ่งทำให้เสียงหัวเราะของคนตรงหน้าดังขึ้นอีก
"ถ้าคนอย่างแกรู้จักท่านนายกกะลาแลนด์จริงฉันจะยอมกราบเท้าแกเลย"
ในที่สุดหมอนั่นก็พ่นคำที่ผมต้องการออกมาเป็นไปตามแผน และไวกว่าที่คำนวณไว้ เพียงแต่ผมไม่รับคำขอโทษเป็นการกราบเท้า
"ติดต่อนายกฯให้ผมที" ผมส่งสมาร์ทโฟนของตัวเองให้แจ็กกี้และรับคืนมาทันทีที่เสียงพูดจากปลายสายดังขึ้น
"สวัสดีครับท่านนายกฯผมไมเคิลครับ... บังเอิญว่าผมไม่ค่อยได้รับความสะดวกในการซื้อที่ดินจังหวัดที่ส.ส.พรรคของท่านดูแล ไม่ทราบว่าท่านพอจะส่งส.ส.ของท่านมาเคลียร์ปัญหาให้ผมได้ไหมครับ?"
เสียงหัวเราะของคนตรงหน้าดังขึ้นตลอดเวลาที่ผมโทรศัพท์คุยกับตาแก่หัวหน้ารัฐบาลกะลาแลนด์ก่อนที่มันจะเงียบสนิทหลังการมาถึงของคนคนหนึ่ง
"ทะ...ทะ... ท่าน ส.ส.ตุ๋ย!!"ไอ้ปากมากละล่ำละลักชื่อเล่นของคนคนนั้นด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังตกใจสุดขีดโดยเฉพาะเมื่อเห็นบุคคลที่ว่าเดินเข้ามาหาผม
"คุณไมเคิลใช่ไหมครับท่านนายกแจ้งผมว่าคุณไมเคิลไม่ได้รับความสะดวกในการซื้อที่ดินไม่ทราบว่าติดขัดตรงไหนครับ ผมจะได้รีบเคลียร์ให้"ชายวัยกลางคนเจ้าของผิวขาวอมเหลือง กับทรงผมแสกกลางถามผมอย่างสุภาพต่างจากชายผู้อ้างตัวว่าเป็นคนของเขา แม้จะสวมแจ็คเก็ตตีตราพรรคการเมืองเดียวกัน
"ลองถามลูกน้องของคุณดูครับเขาน่าจะยังจำได้ว่าตัวเองพูดอะไรเอาไว้บ้าง"ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรยืดยาวกับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องและนี่ก็ไม่ใช่ละครคุณธรรมบนโลกโซเชียล ดังนั้นมันจะไม่จบแค่เหตุการณ์ที่หมอนั่นได้รับรู้ว่าผมเป็นใคร แล้วโดนไล่ออก
"สุชาติ...ไปพูดอะไรกับคุณไมเคิล?" คำถามกับสีหน้าท่าทางเคร่งเครียดของคนถามทำเอาเจ้าของชื่อสุชาติเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้า
"ขะ...ขะ... คือผมแค่บอกว่าท่าน ส.ส.จะลงไปพัฒนาที่ดินตรงนั้นเองเลยไม่อยากให้มีใครมาซื้อที่ดินเอาไปทำอย่างอื่น ขะ... ขะ... ครับ"ไอ้ปากมากตอบคำถามตะกุกตะกัก
"ที่ดินตรงไหน?"เสียงตั้งคำถามที่ดังสวนขึ้นทันควันทำเอาคนตอบสะดุ้ง
"ตะ...ตะ... ตรงที่นาของลุงชัยแกนี่แหละครับ" เสียงของสุชาติเบาลงทุกทีผิดจากไอ้ปากมากก่อนหน้านี้เป็นคนละคนถึงแม้คำตอบล่าสุดของหมอนั่นจะทำให้สีหน้าของคนฟังดูดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าคนพวกนี้ได้รับผลประโยชน์จากที่ดินเหล่านี้จึงไม่ต้องการให้เปลี่ยนไปอยู่ในมือนักลงทุน
"อ่อ...ใช่ครับคุณไมเคิล พื้นที่ตรงนั้นผมมีแพลนจะเข้าไปพัฒนาอยู่ครับ"คนคนนั้นหันกลับมาชี้แจงกับผมพร้อมรอยยิ้มบางทีเขาคงลืมไปว่าผมเรียกเขามาที่นี่... เพราะอะไร
"คุณเวหาจะพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นยังไงครับ?"
คำถามของผมทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินมัน
"ผม...ตั้งใจจะทำเป็นสวนเกษตรครบวงจรครับ มีทั้งนาข้าว บ่อปลา แปลงผัก ไร่ผลไม้แล้วเปิดให้จังหวัดอื่นมาดูงาน" คนคนนั้นยังคงยิ้มแย้มตอบคำถามได้เป็นปกติจนผมยิ่งรู้สึกกระหายที่จะทำให้มันหายไปตลอดกาล
ใช่...ผมหมายถึงไอ้รอยยิ้มเสแสร้งนั่นน่ะ
"บนพื้นที่ที่ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้านั่นน่ะหรือครับ...ที่จะให้จังหวัดอื่นมาดูงาน?"
"ผมกำลังดำเนินการขอไฟฟ้าและน้ำประปาอยู่ครับถ้าสวนเกษตรเรียบร้อยเมื่อไหร่ ผมขออนุญาตเรียนเชิญคุณไมเคิลมาในวันเปิดงานด้วยจะได้ไหมครับ?"คนตรงหน้าตัดบทด้วยคำถามมัดมือชกที่คิดว่าจะเอาชนะผมได้
"ผมเช็คกับทางไฟฟ้าและประปามาแล้วว่าไม่มีใครดำเนินการอะไรทั้งนั้น คุณเป็น ส.ส.ที่นี่มาแล้ว 10 ปีพึ่งคิดได้ว่าควรจะพัฒนาตอนที่มีคนจะเข้าไปพัฒนาหรือครับ?" ผมถามกลับพร้อมรอยยิ้มเสแสร้งที่ขโมยมาจากคนตรงหน้า
"ผมพึ่งได้งบครับคุณไมเคิลมันก็เลยช้าแบบนี้" ชายคนนั้นแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
"ไม่ใช่ว่ากลัวชาวบ้านจะหมดหนี้หรือครับ?"ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายและพูดด้วยระดับเสียงที่มีแค่คนสองคนเท่านั้น...ที่จะได้ยิน
"คุณพูดอะไรครับคุณไมเคิลถึงจะเป็นคนของท่านนายก ผมก็ฟ้องหมิ่นประมาทคุณได้นะครับ!"นายเวหาโวยวายเสียงดัง สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่ากำลังโกรธจัด
"เชิญครับผมได้ยินมาว่าผับในตัวจังหวัดมีห้องลับใต้ดินด้วยคุณคงได้ขึ้นศาลอีกหลายคดีเลยล่ะครับ" ผมกลับมาพูดด้วยระดับเสียงปกติตามที่อีกฝ่ายต้องการ
"แจ้งได้เลยครับว่าผับไหนผมจะได้ไปจัดการ คุณพูดแบบนี้ผมไม่เข้าใจ พูดกันด้วยเหตุผลจะดีกว่าผมอายุรุ่นพ่อแม่คุณเลยนะครับ"
คำพูดประโยคนั้นทำให้ความอดทนของผมสิ้นสุดลงในเมื่ออายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าคนคนนั้นจะมีวุฒิภาวะและความเป็นคนสมวัยก็ไม่มีอะไรจะต้องเสวนา
"ตำรวจกองปราบปรามเข้าทลายผับที่ได้รับแจ้งว่ามีการค้ามนุษย์และเปิดบ่อนการพนันตรวจสอบพบ ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นมีเอี่ยว หลักฐานแน่นดิ้นไม่หลุด"
นั่นไม่ใช่ทั้งตอนจบและบทสรุปแต่เป็นแค่รายงานข่าวที่แจ็กกี้เปิดฆ่าเวลาในการดูโฆษณาระหว่างกินข้าวเช้า
ใช่...เพราะหมอนั่นจะเงยหน้าขึ้นจากจานอาหารในช่วงพักเบรกโฆษณาทุกครั้งและก้มหน้าไถสมาร์ทโฟนเวลาผู้ประกาศอ่านข่าว ยกเว้นข่าวนี้
"เดี๋ยวมันก็ได้ประกันตัวออกมาแล้วคดีก็เงียบ" นายปันผลเป็นคนแรกที่พูดขึ้น
"ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วบอสจะทำยังไงต่อครับ?"
มีไม่กี่ครั้งที่แจ็กกี้จะตั้งคำถามแบบเป็นการเป็นงานถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหมอนี่จะไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
"ผมแค่เขี่ยมันให้พ้นทางชั่วคราวไม่ได้คาดหวังอะไรกับความยุติธรรมในประเทศนี้" ผมตอบตรงๆให้พอได้ใจความทั้งหมดที่ต้องการสื่อ แต่ก็ยังมีใครบางคนที่ไม่พยายามทำความเข้าใจ
"แล้วทำไมบอสไม่เขี่ยไอ้ปากมากนั่นให้พ้นทางด้วยล่ะครับ?"นายปันผลโพล่งขึ้น หมอนี่ไม่สบอารมณ์ตั้งแต่ผมรับคำขอโทษจากลูกน้องส.ส.ด้วยการจัดหางานใหม่ให้ทำ
"หึงหวงแม้แต่คนตัดหญ้าแบบนี้บอสก็หนักใจแย่" แจ็กกี้สวนขึ้นหน้าตายเป็นการกวนประสาทเพื่อนร่วมงานให้อีกฝ่ายหัวเสียหนักขึ้น และใช่...ผลลัพท์ออกมาตรงตามความต้องการ
"แกจะพูดมากเกินไปแล้วนะหุบปากเสียๆ ไปเลย" คนถูกปั่นหัวลุกขึ้นโวยวายเหมือนร้อนตัวที่ถูกแทงใจดำแต่ผมจะทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน
"หญ้าเตียนแล้วให้หมอนั่นมาเลี้ยงฮิปโปได้ไหมครับบอส?"แจ็กกี้รามือจากการปั่นหัวเพื่อนหันมาพูดเรื่องที่น่าจะเป็นจุดประสงค์หลักของตัวเองกับผม
"บ้านใหม่สร้างเสร็จค่อยว่ากัน"
อาจจะดูเหมือนพูดปัดให้จบๆ ไปแต่ผมก็แค่กังวลว่าแจ็กกี้จะทำบ้านเช่าหลังนี้เปื้อนเลือดก็แค่นั้น
"อีกนานเลยสิครับเนี่ยโธ่... ฮิปโปน้อยของผมคงเหงาแย่" ท่าทางบ่นเพ้อของแจ็กกี้ดูน่าหมั่นไส้และไม่ใช่แค่ผมที่คิด
"ฮิปโปแกอยู่ด้วยกันสองตัวมันจะเหงาได้ไง ถ้าโตมาแล้วมันไล่กัดฉันกับบอสแกเตรียมตัวจัดงานศพให้มันได้เลย!" นายปันผลยังเสียงดังโวยวายไม่เลิกและดูท่าว่าคงจะหัวเสียกับทุกอิริยาบถของแจ็กกี้ในวันนี้
"มีแจ็กกี้เป็นพ่อฮิปโปพวกนั้นจะไม่กัดบอสเด็ดขาด แต่กัดนายไหมไม่รู้"
คำพูดที่เป็นสาเหตุของมื้อเช้าอันไม่สงบสุขของผมดังต่อท้ายกันมาเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของมันอยู่ตรงไหน
"ผมต้องการพวกมะพร้าวเน่าสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่ำ200 คน ภายในเวลา 4เดือน ถ้าพวกนายทะเลาะกันแล้วทำตามเส้นตายได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร"ผมพูดสวนขึ้นก่อนที่ใครจะทันได้ต่อความยาวสาวความยืดออกมาอีก และใช่...มันทำให้พวกนี้เงียบลงได้
"คฤหาสน์ของบอสสร้างแค่4 เดือนเองหรือครับ ผมคิดว่าจะสร้างสักครึ่งปีซะอีก"แจ็กกี้ออกความเห็น ทั้งที่ผมไม่เคยบอกหมอนั่นเลยว่าจะสร้างคฤหาสน์
"ผมสั่งบ้านสำเร็จรูปเน้นการใช้งานและความรวดเร็ว ไม่ได้เน้นให้เป็นคฤหาสน์"ผมย้ำชัดให้ลูกน้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของผมอีกครั้งแต่ถ้าพวกนั้นเลือกที่จะไม่เข้าใจ ก็สมควรพิจารณาตัวเอง
"4เดือนกับมะพร้าวเน่าคนละ 100 รับบัญชาครับบอส"หมอนั่นทวนคำสั่ง แต่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่เข้าใจไม่ตรงกัน
"ผมไม่ได้หมายถึงให้หาเหยื่อคนละร้อยแต่หมายความว่าจะต้องมีพวกมะพร้าวเน่าให้ผมใช้สร้างโรงไฟฟ้าอย่างต่ำ 200คน" ผมย้ำสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่ โดยไม่อธิบายเพิ่มเพราะอยากฟังคำตอบจากใครอีกคนก่อน
"บอสกำลังจะบอกว่าในจำนวนมะพร้าวเน่าที่พวกผมหามา ต้องมีคนติดกับดักกลายไปเป็นผู้ใช้แรงงานอย่างต่ำ 200 คนภายในเวลา 4 เดือน ใช่ไหมครับ?" นายปันผลที่นั่งฟังเงียบๆมาสักพักพูดขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ
"ใช่อาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าไปใช้แรงอย่างเดียวแต่พวกนั้นต้องเข้าไปใช้กรรมเหมือนกัน" ผมมองหน้าจอสมาร์ทโฟนของตัวเองซึ่งกำลังเปิดข้อมูลของไฟล์ที่ซื้อมาจากดาร์คเว็บ
...มีหลายชื่อที่ผมคุ้นเคยมาจากการอ่านบัญชีในยมโลกและมั่นใจว่าจะได้ปะทะกับคนพวกนี้ในสักวัน ว่าด้วยเรื่องขัดผลประโยชน์
"เข้าใจแล้วครับบอสผมจะรีบกวาดมะพร้าวเน่ามาให้บอสจุดไฟเผาเยอะๆ เลย"สีหน้าแจ็กกี้เหมือนอยากฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนพวกนั้นมากกว่า
"ส่งรายละเอียดของเหยื่อแต่ละคนมาให้ผมเซ็นอนุมัติด้วยอย่าให้เหมือนที่นายไปเหมาของกินมาทุกเช้าโดยไม่ถามผมแบบนี้"ผมเคาะถาดที่มีแซนวิชอบกองท่วมหัวประกอบการพูดอันที่จริงผมไม่มีปัญหากับการเหมาของกินของแจ็กกี้ ถ้ามันอร่อย แต่กับการทำงานจะต้องไม่ใช่แบบนี้
"ครับบอสวันนี้ให้ผมเอาไปแจกไหนดีครับ?" แจ็กกี้ยิ้มเจื่อนๆ
"ศูนย์พัฒนาเด็ก"ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะรู้สึกว่าคงจำเป็นต้องตอบยาวๆ บ้าง"รอบหน้าหาอะไรที่คนแก่กินได้ แล้วเอาไปส่งบ้านพักคนชรา"
"ครับบอส"หมอนั่นยิ้มกว้างรับคำ ก่อนจะยกถาดแซนวิชเข้าไปในครัวภายในห้องกินข้าวจึงเหลือแค่ผมกับนายปันผลสองคน
"รายละเอียดที่ต้องให้บอสอนุมัติให้ส่งเป็นไฟล์หรือเอกสารครับ?" นายปันผลพูดทำลายความเงียบขึ้น
"ส่งเป็นไฟล์มาที่เมล"
สิ้นเสียงตอบของผมสมาร์ทโฟนในมือก็แจ้งเตือนติดต่อกันถึงไฟล์จำนวนมากที่ผมได้รับผ่านอีเมล
ใช่...มันคือรายละเอียดของเหยื่อแต่ละคนที่นายปันผลหาได้พร้อมข้อเสนอที่ต้องรอการอนุมัติจากผม ไม่แปลกใจเลยที่ตาแก่นั่นจะตั้งให้หมอนี่ดูแลหลายสิ่งหลายอย่างภายในแก๊งคอลเซ็นเตอร์
"ผมอนุมัติทั้งหมดจัดการต่อได้ เดี๋ยวจะเซ็นส่งให้" ผมกวาดตามองรายละเอียดทั้งหมดทีละไฟล์ก่อนจะให้คำตอบที่ทำเอาอีกฝ่ายชะงัก
"บอสอ่านหมดแล้วหรือครับ?"หมอนั่นโพล่งถาม สีหน้าเหมือนกำลังเข้าใจว่าผมเซ็นอนุมัติโดยไม่อ่านเอกสารสักแผ่น
"ผมชินกับการต้องอ่านรายชื่อคนที่จะถึงฆาตวันละหลายร้อยคน"
คำตอบของผมทำให้หมอนั่นชะงักไปอีกรอบ
"อย่างผมนี่ต้องลงไปใช้กรรมในนรกกี่ร้อยปีครับ?"นายปันผลถือโอกาสตอนที่แจ็กกี้ไปแอบกินแซนวิชอยู่ในครัวตั้งคำถามขึ้นมาอีก
"ผมไม่คุ้นชื่อนามสกุลของนายแต่ชื่อนายคงถูกบันทึกลงไปในสมุดยมโลกตั้งแต่มาทำงานกับผมแล้ว ไม่ต้องห่วง"ผมมั่นใจว่าไม่ได้กำลังพูดเรื่องตลก แม้ว่ามันจะทำให้นายปันผลหัวเราะขบขันก็ตาม
"งั้นบอสกับหมอนั่นคงได้ไปเจอผมในนั้นนั่นแหละครับ"
ทั้งเสียงหัวเราะและคำพูดพาดพิงเรียกบุคคลที่ 3 อย่างแจ็กกี้ให้เดินออกมาจากครัวมือถือถุงแซนวิช ขณะที่ปากก็เคี้ยวแซนวิชตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้
"นัดจะไปไหนกันนายจะไปก่อน แล้วให้บอสขับรถไปเองจะดีเหรอ?" แจ็กกี้ถามขึ้นอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราวจนทั้งผมและปันผลอดขำไม่ได้
"นายก็ขับพาบอสไปสิ"นายปันผลตอบคำถามเพื่อน ทั้งที่ยังหัวเราะขำ
"คิดว่าพ้นรั้วบ้านไหมล่ะหรืออาจจะพุ่งเข้าบ้านไปทะลุออกหลังบ้านก็ได้" แจ็กกี้ตอบหน้าตายก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยสีหน้าตรงกันข้ามกับเมื่อครู่"เดี๋ยวผมมานะครับบอส"
หลังได้ยินผมส่งเสียงในลำคอตอบรับแจ็กกี้ก็ขี่จักรยานแบกถุงแซนวิชออกไปด้วยท่าทางเริงร่าหมอนั่นคงกำลังคิดว่าตัวเองเป็นซานตาคลอสที่กำลังจะไปแจกขนมเด็ก
ใช่...และจักรยานที่ว่านั่นก็คือของจำเป็นที่แจ็กกี้ขอให้ผมซื้อโดยอ้างว่าเอาไว้ออกกำลังกาย
"หมอนั่นอู้งานอยู่นะครับบอส"ดูเหมือนนายปันผลตั้งท่าจะเป่าหูผมตอนเพื่อนไม่อยู่
"ไม่เป็นไรหน้าที่นี้ผมจ่ายเงินรายหัวแบบค่าคอมมิชชั่น"ผมเห็นนายปันผลทำตาโตกับเงื่อนไขการทำงานที่ผมไม่เคยบอก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผมยังจดจำได้ดีถึงคำตอบในการสัมภาษณ์งานของหมอนี่
"กลับมาแล้วคร้าบบบ"
กว่าแจ็กกี้จะขี่จักรยานกลับมาถึงบ้านเวลาก็ผ่านไป 1 ชั่วโมงแน่นอนว่าในช่วงเวลานั้นผมเซ็นอนุมัติให้นายปันผลจัดการเหยื่อไปมากกว่า 20ราย และทันทีที่แจ็กกี้รู้...
"ผมขอเปลี่ยนค่าคอมมิชชั่นเป็นแผ่นเกมได้ไหมครับบอส?"หมอนั่นต่อรองเหมือนผมเป็นบอสที่ใจดีที่สุดในโลก
"ได้ถ้านายทำยอดตามเป้า"ผมมองลูกน้องตรงหน้าที่กำลังยืนตาเป็นประกายกับคำตอบที่ได้ยินหมอนี่ขับเคลื่อนได้ด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ชอบแม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้เงินซื้อแต่มันคงไม่เร้าใจเท่ากับการได้ค่าคอมมิชชั่นเป็นแผ่นเกม
"บ่ายนี้ผมจะไปตรวจงานวางฐานรากบ้านโทรนัดคนตัดหญ้าให้ที บอกว่าผมมีงานใหม่ให้ทำ"
คำพูดขัดจังหวะการทำงานของผมเรียกให้ลูกน้องทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมาจากสมาร์ทโฟนพร้อมกัน
"บอสจะให้หมอนั่นทำอะไรครับ!?"และตั้งคำถามนี้พร้อมกัน
"ถึงเวลาพวกนายก็รู้เอง"ผมอยากเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของลูกน้องอีกสักหน่อย
"บอสคิดว่าหมอนั่นมันจะตัดหญ้าเองจริงๆเหรอครับ คนอย่างมันยังไงก็ต้องไปจ้างคนอื่นตัดอยู่แล้ว"นายปันผลแย้งพลางชักสีหน้าขัดใจ
"ไม่เป็นไรเพราะผมจะให้หมอนั่นตัดหญ้าให้ดูด้วย พอหมอนั่นทำไม่ได้ ผมก็จะให้ไปทำงานอื่นหรือถ้าหมอนั่นทำได้ ผมก็จะสั่งงานถัดไป" ผมบอกแผนการในวันนี้แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะให้คนคนนั้นทำอะไร
"แล้วบอสจะให้หมอนั่นทำอะไรล่ะครับบอสไม่บอก ผมจะมีสมาธิทำงานได้ไงล่ะครับ มันสงสัยนะครับเนี่ย" แจ็กกี้เซ้าซี้และถ้าคราวนี้ผมยังไม่ตอบคำถามอีก เห็นทีคงจะหาความสงบสุขในวันนี้ไม่ได้
"ผมได้ข่าวมาว่าท่อน้ำแถวนั้นมันตัน..."