บทที่ 13 สำนักนภากาฬ (100%)
กระเรียนทิพย์บินมาถึงภูเขาลูกมหึมาที่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักนภากาฬ ซุ้มประตูทำจากหยกขาวสลักอักขระโบราณสีทองตั้งตระหง่านอยู่เชิงเขา หลังซุ้มประตูคือบันไดหินขาวหลายพันขั้นทอดตัวยาวขึ้นไปถึงยอดเขากระเรียนทิพย์บินผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมยอดเขา แล้วร่อนลงที่หน้าอาคารสีขาวหลังใหญ่“สำนักนภากาฬมีศิษย์สายนอกสามพันกว่าคน ทุกคนเป็นผู้มีพลังจิตอยู่ในระดับฝึกหัด เมื่อฝึกสำเร็จถึงขั้นก่อจิตจะได้เข้าเป็นศิษย์สายใน ศิษย์สายในมีหนึ่งพันสามร้อยสิบสี่คน ศิษย์เอกแต่ละหอรวมแปดคน หอฝึกวิชาเวทในสำนักมีทั้งหมดสามหอคือ หอจิตตะวัน หอจิตเมฆา และหอจิตดาราของเรา”เหว่ยจงบอกเรื่องเกี่ยวกับสำนักให้เด็กน้อยฟังแบบคร่าว ๆ ในขณะที่เดินจูงมือเล็กเข้าไปในอาคารโดยมีเยว์ฉีเดินตามอยู่ด้านหลัง“ไปเรียนท่านเจ้าสำนักว่า ข้ากับผู้ดูแลหอสวรรค์ขอเข้าพบ” เหว่ยจงเอ่ยสั่งศิษย์ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูชั้นในศิษย์ชุดขาวรับคำสั่งแล้วเดินหายเข้าไปในประตู เพียงครู่เดียวก็ออกมาเชิญคนทั้งสามเข้าไปด้านใน ทุกสิ่งที่อยู่ในอาคารล้วนเป็นสีขาวดูงดงามสะอาดตา“คารวะท่านเจ้าสำนัก / คารวะท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ”เหว่ยจงกับเยว์ฉีประสานมือคารวะชายชราชุดขาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หยกสลักรูปนกยูงตัวใหญ่ เขาคือ โม่ฟ่าน เจ้าสำนักนภากาฬ“คนกันเองไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด”ปากเอ่ยเชิญคนนั่ง แต่ตากลับจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็ก กระแสจิตสายหนึ่งถูกส่งออกสำรวจจุดเสินถิงของเด็กน้อย“พลังจิตอยู่ในระดับก่อจิตช่วงกลางงั้นรึ? ช่างเป็นพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศเกินมนุษย์ธรรมดาจริง ๆ”เหว่ยจงสัมผัสถึงกระแสพลังจิตของโม่ฟ่านได้จึงไม่รีบร้อนเอ่ยธุระ นั่งรอให้อีกฝ่ายสำรวจพลังของศิษย์น้อยจนพอใจ เมื่อเห็นเจ้าสำนักยิ้มน้อย ๆ จึงเริ่มเอ่ยปาก“ข้าจะรับหนูน้อยผู้นี้เป็นศิษย์เอก”“เมล็ดพันธุ์ชั้นยอด ข้าย่อมยินดีรับเข้าสำนัก แต่การรับศิษย์เอกนอกกฎคงต้องเชิญหัวหน้าหออีกสองท่านเข้าร่วมพิจารณาด้วย”โม่ฟ่านร่ายเวทเสกนกพลังจิตบินไปเชิญหัวหน้าหอทั้งสอง แล้วกวักมือเรียกซู่มินเข้ามาหา เด็กหญิงตัวเล็ก เครื่องหน้างดงาม พรสวรรค์เปี่ยมล้น ย่อมถูกใจผู้อาวุโสอายุเกือบสองร้อยปี“ซู่มินคารวะท่านปู่เจ้าสำนักเจ้าค่ะ”เด็กน้อยคารวะโม่ฟ่านอย่างเต็มพิธีการด้วยท่าทีน่าเอ็นดู ปากเล็กเอ่ยเรียกชายชราว่าปู่อย่างสนิทสนม พร้อมส่งยิ้มหวานเจ้าสำนักโม่ฟ่านหัวเราะอย่างถูกใจ ก่อนหยิบผูเถาพวงใหญ่ในจานผลไม้ยัดใส่มือเล็ก“ขอบคุณท่านปู่เจ้าสำนักเจ้าค่ะ” ซู่มินประคองผูเถาพวงโตกลับไปนั่งกินข้างเยว์ฉีเวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ชายชราผมขาวอีกสองคนก็เดินเข้ามา พวกเขาคือหัวหน้าหอจิตตะวันนามเฉิงจิน และหอหน้าหอจิตเมฆานามเจียงปิน“คารวะท่านเจ้าสำนัก / คารวะท่านเจ้าสำนัก”“ตามสบาย เชิญนั่งเถิด ข้าเชิญท่านทั้งสองมาพบด่วน เพราะต้องการปรึกษาเรื่องเหว่ยจงจะรับเด็กหญิงผู้นั้นเป็นศิษย์เอก”ชายชราผู้มาใหม่ทั้งสองมองเด็กน้อยเพียงคนเดียวในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด แม้จะสัมผัสได้นางมีพลังจิตที่น่าสนใจ แต่กฎสำนักบัญญัติไว้ว่าการเลือกศิษย์เอกต้องเลือกจากศิษย์ภายในเท่านั้น“การรับศิษย์เอกจากภายนอกเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับศิษย์ภายใน ข้าหัวหน้าหอจิตตะวันขอค้านการรับศิษย์เอกที่ข้ามขั้นตอนเช่นนี้ หากจะรับนางเป็นศิษย์สำนักนภากาฬ ก็ต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ขอเจ้าสำนักโปรดพิจารณาอย่างยุติธรรม”“มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าหอจิตดารา แต่กระทำการแหกกฎสำนักช่างน่าละอาย ข้าหัวหน้าหอจิตเมฆาขอค้านการรับศิษย์เอกนอกคอก ขอเจ้าสำนักโปรดพิจารณาตามกฎสำนัก”“ปีที่แล้วหอจิตเมฆาก็รับศิษย์เอกมาจากภายนอกหนึ่งคน ในเมื่อมีคนแหกกฎสำนักก่อนข้า เหตุใดข้าต้องละอายด้วยเล่า และข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่ายายหนูน้อยผู้นี้ มีคุณสมบัติเพียงพอในการเป็นศิษย์เอก ขอเจ้าสำนักโปรดพิจารณาตามความจริง”เจียงปินเป็นพวกขี้โมโหและไร้เหตุผล เมื่อโดนตอกกลับก็ระงับโทสะไว้ไม่อยู่ ฟาดฝ่ามือใหญ่ใส่โต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนตะคอกเหว่ยจง“ศิษย์เอกที่ข้ารับมาจากภายนอกคือองค์หญิงเจ็ด นางเป็นพระธิดาองค์โปรดของฮองเฮา มีเชื้อพระวงศ์เป็นศิษย์ทำให้สำนักมีหน้ามีตาและได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก เจ้าอย่าคิดเอาไก่ป่ามาเทียบกับหงส์ทอง”“หงส์ทองมีไว้อวด ไก่ป่ามีไว้สู้ เทียบกันไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ ในศึกแปดสำนักมันวัดกันด้วยฝีมือ นภากาฬได้ตำแหน่งสำนักเวทอันดับหนึ่งของเมืองฉายเพราะฝีมือศิษย์เอกข้าที่เป็นลูกชาวนา หลักการรับศิษย์เอกที่เน้นความสามารถมากกว่าชาติตระกูลก็สร้างประโยชน์ให้สำนักมากมายเช่นกัน”“เหว่ยจง!!”เมื่อเห็นว่าเหว่ยจงกับเจียงปินเตรียมเปิดฉากทะเลาะกัน โม่ฟ่านก็รีบเอ่ยขัดทั้งคู่“เฉิงจิน เรียกศิษย์เอกและศิษย์ภายในทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานพิธีใหญ่ ถ้ายายหนูแสดงความสามารถให้ศิษย์ทุกคนยอมรับได้ ข้าอนุญาตให้เหว่ยจงรับนางเป็นศิษย์เอก กฎสำนักสามารถละเว้นได้ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ การมีศิษย์มากความสามารถเพิ่มขึ้นอีกคนจะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้สำนัก ข้าเชื่อว่าทุกคนจะเห็นเป็นเรื่องดี”