บทที่ 13
ฮูหยินและบุตรสาวของข้า
“นางจะกลับไปในฐานะบุตรสาวของข้า และเ้า... จะกลับไปในฐานะฮูหยินของข้า”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา
เงียบงันเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่ไป๋ซือเหนียงจะหลุดหัวเราะพรืด
นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดริมฝีปาก ทว่ากลั้นไม่อยู่ มืออีกข้างตบลงบนหน้าท้องของตนเองเบาๆ
เสียงหัวเราะของนางดังแว่วก้องใต้ต้นท้อ ดั่งระฆังเงินใสกระทบกัน
นางพยายามกลั้นหัวเราะแต่สุดท้ายก็ต้องเอ่ยขึ้นระหว่างเสียงหัวเราะนั้น
“ขอโทษ ขอโทษ... ข้ากลั้นขำไว้ไม่อยู่จริง ๆ...”
นางหัวเราะจนตัวโยน ก่อนหันกลับมามองเขาดวงตาเปี่ยมด้วยแววขบขันและเย้ยหยัน
“ซื่อจื่อ... สมองท่านมีปัญหาหรืออย่างไร?”
คำพูดนั้นแม้จะฟังดูไม่เหมาะสมทว่ากลับหลุดจากริมฝีปากนางด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับสายลม
เหยียนไป๋เฉินเงียบ มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อยไม่แน่ชัดว่าเพราะโกรธหรืออดกลั้น
ดวงตาของเขาจ้องมองประเมินหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างเงียบ ๆ
ในใจเขาครุ่นคิดหนักก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินคำร่ำลือมากมายเกี่ยวกับไป๋ซือเหนียง
ว่ากันว่า... คุณหนูตระกูลไป๋ผู้นี้กิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนโยนไม่ต่างจากบุตรีขุนนางใหญ่
แต่หญิงสาวที่ยืนหัวเราะตบท้องอยู่ตรงหน้าเขาเวลานี้...
กลับดูไม่เหมือนสตรีผู้นั้นแม้แต่น้อย
ไป๋ซือเหนียงยังคงกลั้นหัวเราะ มีน้ำตาใสซึมที่หางตานางยกปลายนิ้วเรียวยาวขึ้นเช็ดเบา ๆ
เมื่อเสียงหัวเราะเริ่มซาลง นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขอโทษ
“เสียมารยาทไปหน่อย... แต่ข้าพูดจริงนะ ซื่อจื่อ... สมองท่านน่าจะมีปัญหาจริงๆ”
ดวงตาของนางยังฉายแววขำขัน แต่ใบหน้ากลับเริ่มเรียบนิ่งลง
เหยียนไป๋เฉินยังคงสงบนิ่งแม้จะถูกเย้ยหยันตรงหน้า
เขาตอบกลับเรียบง่าย
“ข้าพูดจริง”
เสียงของเขาหนักแน่น ไม่คล้ายคำพูดเล่นแต่อย่างใด
“เถาเถา เป็บุตรสาวเพียงคนเดียว และเป็สายเืเพียงหนึ่งเดียวของพี่ใหญ่ที่เหลืออยู่”
“ข้าจะเป็ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากท่านพ่อ และนาง...จะเป็บุตรสาวคนโตของข้า ตำแหน่งท่านหญิงใหญ่ ย่อมต้องเป็ของนาง”
คำพูดของเขาทำให้เสียงหัวเราะของไป๋ซือเหนียงชะงักลงทันที
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางค่อย ๆ จางหาย กลายเป็ความจริงจังที่ทอแววในดวงตา
นางเลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็สงบนิ่งอีกครั้ง
“ขอถามหน่อย... เหตุใดเ้าจึงต้องทำเช่นนี้?”
น้ำเสียงของนางแ่เบา แต่เปี่ยมด้วยความสนใจจริงจัง
นางยกมือขึ้นลูบปลายคางของตนเอง ท่าทางครุ่นคิดชัดเจน
“ถ้าจำไม่ผิด... ท่านไม่ได้มีมารดาคนเดียวกับบิดาของเถาเถานี่?”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
ตลอดเวลาที่ทั้งสองสนทนากัน
ประสาทััของทั้งคู่ไม่ได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย
ทุกลมหายใจ ทุกอณูพลัง ต่างจับจ้องไปยังร่างเล็ก ๆ ที่กำลังตักน้ำอยู่ภายในเรือน
เด็กน้อยเถาเถา...
กำลังก้มหน้าก้มตาตักน้ำจากโอ่งใบเล็กด้วยขันไม้ในมือสองข้าง
ใบหน้าเล็ก ๆ จริงจังยามที่นางใช้แรงวิดน้ำอย่างขะมักเขม้น
แขนกลมป้อมขาวผ่องเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเล็กน้อยในยามยกขันน้ำขึ้นสูง
ทว่ารอยยิ้มสดใสที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ นั้น...งดงามจนยากจะละสายตา
เถาเถาสะบัดปลายผมที่หลุดออกจากปิ่นเงินเล็ก ๆ เบา ๆ พลางส่งเสียงเบาๆ ร้องเพลงในลำคอ
นางวางขันน้ำลงด้วยความระวัง ก่อนจะค่อย ๆ ตักใหม่อีกครั้งท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาเคลื่อนไหว
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขต์ทั้งสองคนนี้
หากเกิดอันตรายเพียงเสี้ยววินาที
เพียงแค่ขยับปลายเท้าก้าวเดียว ก็สามารถไปถึงตัวเด็กน้อยได้ทันที
เพราะเช่นนั้น... พวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องกังวลสิ่งใด
ไป๋ซือเหนียง หรือ ฉือเยียน ย่อมไม่ใช่ผู้ไร้เดียงสา
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางรวบรวมข่าวสารและเบาะแสมากมาย
แม้เมืองซั่งหลินจะเป็เมืองเล็กแต่ข่าวสารยังคงหลั่งไหลผ่านไม่ขาดสาย
นางรู้ดี... ว่าเหยียนไป๋เฉินตรงหน้านี้มิใช่บุตรชายจากสายเดียวกับเจิ้งหลง
เขาเป็บุตรรองจากชายารอง
แต่กลับพยายามถึงเพียงนี้ เพื่อผลักดันให้เถาเถาได้เป็ท่านหญิงใหญ่
นั่นแสดงถึงความตั้งใจของเขา... และการลงทุนเดิมพันที่ยิ่งใหญ่
เหยียนไป๋เฉินเพียงส่ายหน้าเบา ๆ
เขาตอบเสียงเรียบนิ่ง
“ตำแหน่งนี้ ควรเป็ของนางแต่แรก”
“พี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว... ข้าจะปกป้องนางเองสิ่งที่นางสมควรได้รับนางต้องได้รับมัน”
คำพูดนั้นจริงจัง หนักแน่น ดั่งหินผาไม่อาจคลอนแคลน
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงของเขา...
เหยียนไป๋เฉินกลับหยุดชะงักไปชั่วครู่สายตาคมกริบพลันเหลือบไปทางหนึ่ง…
ดวงตาของทั้งสองคน ทั้งเหยียนไป๋เฉินและไป๋ซือเหนียงพลันเบนสายตามองไปยังทิศทางเดียวกัน
ทิศทางนั้น... คือทางเข้าตรอกเงียบสงบแห่งนี้
เป็ทางเดินแคบ ๆที่ทอดยาวผ่านเรือนรกร้างและกำแพงเก่าที่มีเถาวัลย์เลื้อยพันเต็มไปหมด
บริเวณนั้นมักเงียบสงัด ไม่มีผู้คนสัญจร
แต่เวลานี้ กลับมีเงาร่างของชายผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
ชายวัยกลางคนยืนอยู่กลางตรอกพอดิบพอดี
ร่างสูงใหญ่ของเขาสวมชุดผ้าหยาบสีดำหม่นทว่าเสื้อคลุมด้านนอกเป็หนังสัตว์ที่ดูหนาและหยาบกระด้างขนสัตว์ที่่ปกคอยาวคลุมไปถึงหัวไหล่ หนาเตอะจนดูคล้ายเกราะ
แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ทั้งเก่าทั้งใหม่ประปรายไปทั่ว
บริเวณเอวของเขารัดไว้ด้วยสายหนังเส้นหนาหน่วงด้วยกระบี่ยาวคู่หนึ่งที่ด้านซ้ายและขวา
กระบี่มีฝักหนังเก่าเก็บ สีเข้มจนแทบดำมีรอยขีดข่วนจนดูราวกับมันผ่านการต่อสู้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ใต้ฝักกระบี่ทั้งสองข้าง ยังมีถุงหนังเล็ก ๆ ผูกติดอยู่หลายใบ ไม่อาจรู้ว่าภายในบรรจุสิ่งใด
รองเท้าของเขาเป็รองเท้าหนังสัตว์เสริมเหล็กด้านหน้าเสียงกระแทกลงพื้นหินนั้นเบาราวกับขนนกทว่าเมื่อได้ยินแล้วกลับทำให้รู้สึกเย็นสันหลังอย่างประหลาด
ชายผู้นั้นมีใบหน้าหยาบกระด้าง เคราหนาทึบรุงรังปกปิดคางแทบมิด
เส้นผมยาวประบ่า ปล่อยสยายไม่รวบเก็บข้างแก้มมีรอยแผลยาวขวางแนวั้แ่โหนกแก้มถึงปลายคางเหมือนเคยโดนคมอาวุธเฉือนผ่าน
ดวงตาของเขาแคบยาว คล้ายเหยี่ยวที่เพ่งมองเหยื่อ
แววตาเ็าเยียบเย็นราวกับมองสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าเป็เพียงศพที่ยังไม่ทันล้มตาย
เขาปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
ไม่มีแม้แต่อาการของพื้นดินหรือพลังปราณสั่นไหวใด ๆบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของเขา
ผู้คนภายในตรอกแห่งนี้ไม่ว่าจะผู้คนทั่วไปหรือแม้แต่พ่อค้าหาบเร่ในเรือนข้างเคียง ต่างไร้ซึ่งการรับรู้
ไม่มีแม้เสียงฝีเท้า ไม่มีเงาสะท้อนบนกำแพงหินเก่า
ชายผู้นี้เหมือนโผล่มาจากเงามืดที่กลืนกินซอกหลืบของตรอกเก่าโดยไม่มีใครล่วงรู้
แต่เหยียนไป๋เฉินและไป๋ซือเหนียง… ทั้งสองััได้ทันทีในชั่วพริบตา
พวกเขาจึงหันไปมองพร้อมกัน
สายลมที่เคยพัดผ่านใต้ต้นท้อเงียบสนิท
บรรยากาศที่อบอุ่นและเสียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อครู่จมหายลงในความเงียบงัน
ทั่วบริเวณราวกับตกอยู่ในม่านอากาศหนักอึ้ง
ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วตรอกแคบ
แม้แต่เสียงน้ำหยดจากชายคาก็ดูจะหยุดลงในชั่วขณะนั้น
เหยียนไป๋เฉินไม่ขยับตัว
เพียงแต่ดวงตาคมกริบของเขาเพ่งมองชายผู้นั้นนิ่งสนิท
ไป๋ซือเหนียงก็ยังคงนั่งสงบอยู่เช่นเดิม ใบหน้าของนางเรียบนิ่ง
…และแล้ว ทุกอย่างก็เงียบลง
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของใครทั้งสิ้น
มีเพียงลมเย็นะเืที่พัดผ่านตรอกอย่างเงียบงัน...
และสายตาของทั้งสามคนที่สอดประสานกัน