“ไป๋เซ่อมาขอน้ำกินอีกล่ะสิ” หลินหนิงชินอมยิ้มพลางลูบหัวของเจ้าเสือขาวตัวโตไปด้วยเบาๆ นางรู้มาจากพี่ชายกู้ฉีว่าไป๋เซ่อยังเป็นสัตว์อสูรที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ อายุของมันหากเทียบกับมนุษย์ก็มากกว่านางไม่กี่ปีถือว่ายังเป็นเด็กหนุ่มอยู่ ไม่รู้ว่าหากโตเต็มที่แล้วร่างกายของมันจะขยายใหญ่โตไปถึงเพียงไหน
“เอ้า!! ดื่มเสีย” นางปล่อยน้ำทิพย์จากนิ้วมือเล็กๆ ของนางส่งเข้าปากเจ้าเสือขาวโดยตรง ไป๋เซ่อดื่มไปหลายอึกถึงได้หยุดแล้วเอาหัวอันใหญ่โตของมันถูกับตัวของเด็กสาวเบาๆ
“หึ ที่เจ้าดีกับข้าก็เพราะน้ำทิพย์นี่ใช่หรือไม่ เจ้ามันอกตัญญูยิ่งนัก บาดแผลนายเจ้าข้าก็รักษาให้ ตัวเจ้าข้าก็ทำแผลให้เองกับมือเจ้ากลับคิดถึงแต่ของกิน”
ไป๋เซ่อมองค้อนนางเล็กน้อยยกขาหน้าขึ้นมาปัดหูทีหนึ่งคล้ายอยากจะปิดหู แม่นางน้อยผู้นี้กำลังจะเริ่มบ่นอีกแล้วมันเอาหัวดันตัวคนตัวเล็กไปหนึ่งทีแล้วรีบกระโจนหนีไปทางที่พักของลู่เสวียน
ถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้วลู่เสวียนก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา หลินหนิงชินไปตรวจอาการให้อีกครั้งก็ยืนยันกับกู้ฉีและสหายว่าน่าจะฟื้นในคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้าแล้ว นางจึงมอบโอสถสำหรับทาแผลเพิ่มไว้ให้อีกนิดหน่อย
หลินหนิงชินสั่งความกับไป๋เซ่ออีกหลายประโยค มันก็หมอบมองนางอย่างเชื่อฟังดูเหมือนพูดคุยกันรู้เรื่อง สุดท้ายแล้วก็เป็นนางที่ทำใจแยกจากกับเจ้าสัตว์อสูรตัวโตไม่ลง เข้าไปกอดคอมันไว้อีกพักใหญ่ถึงได้ร่ำลากันไป ไป๋เซ่อเองก็ยืนนิ่งมองส่งนางไปจนลับตา
คนสกุลหูและสกุลหลินจ่ายเงินอีกไม่น้อยให้ยายจางและลุงเหวิน สำหรับค่าที่พัก ค่าแรงและให้ซื้อเสบียงมาเพิ่มสำหรับการเดินทางต่อไป ทางด้านหน้ามีคนคอยเฝ้าอยู่ตามภูเขา อาจไม่มีสัตว์อสูรให้ล่ามาเป็นอาหารมากนัก
“ออกเดินทางกันได้แล้ว” ยังคงเป็นหลินซ่งสวินที่เป็นผู้นำของทั้งกลุ่ม โดยความยินยอมของคนทั้งหมดอย่างเต็มใจ คนผู้นี้แม้จะไม่ค่อยพูด หน้าตาก็ไม่เป็นมิตรเท่าไร แต่กลับเป็นคนมีน้ำใจและใส่ใจทุกคนเป็นอย่างดี
……….
หลายวันต่อมา
“เป็นอย่างที่สหายกู้ฉีบอกจริงๆ หลายวันมานี่พวกเราไม่พบสัตว์อสูรเลย มีแต่กลุ่มคนที่เข้ามาขุดหาแร่ ข้าได้คุยกับคนผู้หนึ่งเขาว่าในเขตนี้มีเหมืองแร่อยู่ 2 แห่ง มีชาวเมืองต้าเฉิงเข้ามารับจ้างในเหมืองจำนวนมากอยู่ข้างหน้าเราอีกไม่ไกล” หูกุ้ยเอ่ยเวลานี้เขาก็เข้าร่วมสลับกับผู้ฝึกยุทธ์สกุลหลินเพื่อไปสำรวจทางข้างหน้าไว้ก่อนด้วย
กลุ่มผู้หลอมโอสถก็ยังคงหาโอกาสเก็บสมุนไพรป่าไปเช่นเคย เพียงแต่ไม่ออกไปไกลจากเส้นทางมากนักเกรงว่าจะเป็นการรบกวนผู้อื่น อย่างไรภูเขาเหล่านี้ก็มีเจ้าของ
“นี่มันช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก พวกเจ้ารู้จักสมุนไพรเหล่านี้ได้อย่างไร” หูจิ่งกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ใช่ๆ ข้าเองก็ได้สมุนไพรแปลกๆ มาเยอะเลย” หูอันโหรวก็ดีใจจนหน้าแดง ครั้งนี้สองพี่น้องสกุลหูต่างได้ประโยชน์มากมายนักคนสกุลหลินแนะนำทุกสิ่งให้พวกเขาอย่างใจกว้าง
"พี่สาวอันโหรวหากท่านยังมัวแต่พูดคุยอยู่ทางนี้ข้าจะไปเก็บสมุนไพรทางด้านนั้นให้หมดเลยนะไม่รอท่านแล้ว ฮ่าๆๆๆ" หลินตงฟางหยอกเย้าหูอันโหรวอย่างสนิทสนมเขาอายุ 15 ปี หูอันโหรว 17 ปี วัยใกล้เคียงกันจึงสนิทสนมกันได้ไม่ยากนัก
"เจ้าเด็กน่าตาย อย่าแย่งข้าเก็บไปจนหมดนะ!!" หูอันโหรวเดิมทีก็วางท่าหยิ่งยโสเหมือนหูจิ่งอยู่บ้าง แต่พอได้มาพบกับผู้หลอมโอสถสกุลหลินที่มีหลายคนมีระดับเดียวกันกับนาง ก็ทำให้ไม่อาจหยิ่งทะนงได้อีกต่อไปกลับกลายเป็นเด็กสาวที่วิ่งเที่ยวเล่นได้อย่างอิสระ
"ทุกคนหยุดก่อน!! เส้นทางข้างหน้าข้าได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ" หลินหนิงชินเอ่ยออกมา
"พวกเราไปดูกัน"
กลุ่มคนทั้งหมดเร่งเดินเท้าไปตามเส้นทางเดินภายในป่า ไม่นานก็เห็นว่าด้านหน้าของพวกเขามีชายหนุ่มอายุราว 17-18 ปี กำลังพยายามยกหินออกจากร่างของบุรุษอีกคนที่สลบไสลอยู่ ปากก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างร้อนรน
"น้องชายพวกเราจะช่วยเจ้าเอง ไม่ต้องกังวล"
กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์หลายคนเร่งเข้าไปช่วยยกหินที่ทับร่างคนผู้หนึ่งออก พักใหญ่ก็สามารถช่วยกันนำร่างของชายผู้นั้นออกมาจากกองหินได้ หลินเจียวหย่งรีบเข้าไปดูอาการพลางถาม
"เกิดอะไรขี้นหรือน้องชาย เหตุใดหินพวกนี้จึงหล่นมาทับเขาได้"
"ข้าเว่ยหรงบิดาข้าเว่ยขุย เราสองคนเห็นถ้ำหินแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์มากมายจนแทบมองไม่เห็นปากถ้ำคงยังไม่มีใครเคยเข้าไป จึงคิดจะเข้าไปสำรวจ แต่เพียงแค่ตัดเถาวัลย์กับยกหินบางก้อนออก ถ้ำก็ถล่มลงมาทับขาบิดาข้าทันที ดีว่ามีพวกท่านอยู่ใกล้ๆ ไม่เช่นนั้นข้าคนเดียวคงช่วยบิดาไว้ไม่ทันแน่"
"เขาไม่เป็นอะไรมาก ถ้ำแห่งนี้เตี้ย หินที่ถล่มลงมาเลยไม่ได้กระแทกเขารุนแรง มีเพียงขาขวาที่มีบาดแผลใหญ่สามารถรักษาได้"
"ขอบคุณพี่ชาย ขอบคุณทุกๆท่าน"
“บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ พวกเราจะช่วยพาบิดาเจ้าไปส่ง”
“ข้าไม่ใช่คนเมืองนี้หรอกขอรับ เราสองคนมาจากต่างแคว้น มารดาข้าเสียชีวิตไปแล้ว ท่านพ่อเคยเป็นช่างตีเหล็กมาก่อนทำงานหนักแลกค่าแรงเปลี่ยนงานมาหลายงานแล้วแต่จะมีคนจ้าง พวกเราย้ายที่อยู่มาหลายเมืองแล้ว สุดท้ายท่านพ่อได้ยินว่าที่เมืองนี้มีเหมืองแร่รับคนงานหลายคนก็เลยพาข้าเดินทางมาหางานที่นี่ ยังไม่ทันได้เริ่มงานหรือหาที่พักเลยก็มาเกิดอุบัติเหตุนี้เสียก่อน”
“บิดาเจ้าบาดเจ็บเช่นนี้คงทำงานในเหมืองยังไม่ได้หรอก เจ้าเองก็คงต้องดูแลบิดาเช่นนั้นเดินทางไปพร้อมกับพวกเราก่อนแล้วกัน พอถึงเมืองต้าเฉิงค่อยว่ากันอีกที”
“ขอบคุณพวกท่านขอรับ ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้าให้พวกท่านตอบแทนบุญคุณที่ช่วยบิดาข้าไว้” เว่ยหรงคุกเข่าลงทำท่าคำนับให้กับหลินเจียวหย่ง
“น้องชายอย่าทำเช่นนี้เลย เหตุการณ์ตรงหน้าผู้ใดพบเห็นก็ย่อมให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วเจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจ พวกเราเองจุดหมายปลายทางก็ยังไม่แน่นอนหากเจ้ามีหนทางก็เริ่มต้นชีวิตตัวเองดูแลบิดาให้ดีเถิด” หลินเจียวหย่งกล่าว
คนสกุลหลินทุกคนล้วนปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมมาตลอดจนเป็นนิสัย เรื่องบุญคุณความแค้นใดๆ พวกเขาล้วนไม่ใส่ใจ ดังนั้นกลุ่มคนทั้งหมดยามนี้จึงมี ผู้หลอมโอสถ 13 คน ผู้ฝึกยุทธ์ 19 คน และชาวบ้านธรรมดาอีก 2 คน รวมเป็นคนกลุ่มใหญ่ถึง 34 คนก็เดินทางร่วมกันต่อไป
เว่ยหรงที่ยังไม่สามารถรวบรวมลมปราณเป็นผู้ฝึกปราณได้ เดิมทีเขาช่วยยกเปลไม้ไผ่หามร่างของบิดาตนเองไว้ข้างหนึ่งแต่ด้วยพละกำลังที่น้อยนิด เหล่าผู้ฝึกยุทธ์เลยอาสามาหามเปลให้เขาแทน ตัวเขาลำพังเร่งฝีเท้าให้ทันผู้อื่นก็เหนื่อยยากเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ยังดีที่กลุ่มผู้หลอมโอสถแวะเก็บสมุนไพรเป็นระยะทำให้เขาได้มีโอกาสพักหายใจบ้าง
“คุณหนูข้าขุดให้เองท่านรอสักครู่เถิด” เว่ยหรงอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง ในกลุ่มเห็นมีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูอายุน้อยที่สุดจึงอาสาทำทุกอย่างเพื่อช่วยนาง
“พี่ชายเว่ยหรง ท่านอย่าได้เรียกข้าเช่นนี้เลย ท่านเรียกข้าว่าหนิงชินก็ได้เจ้าค่ะ แต่ท่านช่วยข้าขุดสมุนไพรก็ดีมือของข้าพองไปหมดแล้ว” เด็กหญิงแย้มยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง
เว่ยหรงที่เห็นรอยยิ้มนั้น ถึงกับชะงักลืมตัวไปชั่วขณะ เด็กสาวผู้นี้เมื่อมองดูใกล้ๆ นางช่างมีใบหน้าที่งดงามเป็นอย่างมากน้ำเสียงก็ไพเราะนุ่มนวล ทำให้เขาหน้าแดงไปจนถึงคอโดยไม่รู้ตัว
“แค่กๆๆๆๆๆๆ" หลินซ่งอวี้กับหลินไฉ่หงแข่งกันไออย่างไม่มีสาเหตุ เสียงดังจนทำให้เว่ยหรงรู้สึกตัว
“อืม..น้องสาวหนิงชินข้าช่วยเจ้าเอง” เขารีบก้มหน้าลงไปขุดสมุนไพรตามวิธีที่หนิงชินค่อยๆบอกกล่าว
ผ่านไป 1 วัน เว่ยขุยก็ฟื้นขึ้นมา แต่เขายังไม่สามารถเดินได้จึงยังคงต้องอยู่บนเปลต่อไป ตลอดทางก็พร่ำขอบคุณบรรดาคนที่ช่วยหามเปลไม่มีหยุด
เดินทางมาเดือนกว่าแล้วนอกจากที่ได้พบสองพ่อลูกสกุลเว่ย ก็ไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดเกิดขึ้นเลย ในที่สุดทุกคนก็เห็นกำแพงเมืองต้าเฉิงอยู่ตรงหน้า ระหว่างทางพวกเขาไม่พบเจอหมู่บ้านที่พอจะขอพักอาศัยชั่วคราวได้ จึงได้แต่จำยอมต้องเข้าเมืองไป