สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 184 คนประหลาด

        เจ้าสำนักเหยียนชวี่จัดการเรื่องที่อันเจิงประลองกับอาจารย์ในสำนักอย่างง่ายดายแต่ถึงกระนั้น ไม่ใช่ว่าเขาชอบอันเจิงมากขึ้นแต่เป็นเพราะเหยียนชวี่และฉางฮวันเหมือนกัน นั่นก็คือไม่ชอบจางต้าโถงมากยิ่งกว่าอันเจิงยิ่งไปกว่านั้น อันเจิงรู้สึกว่าต่อให้ไม่เกิดเรื่องในวันนี้ อย่างไรเสียเหยียนชวี่ก็ต้องหาวิธีจำกัดจางต้าโถงออกไปอยู่แล้ว

 

        จากนั้นอันเจิงจึงเริ่มสนใจเรื่องนี้เมื่อสืบไปสืบมาจึงพบว่า คนคนนี้มีความเป็นมาที่ไม่เหมือนใครจางต้าโถงเป็นคนของสำนักต้าติงและเจ้าสำนักซูเป่ยเป็นคนส่งมาที่นี่และนั่นก็หมายความว่าเขาต้องมีความเกี่ยวข้องกับไทเฮาหรือคนของไทเฮาแน่แต่เจ้าสำนักซูเป่ยไม่ได้เก็บเขาไว้ในสำนักต้าติง ความเป็นไปได้ก็มีแค่สองประการ

 

        ประการที่หนึ่งซูเป่ยรู้ว่าจางต้าโถงไม่มีความสามารถอะไร ไม่เหมาะจะเป็นอาจารย์ในสำนักต้าติงประการที่สอง จางต้าโถงเป็นคนมีความสามารถ และเป็นคนที่ซูเป่ยตั้งใจส่งมาสอดแนมโดยเฉพาะ

 

        คนส่วนมากก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกันเพียงแค่ไม่อาจมั่นใจว่าเป็นเพราะสาเหตุใดเท่านั้นเองแต่หลังจากที่ประลองกับอันเจิงแล้วทุกคนจึงได้คำตอบ เพราะเขาแพ้อันเจิงอย่างอนาถ

 

       การประลองในวันนั้นไม่ได้จบลงเพราะปัญหาระหว่างอันเจิงและจางต้าโถงศิษย์ทุกคนในความดูแลของฉางฮวันได้ประลองกันครบแล้ว อีกทั้งฉางฮวันยังทำตามคำที่เคยพูดไว้นั่นก็คือลงโทษและให้รางวัลกับทุกคนที่เข้าประลอง ฉะนั้นอันเจิงและทุกคนที่ชนะก็มีสิทธิ์เข้าหอสมุด

 

        เดิมทีอันเจิงไม่ได้อยากเข้าไปเพราะตำราในสำนักวรยุทธ์ชางไม่มีกระบวนท่าที่น่าสนใจสำหรับเขาแต่หลังจากที่สืบรู้ว่าก่อนหน้านี้ติงเซิ้นซาก็เข้าไปในนั้น อันเจิงจึงนึกอยากเข้าไปทันที

 

        สำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้มีเวลากำหนดในการเข้าใช้งานหอสมุดต่อให้เป็นเวลาดึกดื่นแล้วค่อยเข้าไปก็ไม่มีปัญหานี่เป็นกฎที่เจ้าสำนักคนก่อนตั้งขึ้นมา เขาใช้กฎนี้มาบอกเป็นนัยว่า หากนักเรียนใฝ่เรียนอย่างนั้นก็ไม่มีข้อแม้สำหรับทุกคน

 

        และแน่นอนว่า เขาหมายถึงหอสมุดชั้นที่หนึ่งเท่านั้น

 

        ขณะที่อันเจิงเดินเข้าไปฟ้าก็เริ่มมืดแล้วตู้โซ่วโซ่ว กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปก่อนส่วนอันเจิงอยู่ต่อคนเดียว เพราะเขาอยู่ในห้องของเจ้าสำนักนานมากไม่ว่าเหยียนชวี่จะไม่ชอบจางต้าโถงมากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเรื่องนี้เขาก็ต้องจัดการอยู่ดีเขาสามารถพูดออกไปได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าอันเจิงเป็นคนไล่จางต้าโถงไป

 

        ฉะนั้น เขาอบรมสั่งสอนอันเจิงเป็นเวลาสองชั่วโมงเกี่ยวกับพื้นฐานของมารยาท

 

        จากนั้นอันเจิงจึงสังเกตเห็นว่าตำแหน่งเจ้าสำนักไม่ได้สบายและง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องมาคอยอบรมสั่งสอนนักเรียนเป็นเวลานานๆ อีกอย่าง ยังต้องแน่ใจว่าจะไม่พูดเรื่องซ้ำกันอีกด้วย แค่เรื่องนี้ก็ยากมากแล้ว

 

        หลังจากเหยียนชวี่ออกจากห้อง อันเจิงก็เดินตามออกไป

 

        หอสมุดชั้นหนึ่งยังคงมีคนวนเวียนอยู่เรื่อยๆ ต่างก็หาตำรากระบวนวรยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายหรือชะตาชีวิตได้ แน่นอนว่าใต้หล้านี้มีตำราแบบนี้อยู่จริงแต่ไม่มีทางอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางแน่นอน สิ่งที่หาได้ในนี้มีเพียงตำราขั้นพื้นฐานของการฝึกวรยุทธ์เท่านั้น

 

        ชั้นหนึ่งจะมีคนตรวจสอบสถานะของนักเรียนโดยเฉพาะหลังจากอันเจิงเข้าไป อาจารย์ร่างสูงใหญ่เพียงแค่หันมามองแวบเดียวเท่านั้นจากนั้นก็หันกลับไปดื่มเหล้าต่อ เขานั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูชั้นหนึ่ง ที่ด้านหน้ามีเก้าอี้ตั้งอยู่บนเก้าอี้มีถั่วลิสงหนึ่งจาน เนื้อวัวย่างหนึ่งจาน และเหล้าอีกหนึ่งไห

 

        อันเจิงหยุดที่หน้าประตูแล้วมองดูจากนั้นก็นั่งยอง ๆ หน้าอาจารย์ท่านนั้นพลางถามขึ้นอย่างไม่อาย“ข้ากินด้วยได้หรือไม่?”

 

        อาจารย์ท่านนั้นชะงักไปครู่หนึ่งเขาใช้สายตาที่แปลกประหลาดหันมามองอันเจิง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

 

        เหมือนอันเจิงจะไม่ได้ใส่ใจสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเขาเพราะอันเจิงหยิบถั่วลิสงเข้าปากทันทีที่ได้รับอนุญาต “เวลาคั่วไฟกำลังดีมีบางคนคิดว่าคั่วถั่วลิสงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย แต่ในความเป็นจริงมีไม่กี่คนที่สามารถคั่วถั่วลิสงได้ในตอนที่ไฟกำลังพอเหมาะ จากนั้นก็โรยเกลือนิดหน่อยเพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ”

 

       “อีกทั้งเมื่อนำถั่วลิสงออกจากกระทะแล้วยังต้องรอครู่หนึ่งความร้อนถึงจะหายไปฉะนั้นคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จึงมักจะคั่วให้สุกก่อนค่อยนำออกจากกระทะซึ่งแบบนั้นจะทำให้ถั่วไหม้และแตกได้”

 

        อันเจิงหยิบถั่วลิสงอีกกำเข้าปาก“อาจารย์เป็นคนคั่วเองหรือ?”

 

       สายตาที่อาจารย์ท่านนี้มองอันเจิงดูอ่อนโยนขึ้นไม่น้อยเขาดันถ้วยถั่วลิสงไปด้านหน้าอันเจิง “แน่นอนว่าต้องเป็นข้าเจ้าหนุ่มสายตาไม่เลวเลยนี่ แต่จะว่าไป คนจำนวนมากก็ชอบกินถั่วลิสงอยู่แล้วไม่ว่าจะเอาไปต้ม เอาไปคั่ว กินดิบ ๆ แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”

 

        อันเจิงพูดต่อ “อีกอย่างหากเวลาดื่มเหล้าแล้วขาดถั่วลิสงก็ถือว่าขาดรสชาติไม่น้อย”

 

        อาจารย์ท่านนั้นมองอันเจิงแวบหนึ่ง“พูดมาเถอะ มีเรื่องอะไรจะมาขอข้า? ไม่สิ อย่างเจ้าจะมีเรื่องอะไรมาขอข้าได้ล่ะ”

 

        อันเจิงลุกขึ้น “รอข้าประเดี๋ยวนะ”

 

        เขาหันหลังแล้ววิ่งออกไป ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ถือหมูเข้ามาพวงหนึ่ง“คอหมูย่าง อาจารย์เอาหรือไม่?”

 

        อาจารย์ท่านนั้นถอนหายใจ“เจ้าก็ตั้งใจซื้อมาให้ข้าไม่ใช่รึ?”

 

        อันเจิงหัวเราะ จากนั้นก็วางพวงหมูลง “มีเรื่องอยากขออาจารย์อยู่จริงๆ”

 

        อาจารย์ท่านนั้นพูด “ข้าชื่อซ่งเฉาเซิงไม่รับศิษย์มานานมากแล้ว ฉะนั้นเจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ตอนนี้อาชีพข้าก็คือคนเฝ้าหอสมุดชั้นหนึ่ง ใช้เวลาให้ผ่านไปวัน ๆ เท่านั้น”

 

       อันเจิงสังเกตเห็นว่าด้านหลังของซ่งเฉาเซิงคือห้องนอนขนาดเล็ก มีประตูขนาดเล็กมากซ่อนอยู่ด้านหลังกองตำรานั่นหากไม่ตั้งใจมองก็จะมองไม่เห็น ฉะนั้นเวลามากกว่าครึ่งซ่งเฉาเซิงก็จะอาศัยอยู่ที่นี่เป็นไปได้ว่านานมากแล้วที่เขาไม่ได้จากไปไหนเมื่อก่อนอันเจิงก็ได้ยินมาว่าอาจารย์ในหอสมุดนี้พิเศษมาก นิสัยแปลกประหลาดเมื่อคิดอีกที...การที่ต้องเฝ้าหอสมุดทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังไม่มีใครมาเปลี่ยนเวรอีกหากนิสัยไม่แปลกนั่นสิแปลก

 

        ในหมู่นักเรียนก็เคยพูดถึงอาจารย์ที่อยู่ในนี้เหมือนกันบอกว่าความจริงอาจารย์ทำผิด ฉะนั้นจึงถูกลงโทษให้เฝ้าที่นี่และไม่อาจออกไปไหนได้อีกต้องรอจนกว่าจะมีอาจารย์คนอื่นที่ทำผิดเรื่องใหญ่กว่า ถึงจะเข้ามาเปลี่ยนได้

 

        ถึงแม้ห้องนอนด้านหลังกองตำราจะเล็กมากแต่ก็มีครบทุกอย่าง ข้างประตูมีตัวอักษรที่ใช้มีดแกะสลักอยู่สองด้านด้านหนึ่งเขียนว่าเหล้าช่วยให้ตาสว่าง อีกด้านเขียนว่ากลับคืนสู่อิสระ

 

        อันเจิงคิดในใจ อาจารย์ที่นี่ต้องมีประวัติความเป็นมาที่พิเศษแน่ๆ

 

        “จะมาขออะไรข้า?”

 

        ซ่งเฉาเซิงหยิบพวงหมูขึ้นมากัดหนึ่งคำจากนั้นแววตาก็เป็นประกาย “นี่เป็นคอหมูย่างในร้านของชายไว้หนวดที่ห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางสองซอยสินะ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ใช่”

 

        ซ่งเฉาเซิงพูด “หลายปีมาแล้วที่ข้าไม่ได้กินมันเมื่อลองนับดู เป็นเวลาสองพันกว่าวันที่ข้าไม่ได้ออกจากที่นี่”

 

        เขามองไปยังอันเจิง “มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”

 

        อันเจิงรวบรวมความคิดทั้งหมดจากนั้นก็พูดขึ้น “อาจารย์เคยเห็นคนที่ชื่อติงเซิ้นซาหรือไม่เขามาที่นี่เมื่อไม่นานมานี้”

 

        “ถึงแม้ข้าจะไม่ได้ออกไปไหนแต่ก็รู้ว่าเจ้าคือใคร และรู้เรื่องระหว่างเจ้าและติงเซิ้นซาด้วยเจ้าวิ่งมาที่นี่เพราะถามเรื่องนี้ หรือมีอะไรที่สงสัย?”

 

        “ข้าไม่แน่ใจ แต่ในตอนที่ข้าต่อสู้กับติงเซิ้นซาสังเกตเห็นว่าวิชาที่เขาใช้พิเศษมาก เป็นวิชาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อข้าสืบดูก่อนติงเซิ้นซาจะประลองกับข้าเขาได้มาที่นี่...เขาอาจจะหาตำราที่สุดยอดเจอก็ได้เพียงแค่มันแปลก...”

 

        ซ่งเฉาเซิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เขาขึ้นไปชั้นสองมันจึงไม่ใช่เรื่องของข้า แต่ถึงกระนั้น ชั้นสองก็ไม่มีตำราที่สุดยอดอะไรนั่นหรอกสำนักวรยุทธ์ชางมีตำราเล่มเดียวที่เป็นสุดยอดวิชาอยู่บนชั้นสามพลังที่สามารถทำให้เจ้ารู้สึกว่าพิเศษ ไหนลองบอกมาสิว่าเป็นอย่างไร”

 

        อันเจิงลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบกลับ “มนต์ดำ”

 

        เพียงแค่สองคำนี้สีหน้าของซ่งเฉาเซิงก็เปลี่ยนไปทันที “มนต์ดำ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า “เมื่อคิดดูแล้วก็เห็นจะมีแค่คำนี้ที่ใช้เปรียบเปรยกับมันได้ มันเป็นพลังด้านมืด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าที่ใช้หรือพลังที่มีต่างก็ดูเหมือนมนต์ดำมาก”

 

        สีหน้าซ่งเฉาเซิงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขาถามอันเจิง “วิชามนต์ดำอย่างไร?”

 

        อันเจิงเล่าเรื่องที่ตัวเองต่อสู้กับติงเซิ้นซาทั้งหมดจากนั้นในแววตาของซ่งเฉาเซิงก็เปล่งประกายแบบที่อันเจิงไม่มีวันเข้าใจ...ความกลัวอาจารย์ที่ไม่ได้ออกจากที่นี่นานหลายปี ทำไมเมื่อได้ยินอันเจิงเล่าเรื่องนี้แล้วถึงมีแววตาที่ซ่อนความกลัวอยู่ในนั้นล่ะ?

 

        “เจ้าขึ้นไปกับข้า”

 

        ซ่งเฉาเซิงลุกขึ้น “ต้องทำความสะอาดแล้วพรุ่งนี้พวกเจ้าค่อยมาใหม่”

 

        นักเรียนที่กำลังหาตำราไกลออกไปมองหน้ากันเลิ่กลั่กจากนั้นก็เก็บตำราเข้าที่ทั้งหมดแล้วจากไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากบ้านที่ฐานะยากจนปกติก็ไม่ได้คลุกคลีกับตำราวรยุทธ์มากมายเช่นนี้ ต่อให้จะเป็นตำราวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ก็ตามการฝึกพลังวัตรเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยมากสำหรับพวกเขา

 

        ซ่งเฉาเซิงรอคนออกไปจนหมดจากนั้นก็ปิดประตูอย่างมิดชิดแล้วรีบเดินขึ้นชั้นสอง

 

        ที่ชั้นสองมีเก้าอี้และโต๊ะวางอยู่ด้านข้างของบันไดในมุมห้องบนเก้าอี้มีอาจารย์หญิงท่านหนึ่งนั่งตัวตรงอยู่ ดูแล้วเป็นหญิงสาวโฉมงามอายุประมาณสามสิบถึงสี่สิบปีนางดูเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและพูดน้อย ราวกับไม่อาจมีเรื่องอะไรมากระทบต่อจิตใจได้

 

        “เกิดเรื่องแล้ว” ซ่งเฉาเซิงวิ่งเข้ามาคำแรกที่พูดก็คือคำนี้

 

        อาจารย์หญิงท่านนั้นชะงักไป“เจ้าขึ้นมา...เพราะเรื่องนั้น?”

 

        นางหันไปมองอันเจิงแวบหนึ่งซ่งเฉาเซิงพูด “เขาเป็นคนส่งข่าวมา เจ้าถามเขาได้เลย อันเจิง เจ้าพูดเรื่องที่บอกข้าให้นางฟังอีกรอบ”

 

       อันเจิงไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งเฉาเซิงถึงต้องตื่นตระหนกขนาดนั้นแต่เขาก็รู้สึกว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องมนต์ดำที่ติงเซิ้นซาใช้แน่นอนหรือว่า...ที่ติงเซิ้นซาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เพราะอาจได้อะไรจากในนี้ก็ได้

 

        อาจารย์หญิงนั่งตัวตรงมากกว่าเดิมเล็กน้อยขณะที่พยักหน้าเบาๆ ใบหน้าของนางช่างงดงามยิ่งนัก

 

       อันเจิงทำได้เพียงเล่าเรื่องการต่อสู้ระหว่างตัวเองและติงเซิ้นซาอีกรอบ แน่นอนว่าไม่ได้เล่าหมดทุกเรื่องเช่นเรื่องหอกยาวสีดำนั่น ก่อนผู้เฒ่าฮั่วจะเจออะไรเขาไม่มีทางนำหอกยาวนี้ออกมาให้ใครดูแน่

 

        เดิมทีอันเจิงคิดว่า หลังจากที่อาจารย์หญิงฟังเรื่องนี้แล้วคงจะมีปฏิกิริยาใดออกมาบ้างแต่นางเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นก็พูดกับอันเจิง “ดึกมากแล้วเจ้ากลับไปเถอะ เรื่องนี้เจ้าอย่าเพิ่งบอกกับคนอื่น ห้ามพูดกับใครแม้แต่คนเดียว”

 

        อันเจิงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “แค่นี้?”

 

        อาจารย์หญิงพยักหน้า “แค่นี้เจ้ากลับไปเถอะ”

 

        อันเจิงไม่รู้จะอยู่ต่ออย่างไรจึงทำได้เพียงเดินจากไป ขณะที่เขาเดินออกไปก็เงยหน้ามองไปยังด้านบน ได้ยินเสียงคนถกเถียงกันแว่วมาเบาๆ บนหน้าต่างเห็นเงาของซ่งเฉาเซิงที่ดูราวกับตื่นตระหนกไม่น้อย

 

       ซ่งเฉาเซิงและอาจารย์หญิงท่านนั้นต้องรู้อะไรแน่นอน

 

        ขณะนี้อันเจิงยิ่งรู้สึกว่าสำนักวรยุทธ์ชางไม่ธรรมดาจริงๆ และยิ่งสงสัยมากขึ้นว่า ที่ซ่งเฉาเซิงไม่ออกจากที่นี่มาหลายปีเพราะเขาทำความผิดไว้จริงหรือไม่หรือที่เขาไม่ได้ออกจากที่นี่สองพันกว่าวัน และเฝ้าตำราวรยุทธ์เหล่านั้นอยู่ที่ชั้นล่างเพราะมีเรื่องที่สำคัญมากกว่านั้น

 

        อันเจิงเดินพลางหันหน้ากลับมามองเรื่อย ๆจนกระทั่งเดินออกไปไกลจนมองไม่เห็นเงาของซ่งเฉาเซิงบนหน้าต่างอีก

 

       แต่ในขณะที่อันเจิงกำลังจะออกจากสำนักวรยุทธ์ชางนั้น ซ่งเฉาเซิงก็วิ่งตามมาด้านหลังแล้วดึงมือของอันเจิง“พาข้าไปดูสถานที่ที่เจ้าต่อสู้กับเจ้าเด็กนั่น”

 

        อันเจิงชะงักไป ยังไม่ทันได้ตั้งตัวใต้บั้นท้ายของเขาก็มีอะไรบางอย่างปรากฏขึ้น อีกทั้งยังใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นอันเจิงก็รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นฟ้าแล้ว เมื่อมองให้ชัดจึงเห็นว่าตัวเองนั่งอยู่บนลูกน้ำเต้า

 

        “ไปทางไหน? ไกลหรือไม่?” ซ่งเฉาเซิงถามขึ้น

 

        หลังจากอันเจิงตอบกลับ ลูกน้ำเต้านั้นก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่น่ากลัว

 

        ขณะเดียวกันรองเจ้าสำนักฉางฮวันก็วิ่งไปที่หน้าห้องของเจ้าสำนักเหยียนชวี่ จากนั้นก็เคาะประตูอย่างร้อนรน“อาจารย์...เกิดเรื่องแล้ว”

 

        เหยียนชวี่ที่หลับไปแล้วลุกขึ้นมานั่ง“เรื่องอะไร?”

 

        “ซ่งเฉาเซิงออกจากหอสมุดแล้ว”

 

        สีหน้าของเหยียนชวี่เปลี่ยนไปทันที“เจ้ารีบไปก่อน แล้วข้าจะรีบตามไป”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน