ฤดูใบไม้ผลิ เดือนสาม สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพต้นหลิวเขียวขจี ดอกไม้บานสะพรั่ง นกขมิ้นร้องเพลง นกนางแอ่นเริงระบำบรรยากาศเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
อิ้นถังเลือกเวลาที่เหมาะสมแจ้งเื่ย้ายจวนให้เหล่าชายาสนมรับทราบและให้พวกนางเตรียมตัวให้พร้อม แม้ว่ายังไม่ได้รับราชโองการอย่างเป็ทางการแต่การย้ายจวนเป็งานที่ไม่อาจรอให้ได้รับราชโองการแล้วจึงค่อยเตรียมตัวได้
หลังจากที่ทุกคนในตำหนักในได้รับแจ้งจากอิ้นถัง แต่ละตำหนักและแต่ละห้องก็เริ่มเก็บข้าวของเว้นแต่ขันทีที่คอยรับใช้องค์ชายอย่างใกล้ชิด ขันทีคนอื่นไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวังดังนั้นขันทีที่คอยรับใช้ในแต่ละเรือนจึงต้องหาที่อยู่ใหม่
ขันทีที่ได้รับความโปรดปรานและการยอมรับต่อหน้าเ้านายของตนย่อมมีสถานะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติไม่จำเป็ต้องกลับมาเบียดเสียดกับกลุ่มขันทีที่มีตำแหน่งต่ำกว่าขันทีบางคนที่เก่งในการเอาตัวรอดก็จะเริ่มออกตระเวนเยี่ยมเยือนผู้คนเพื่อหวังตำแหน่งที่ดีผู้ที่ไม่ชำนาญการประจบประแจงหรือเอาใจเ้านาย ผลลัพธ์ก็ออกมาไม่ค่อยดีนัก
หว่านซีไม่ได้ให้ความสนใจในเื่ของเรือนอื่นๆแต่เสี่ยวเหลียงจื่อที่อยู่กับนางนั้นได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือและรอบคอบที่สำคัญที่สุดคือเขาจงรักภักดีกับนางอย่างเต็มเปี่ยมนางไม่อยากปล่อยคนที่มีความสามารถเช่นนี้ไป แต่นางเป็เพียงอนุคนหนึ่งไม่ใช่เ้านายของตำหนักใน จึงไม่อาจดึงตัวเขาเอาไว้เป็ขันทีส่วนตัวได้ทำได้เพียงช่วยให้เสี่ยวเหลียงจื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสมเท่านั้น
เมื่อเสี่ยวเหลียงจื่อรู้ว่าเขาไม่สามารถรับใช้หว่านซีได้อีกต่อไปเขาก็ดูเศร้าหมองเช่นกัน เ้านายที่ดีนั้นหาได้ยากนัก เป็ขันทีในวังนี้อยู่ยากกว่าหญิงงามอย่างยิ่ง และความภักดีเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีได้ อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ว่าเื่นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก เมื่อรู้ว่าหว่านซี้าหาทางออกให้กับเขาเสี่ยวเหลียงจื่อก็รู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างมาก หลังจากคิดเื่นี้อยู่พักหนึ่งเสี่ยวเหลียงจื่อก็แจ้งว่าเขา้าทำงานในตำหนักอี้คุน
หว่านซีเข้าใจทางเลือกของเสี่ยวเหลียงจื่อ ผู้ที่ออกมาจากตำหนักในของตำหนักขององค์ชายเก้านั้นไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากเ้านายได้หากไปรับใช้ในตำหนักอื่นแต่หากเป็ตำหนักอี้คุนอย่างน้อยพวกเขาก็ยังพอจะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวังขององค์ชายอยู่บ้างด้วยเหตุนี้หว่านซีจึงให้เกาหมัวมัวเตรียมของขวัญให้หลินชูจิ่วและสวี่เอ้อซีจากตำหนักอี้คุนหลังจากนั้นเสี่ยวเหลียงจื่อก็กลายเป็ผู้ติดตามของสวี่เอ้อซีคอยทำงานอยู่เคียงข้างเขาต่อไป
เนื่องจากหว่านซีรู้เื่การย้ายก่อนต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆดังนั้นสิ่งของของนางจึงได้รับการบรรจุและลงรายการเอาไว้แล้ว
เดิมทีหว่านซียังคิดว่าตนเองนำสินเดิมมาเพียงสองหีบเท่านั้นทั้งเรียบง่ายทั้งสะดวก แต่ใครจะรู้ว่าพอเก็บของเสร็จแล้วมองดูข้าวของที่บรรทุกมาในกล่องใหญ่ๆ ทีละกล่องนางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาอิ้นถังได้ส่งข้าวของมาไว้ที่เรือนของนางมากมายเพียงใดข้าวของเหล่านี้รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าสินเดิมของนาง หรือบางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
เห็นดังนี้แล้วหว่านซีรู้สึกว่าการได้รับการโปรดปรานจากองค์ชายเท่านั้นที่เป็สิ่งเที่ยงแท้ความอ่อนน้อม สุภาพอ่อนโยนและซื่อสัตย์กลับเป็เสมือนการกินยาผิด[1]เท่านั้น
แต่แล้วความภาคภูมิใจเล็กน้อยของหว่านซีก็พลันดับสนิทเมื่อนางได้เห็นหีบสมบัติที่เปล่งประกายความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างมหาศาลของต่งเอ้อซื่อ ช่างสมกับเป็ตระกูลใหญ่เพียงยื่นมือออกมาก็ไม่มีผู้ใดเทียบได้แล้ว ดูจากสินเดิมของลูกสาวก็เพียงพอจะคาดเดาถึงฐานะของตระกูล ดูเอาเถิดเสียงของนางกำนัลที่ขานนับแทบจะแหบแห้งแล้วแต่สินเดิมของต่งเอ้อซื่อยังเก็บไม่เสร็จเรียบร้อยด้วยซ้ำเพียงเท่านี้ก็พอจะดูออกแล้วว่าสกุลต่งเอ้อนั้นเห็นต่งเอ้อซื่อเป็แก้วตาดวงใจมากเพียงไร
น่าเสียดายที่ทรัพย์สินจำนวนมากไม่ได้ช่วยให้ผู้เป็เ้าของมันได้รับความโปรดปราน และตราบเท่าที่ยังมีความโปรดปรานของอิ้นถังอยู่ไม่ช้าก็เร็วหีบสมบัติของหว่านซีย่อมเพิ่มพูนมากขึ้นทัดเทียมกับของต่งเอ้อซื่อได้เช่นกันถึงเวลานั้นนางคิดว่าสีหน้าของต่งเอ้อซื่อคงเปี่ยมสีสันน่าดูชมกว่านี้เป็แน่
อีกด้านหนึ่งหลังจากอ่านใบรายการของที่อิ่นหมัวมัวนำมาให้แล้วความคิดของต่งเอ้อซื่อพลันสับสนระคนขุ่นเคืองนางโกรธเสียจนอยากจะแล่นไปถามอิ้นถังต่อหน้าว่าเหตุใดเขาจึงลำเอียงได้ถึงเพียงนี้
ความจริงแล้วสิ่งที่นางอยากถามที่สุดมิใช่เื่ของสินเดิมหรือทรัพย์สินใดๆนางไม่สนใจเื่เหล่านี้เลยสักนิดนางเพียงโกรธที่อิ้นถังคอยรักใคร่ปกป้องหว่านซีเพียงเท่านั้น ใครเลยจะไม่รู้ว่าอนุสามารถนำสิ่งของเข้ามาในวังหลวงได้กี่ชิ้นแต่ตอนนี้ หีบข้าวของหีบแล้วหีบเล่ากลับงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาไม่กี่เดือนนางจึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่าหว่านซีกำลังโอ้อวดความโปรดปรานกับนางอยู่
แต่ไม่ว่าต่งเอ้อซื่อจะเสียใจมากเพียงใดนางก็ไม่อาจห้ามความลำเอียงของอิ้นถังได้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะทำในสิ่งที่ตนเองพึงใจอยู่ดีและไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะว่านางไม่มีความสุขอย่างแน่นอน
เมื่อล่วงมาถึงกลางเดือนสามในที่สุดก็มีพระราชโองการให้ย้ายออกนอกวังได้
ไม่ว่าจะเป็เพราะคำสั่งของฮ่องเต้คังซีหรือเพราะสถานะของบรรดาองค์ชาย แต่กรมวังก็ไม่กล้าละเลยเื่นี้และรีบส่งขันทีชำนาญงานไปควบคุมดูแลการย้ายในทันที ในระยะเวลาเพียงไม่นานการย้ายออกนอกวังก็เริ่มจากองค์ชายแปด องค์ชายเก้า องค์ชายสิบไปจนถึงองค์ชายสิบสอง ทุกคนต่างวุ่นวายกันไปหมดการย้ายข้าวของก็เริ่มดำเนินการไปทีละส่วน
พระชายาขององค์ชายแต่ละคนจำต้องอยู่คอยควบคุมการย้ายส่วนสตรีคนอื่นสามารถย้ายออกไปได้เลยหรืออาจรอจนการย้ายเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยออกจากวังไปพร้อมกับพระชายาก็ได้ ในฐานะหนามยอกอกของตำหนักในทั้งหมดหว่านซีไม่อาจอยู่และแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าความเป็พี่น้องกับต่งเอ้อซื่อได้ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะย้ายไปยังจวนใหม่ล่วงหน้า
ขณะกำลังนั่งรถม้าเพื่อออกจากวังหว่านซีไม่ได้รู้สึกสิ่งใดเป็พิเศษแต่เมื่อได้ยินเสียงดังเต็มไปด้วยชีวิตชีวานอกกำแพงวังยาวเหยียดนั่น นางก็ตระหนักได้ทันทีว่าตนอยากออกจากวังหลวงมากเพียงใด
ในวังมีกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรระวังมากเกินไป นางไม่อาจปล่อยตัวปล่อยใจตามสบายได้ มีเพียงอย่างเดียวที่ถือว่าเก็บเกี่ยวมาได้เป็อย่างดีคือการที่อิ้นถังให้ความโปรดปรานนางอย่างมากมายเหลือเกิน
หลังจากการเกิดใหม่หว่านซีคิดแต่เื่ที่จะแก้แค้นต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆแต่นางไม่เคยคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับอิ้นถัง แม้ว่าเขาจะมีอิทธิพลต่อนางแต่นางก็ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรจากในอดีต ทว่านางลืมไปแล้วว่าการที่ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งย่อมหมายความว่าสิ่งต่างๆ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
จวนของอิ้นถังตั้งอยู่ที่ทางเข้าทิศตะวันออกของตรอกสิงโตเหล็กทิศตะวันตกติดกับจวนขององค์ชายฉางหนิงที่ดำรงตำแหน่งกงชินอ๋อง และทิศเหนือติดกับจวนของอิ้นซื่อจากตำแหน่งที่ตั้งจวนสามารถบอกได้ว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญและโปรดปรานอิ้นถังมากพอสมควร
หว่านซีลงจากรถม้าและเปลี่ยนเป็เกี้ยวเข้าไปในเรือนของตนเองนางยกม่านขึ้นมองไปที่กำแพงสูงตระหง่าน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกายเผยให้เห็นร่องรอยของความคาดหวังในภายภาคหน้า
หลังผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปสาวใช้ก็ประคองนางลงจากเกี้ยวเพื่อเข้าไปในเรือนขนาดเล็กที่อิ้นถังเลือกให้นางโดยเฉพาะ
ทางเข้าเรือนสะอาดสะอ้าน และเมื่อเดินเข้าไปก็จะเห็นทางเดินที่ปูด้วยอิฐสีฟ้าด้านหน้าเรือนนอกจากต้นไม้ใหญ่แปลกตาสองต้นแล้วยังมีต้นไม้ดอกไม้ขนาดเล็กที่นางไม่รู้จักอีกสองสามต้นหลังเรือน หว่านซีจำได้ว่าอิ้นถังบอกนางว่าจะปลูกต้นทับทิมสองต้นไว้ให้
ทับทิมหมายถึงบุตรหลานมากมายบ่งบอกความคาดหวังที่เขามีต่อนางได้เป็อย่างดี
หว่านซีสั่งทิงจู๋ให้ตกรางวัลแก่บ่าวที่นำทางเมื่อนางก้าวเข้าไปด้านในก็เห็นเกาหมัวมัวและคนอื่นๆที่มาก่อนพร้อมหีบข้าวของกำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บของให้เรียบร้อย
ตอนอยู่ในวังตำหนักในขององค์ชายนั้นมีขนาดเล็ก นางจึงไม่รู้สึกว่ามีข้ารับใช้น้อยเกินไปยามนี้เมื่อได้มาอยู่ข้างนอก เปลี่ยนเป็จวนที่กว้างขวางจึงค่อยพบว่าคนข้างกายนั้นมีไม่พอใช้จริงๆ
เมื่อเห็นใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อของเกาหมัวมัว ทิงอวี่และทิงฉินหว่านซีรู้สึกว่าการให้ทิงหลานและทิงเสวี่ยเข้าจวนเป็เื่ที่เหมาะสมแล้ว เื่คนรับใช้ในเรือนนางไม่้าออกหน้าจัดการเอง และไม่ได้คิดจะให้คนอื่นเข้ามาแทรกแซงตรงกันข้ามนางจะให้อิ้นถังเป็ผู้ออกหน้าตัดสินใจให้
"นายหญิงในนี้ผู้คนและสิ่งของมากมายเหลือเกินประเดี๋ยวหากกระทบถูกท่านาเ็จะไม่ดีเอานะเ้าคะ” เกาหมัวมัวมองไปที่หว่านซีที่หน้าท้องยื่นออกมาเล็กน้อยพลางรีบเดินไปหานางเมื่อเห็นผู้คนเดินเข้าออกในตำหนัก เกาหมัวมัวก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาฉับพลัน“ห้องของนายหญิงจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วแล้ว หากท่าน้าพักผ่อนก็เข้าไปพักด้านในเถอะเ้าค่ะ”
ถึงแม้ว่าหว่านซียังอยากเห็นเรือนใหม่ของตนมากอีกหน่อยแต่นางก็รู้ดีว่าในสภาพยุ่งเหยิงแบบนี้ ย่อมมีโอกาสให้คนเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายมิสู้ระแวดระวังไว้ก่อน ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจภายหลัง
เมื่อเห็นหว่านซีเข้าไปในห้องด้านในเกาหมัวมัวก็สั่งการทิงจู๋อยู่สองสามคำ จากนั้นจึงพาคนอื่นๆไปจัดข้าวของอีกครั้ง
ในมื้อกลางวันหว่านซีไม่เห็นอิ้นถังจึงเอ่ยปากถามสองสามคำ เมื่อได้ยินว่าอิ้นถังยังไม่ได้เข้าจวนก็เลิกถาม ไม่ว่าอย่างไรนางก็รับผิดชอบเพียงส่วนในเรือนของตนเพียงเท่านั้นส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้พระชายากังวลไปเถอะ!
หลังอาหารกลางวันหว่านซีได้ยินว่าอาหารในเรือนของนางไม่ได้มาจากห้องครัวใหญ่ แต่มาจากครัวเล็กข้างห้องหนังสือของอิ้นถัง อีกทั้งงานเบ็ดเตล็ดในเรือนของนางทั้งหลายอย่างเช่นการทำความสะอาดก็ไม่ได้จัดการโดยเรือนหลังแต่เป็บ่าวไพร่ที่มีหน้าที่ทำความสะอาดห้องหนังสือของอิ้นถังมาทำให้ทั้งหมดโดยการควบคุมของหลินชูจิ่ว
เหตุผลทั้งหลายกลับถูกปัดตกไปเพียงประโยคเดียวแสดงถึงความดื้อรั้นไม่แยแสขององค์ชายได้อย่างชัดเจน
หลังอาหารกลางวันหว่านซีเดินไปรอบๆ ห้องสองสามครั้งก่อนจะปีนขึ้นไปบนเตียงและงีบหลับยามบ่ายไม่ต้องมีคนเตือน ทิงจู๋ยืนเฝ้าประตู เกาหมัวมัวยังวุ่นวายจัดข้าวของแต่การเคลื่อนไหวของนางเบาลงมาก อาจเป็เพราะนางกลัวรบกวนการพักผ่อนของหว่านซี
เมื่อหว่านซีตื่นจากการนอนหลับกลางวันทิงจู๋ก็ปรนนิบัตินางล้างหน้า อิ่นหมัวมัวก็พานางกำนัลผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูงติดตามมาด้วย
หมัวมัวผู้นี้มีแซ่ว่าหลิวและกล่าวว่าตนเองเป็หมัวมัวผู้จัดการดูแลบ่าวไพร่ทั้งหมดในจวนครั้งนี้นางมาเพื่อคารวะหว่านซี และเพื่ออธิบายกฎระเบียบของจวนให้หว่านซีทราบ
หว่านซีขมวดคิ้วเล็กน้อยชีวิตก่อน ตำหนักขององค์ชายเก้าแบ่งออกเป็เรือนด้านในและเรือนด้านนอกเรือนนอกมีห้องหนังสือของอิ้นถังที่สำคัญที่สุด ในขณะที่เรือนด้านในต่งเอ้อซื่อพระชายาเป็ผู้ปกครอง อาจกล่าวได้ว่าภายในเรือนนอกจากเ้าของจวนอย่างอิ้นถังแล้ว พระชายาคือผู้ที่ใหญ่ที่สุดนี่ก็เป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นางสามารถบีบบังคับให้หว่านซีตายอยู่ใต้จมูก[2]ของอิ้นถังในชาติที่แล้วได้อย่างง่ายดายแต่ยามนี้ดูเหมือนว่าจะมีอะไรแตกต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง
ฟังที่หลิวหมัวมัวพูดแล้วเรือนนอกยังคงให้ความสำคัญกับห้องหนังสือของอิ้นถังที่สุดเหมือนเดิม ในเรือนหลังนอกจากพระชายาต่งเอ้อซื่อแล้ว ยังมีหมัวมัวอีกสี่คนเป็ผู้ดูแลร่วมกันด้วยพวกนางทั้งสี่จะทำงานภายใต้คำสั่งของหวังอันที่เป็ตัวแทนของอิ้นถังโดยตรงดูเหมือนว่าทันทีที่พวกเขาย้ายออกมาอยู่ในจวนตำแหน่งผู้ดูแลเรือนหลังก็ถูกพรากไปจากต่งเอ้อซื่อเสียแล้ว!
หากเป็เช่นนี้จริงๆ หว่านซีก็แทบอยากจะจับใบหน้าของอิ้นถังมาจุมพิตสักหลายครั้งเพื่อแสดงความซาบซึ้งที่เขามีน้ำใจให้นางถึงเพียงนี้
หลิวหมัวมัวคือผู้ดูแลบ่าวรับใช้ทั้งหมดมีหน้าที่หลักรับผิดชอบดูแลภายในจวน ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับบ่าวไพร่ไม่ว่าจะเป็สาวใช้หรือบ่าวรับใช้ คัดเลือกเข้ามาใหม่หรือไล่ออกจากจวน ทุกอย่างล้วนอยู่ในความดูแลของหลิวหมัวมัวทั้งสิ้น
แต่แน่นอนว่าเื่ของสาวใช้คนสนิทของบรรดาเ้านายอย่างต่งเอ้อซื่อจะหาคู่ครองหรือครองตัวเป็โสดล้วนขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเ้านายทั้งหลาย หลิวหมัวมัวทำได้เพียงตักเตือนแต่ไม่อาจก้าวก่ายการตัดสินใจของผู้เป็นายได้
หว่านซีไม่สนใจเื่ของเรือนนอกแต่เื่ของเรือนในนั้น นางยิ่งฟังก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น
ไม่ว่าต่งเอ้อซื่อจะได้ปกครองเรือนหลังหรือไม่แต่หากฟังจากที่หลิวหมัวมัวเอ่ย เมื่อมีหมัวมัวผู้ดูแลทั้งสี่ อำนาจในมือของต่งเอ้อซื่อย่อมถูกแบ่งออกไปที่เหลืออยู่กับตัวนางจริงๆ ก็มีเพียงเกียรติยศอันว่างเปล่าเท่านั้น
นอกจากการคารวะและอธิบายกฎของเรือนหลังสั้นๆแล้ว หลิวหมัวมัวมาที่นี่เพื่อถามหว่านซีว่ามีคนเพียงพอหรือไม่ หาก้าสาวใช้เพิ่มเติมจะ้าสาวใช้รุ่นใหญ่กับสาวใช้น้อยกี่คน และนางยังถามถึงสิ่งที่หว่านซี้าจากสาวใช้เหล่านี้ด้วย ไม่ว่าหว่านซีจะ้าอะไร หลิวหมัวมัวก็รับรองว่านางจะจัดการให้อย่างรวดเร็ว
หว่านซีคิดถึงเื่ทิงหลานและทิงเสวี่ยที่ได้แจ้งให้อิ้นถังทราบแล้วจึงเรียกเกาหมัวมัวเพื่อสอบถามอีกครั้งหนึ่ง แล้วตัดสินใจจะรับสาวใช้รุ่นใหญ่สองคนสาวใช้รุ่นเล็กหนึ่งคน และบ่าวรับใช้อีกสองคนมาทำงานในเรือน
หลิวหมัวมัวจดบันทึกคำพูดของหว่านซีนางได้รับคำสั่งจากอิ้นถังถึงเื่สาวใช้รุ่นใหญ่ของหว่านซีมาแล้วดังนั้นสิ่งที่นางต้องทำคือการเลือกสาวใช้รุ่นเล็กและบ่าวรับใช้อีกสองคนให้ดีไม่รับใครที่ไม่ควรรับเข้ามา
แม้คนของจวนองค์ชายเก้าอาจจะไม่รู้เื่อื่นใดมากนักทว่ากับความโปรดปรานขององค์ชายเก้า พวกเขากลับกระจ่างอย่างแท้จริง
หลังจากพบหลิวหมัวมัวแล้วเดิมทีหว่านซี้าหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาแต่หลังจากมองไปรอบข้างแล้วก็พบว่าเรือนของนางยังจัดข้าวของไม่เรียบร้อยยามนี้นางคิดถึงอิ้นถังมากที่สุด เสียดายที่ยังมีเื่ให้นางต้องจัดการอีกมากสตรีในเรือนหลังอาจจะสามารถเข้าอยู่ในเรือนได้ก่อน แต่สำหรับการเข้าจวนขององค์ชายอย่างอิ้นถังนั้นจะต้องทำตามพิธีการมากมาย
หว่านซีจำได้ว่าชาติที่แล้วคนที่เข้าตำหนักก่อนหน้าต่งเอ้อซื่อจะถูกคนของนางเรียกตัวไปต้อนรับที่ตำหนักใหญ่ตอนนั้นถึงแม้ว่าหว่านซีจะมีเบาะรองที่เกาหมัวมัวแอบเตรียมเอาไว้ให้แต่นางก็ยังคงต้องคุกเข่าก้มหัวอยู่นานจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว ทว่าในชีวิตนี้หว่านซีเริ่มคาดหวังกับการเข้ามาในเรือนหลังของต่งเอ้อซื่อเสียแล้ว
องค์ชายเก้าลงมือเพียงครั้งเดียวก็ตัดอำนาจของต่งเอ้อซื่อออกไปทันทีดูเหมือนว่าบทสนทนาของสองสาวใช้ในวันนั้นคงติดอยู่ในใจเขาเป็แน่
แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เป็ความจริงทั้งหมดและนางเพียงทำให้เขาได้ยินจากคนอื่นเท่านั้น
ในชีวิตที่แล้วหว่านซีคุกเข่าต้อนรับต่งเอ้อซื่อเข้ามาในตำหนักแต่เนื่องจากความหยิ่งยโสของต่งเอ้อซื่อนางจึงต้องคุกเข่าอยู่เช่นนั้นนานกว่าครึ่งชั่วยาม ความรู้สึกเ็ปนั้นคนที่ไม่เคยประสบมาก่อนย่อมไม่อาจเข้าใจได้ เพราะั้แ่การคัดเลือกสาวงามจนเข้าไปในวังองค์ชายนางก็แทบจะไม่ได้คุกเข่าอีกเลย ท้ายที่สุดแล้ว เหล่าเ้านายในวังก็ไม่ใช่คนที่หญิงงามตัวเล็กๆอย่างนางจะพบเจอได้โดยง่าย
"นายหญิง ทิงหลานกับคนอื่นๆมาแล้วเ้าค่ะ" ทิงจู๋รายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
หว่านซีไม่ได้รังเกียจทิงอวี่และทิงฉินที่ได้รับมาใหม่ทว่าการที่ได้พบเจอกับพี่สาวน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกันช่างเป็เื่ที่ดียิ่งนัก
“ให้พวกนางเข้ามา!”
[1] หมายถึงคนที่ทำตัวผิดไปจากปกติหรือแปลกไปจากปกติในที่นี้หมายถึงความอ่อนโยนและซื่อสัตย์ไม่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเท่ากับการได้รับความโปรดปรานจากผู้มีอำนาจ
[2] หมายความว่าการกระทำการอะไรบางอย่างที่ใกล้ตัวมากแต่ผู้ถูกกระทำกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด