เมื่อเธอกลับถึงบ้านและวางเครื่องในหมูลงบนพื้น ย่าโจวก็เปิดใบไม้ที่ห่อไว้ พอเห็นเครื่องในหมูจำนวนมากก็อุทานว่า "เซี่ยเซี่ย นี่มันเครื่องในหมูชุดใหญ่เลยนะ!"
โจวเซี่ยหยิบกะละมังมาใบหนึ่ง "ยังมีหัวใจหมูที่ไม่ได้เอามาด้วยค่ะ แต่แค่นี้ก็พอให้พวกเรากินได้หลายวันแล้วค่ะ หลัก ๆ คือไส้หมูนี่ต้องทำความสะอาดให้ดีก่อน"
โจวเซี่ยยกกะละมังมา ตั้งใจจะไปล้างไส้หมูที่สวนหลังบ้าน โดยจะเอาสิ่งสกปรกที่ล้างออกมาฝังลงในคันนาเพื่อทำเป็นปุ๋ย
แต่ย่าโจวรีบแย่งไปทันที "รีบส่งมาให้ย่าเถอะ ของพวกนี้เหม็นคาวจะตาย เดี๋ยวย่าจัดการเอง หลานรีบเข้าไปพักผ่อนในบ้านเถอะ"
โจวเซี่ยจึงต้องยอมส่งให้ย่าโจว ความจริงแล้วเธอไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เลย เมื่อก่อนเธอชอบศึกษาเรื่องอาหารและเคยทำไส้หมูอยู่เหมือนกัน แต่ที่เธอซื้อมาคือแบบที่ล้างสะอาดแล้ว
ไส้หมูที่มีสิ่งสกปรกติดอยู่แบบนี้เธอไม่เคยจัดการจริง ๆ ทว่าย่าโจวเพิ่งจะยกกะละมังขึ้น โจวเหล่าต้าก็เดินออกมาจากห้องเล็ก "แม่ครับ วางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวผมจัดการเองดีกว่า!"
ย่าโจวเองก็ไม่ได้จัดการเรื่องพวกนี้มานานแล้ว ที่เธออยากทำเพราะสงสารหลานสาว เมื่อก่อนตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ เขาก็ชอบกินเครื่องในหมู แต่ทุกครั้งสามีจะเป็นคนจัดการ พอสามีจากไป เธอก็ไม่ได้ซื้อของพวกนี้อีกเลย
สาเหตุหลักคือย่าโจวรังเกียจความสกปรกและไม่ชอบจัดการเรื่องพวกนี้
ครอบครัวเดิมของย่าโจวเคยทำธุรกิจมาก่อน ต่อมาในช่วงสงคราม เธอพลัดพรากจากครอบครัว และได้พบกับปู่โจวระหว่างทางที่ลี้ภัย ทั้งสองจึงร่วมเดินทางไปด้วยกัน
หลังเดินทางอยู่เกือบครึ่งเดือน ปู่โจวช่วยเธอตามหาญาติแต่ก็ไม่พบ สุดท้ายไม่มีทางเลือก จึงต้องตามปู่โจวมาที่หมู่บ้านตระกูลโจว
แม่ของปู่โจวเห็นว่าย่าโจวน่าสงสาร อีกทั้งลูกชายเป็นคนพามา จึงให้ลูกชายแต่งงานกับย่าโจว และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนชั่วชีวิต ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่ได้ตามหาครอบครัวอีกเลย ไม่รู้ว่าพ่อแม่และน้องชายไปอยู่ที่ไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว
หนึ่งชั่วโมงต่อมา โจวเหล่าต้าล้างไส้ใหญ่และไส้เล็กจนสะอาด เมื่อนำกลับมา โจวเซี่ยก็นำมาขยี้ล้างด้วยแป้งและน้ำด่างอีกหลายรอบ จากนั้นจึงพลิกด้านในออกมา
เธอเด็ดต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ด้านนอกไส้ออกเพราะส่วนนี้กินไม่ได้ จากนั้นก็ขยี้ล้างอีกหลายรอบ แล้วพลิกกลับมาใส่ในหม้อใบใหญ่ ต้องต้มให้เสร็จคืนนี้ มิฉะนั้นพรุ่งนี้เช้าจะส่งกลิ่นเหม็น
เธอเริ่มจากต้มตับและปอดหมูก่อน เมื่อทั้งสองอย่างสุกได้ที่ก็นำขึ้นมา แล้วใส่กลับลงไปในหม้ออีกครั้ง ใส่เครื่องเทศ ต้นหอม พริกไทย แล้วเริ่มเคี่ยว
พอหม้อเริ่มเดือด กลิ่นก็โชยแรงมาก เธอรีบเปิดประตูและหน้าต่างให้หมด กลิ่นนั้นลอยไปตามลมตะวันตกเฉียงใต้จนถึงหน้าต่างห้องของบ้านรองและบ้านสาม
เพราะเป็นฤดูร้อน อากาศร้อนจัด ทุกบ้านจึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ กลิ่นจึงลอยเข้าไปในห้องโดยตรง ซึ่งทั้งสองครอบครัวยังไม่นอน!
พอได้กลิ่นนี้ อู๋เสี่ยวเหมยก็เริ่มด่าทันที "บ้านไหนกันเนี่ย! ดึกดื่นป่านนี้ยังต้มของเหม็น ๆ อีก เหม็นจะตายอยู่แล้ว"
พูดจบเธอก็เดินออกมาจากห้อง และประจวบเหมาะกับที่ซ่งกุ้ยฮวาเดินออกมาดูพอดี อู๋เสี่ยวเหมยเลยถ่มน้ำลายใส่ซ่งกุ้ยฮวาหนึ่งที แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไป
โจวเฉียงอยากจะด่าเธอกลับสักสองสามคำ แต่คิดว่าถ้าแม่กับพี่ชายได้ยินคงต้องกังวล จึงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินออกมาจากห้องมาทางฝั่งพี่ชาย
ที่แท้กลิ่นก็ลอยมาจากห้องนี้เอง เขาเดินเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงที่ขอบเตียงเตา "เซี่ยเซี่ย หลานทำอะไรอีกเนี่ย?"
โจวเซี่ยยิ้มแล้วตอบว่า "เครื่องในหมูค่ะ พรุ่งนี้คุณอามากินด้วยกันนะคะ มาดื่มกับพ่อของฉันสักสองสามแก้ว"
"หลานไปเอามาจากไหน?" โจวเฉียงถามขึ้นลอย ๆ
หญิงสาวไม่อยากปิดบังเขา เพราะในความทรงจำของเธอ อาสามคนนี้มีความผูกพันกับพ่อของเธอเหมือนกัน บอกเขาไปก็ไม่เสียหาย "ฉันเจอหมูป่าตัวหนึ่ง ขายไปแล้วบางส่วน และเหลือบางส่วนไว้กินเอง"
แววตาของโจวเฉียงฉายแววประหลาดใจและยินดี "ยัยหนู หลานนี่มีบุญจริง ๆ "
เขาจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง ทันใดนั้นท่าทางก็ดูหดหู่ลง เมื่อก่อนทุกคนกินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้า เขาชอบความครึกครื้นและอารมณ์ดีมาก แต่ตอนนี้...
"พรุ่งนี้วันจันทร์ ต้องไปทำงานแล้ว"
"ไม่เป็นไรค่ะ ตอนเย็นค่อยมากิน ฉันจะเก็บไว้ให้ ให้คุณอาได้ดื่มกับพ่อให้เต็มที่เลย"
โจวเฉียงมองดูใบหน้ายิ้มแย้มของหลานสาว แม้ในใจจะยังไม่ยินยอม แต่ก็รู้สึกปล่อยวาง เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้แยกบ้าน หลานสาวมักจะไม่มีความสุข เวลาอู๋เสี่ยวเหมยพูดอะไร หลานสาวก็ต้องทนฟัง
หลังจากแยกบ้าน เห็นได้ชัดว่าหลานสาวมีความสุขขึ้นมาก ใบหน้ามีรอยยิ้ม แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ให้อู๋เสี่ยวเหมยสร้างความหงุดหงิดให้เขาคนเดียวก็พอ จะได้ไม่ต้องไปทำร้ายคนอื่น "ตกลง งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นอาจะมา"
"ค่ะ! ให้เสี่ยวเถี่ยมาด้วยนะคะ ให้เขาได้ลองชิมฝีมือของฉันด้วย"
โจวเฉียงรับคำ หลังจากสูบบุหรี่หมดมวนแล้วจึงกลับไป ย่าโจวมองดูลูกชายคนที่สามที่มีท่าทางอมทุกข์แล้วถอนหายใจ "อาสามของหลานนิสัยเหมือนพ่อของหลานไม่มีผิด ใจดีและให้ความสำคัญกับความรู้สึกคนอื่น
แต่ดันได้เมียแบบนั้น เป็นเพราะตอนนั้นเขาหลงแค่รูปร่างหน้าตาของอู๋เสี่ยวเหมย เห็นว่าดูเป็นเด็กดี ไม่นึกเลยว่าต่อมาจะกลายเป็นแบบนี้"
โจวเหล่าต้าไม่ได้พูดอะไร โจวเซี่ยจึงปลอบว่า "เธอแค่อยากแยกบ้านไม่ใช่เหรอคะ ตอนนี้แยกบ้านแล้ว ก็หวังว่าเธอจะใช้ชีวิตกับอาสามให้ดี ๆ "
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย ต่อมาอู๋เสี่ยวเหมยเข้าไปในเมืองเพื่อขายของแล้วไปคบหากับชายแก่ม่ายที่ขายซาลาเปา ประกอบกับโจวเจวียนไปเป็นเมียน้อยของสวีกัง โจวเฉียงจึงโกรธจัดจนทิ้งครอบครัวมุ่งหน้าลงใต้
ไม่รู้ว่าหลังจากที่เธอมาอยู่ที่นี่ โชคชะตาของโจวเฉียงจะเป็นอย่างไร จะเป็นเพราะการมาของเธอที่ทำให้เส้นทางชีวิตของตัวละครในนิยายเปลี่ยนไปหรือไม่
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ วันรุ่งขึ้น ย่าโจวอยากใช้น้ำซุปต้มเครื่องในมาทำซุปแป้งก้อน แต่โจวเซี่ยไม่เห็นด้วยและเททิ้งทันที เพราะเธอทนกลิ่นนั้นไม่ไหวจริง ๆ
ย่าโจวเสียดายอยู่พักใหญ่ แต่ในเมื่อเททิ้งไปแล้ว เธอก็ไม่อาจหักใจดุด่าหลานสาวได้
โจวเซี่ยหั่นปอดหมูเล็กน้อย แล้วไปเด็ดพริกชี้ฟ้าในสวนมาผัดด้วยกัน พร้อมกับตักข้าวฟ่างแห้งออกมา จากนั้นทุกคนก็นั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน
ฝีมือของโจวเซี่ยไม่ต้องพูดถึง รสชาติอาหารดีมาก ข้าวฟ่างหนึ่งชาม คนห้าคนกินกับอาหารหมดเกลี้ยง แถมยังรู้สึกว่าไม่อิ่ม ถ้ามีมากกว่านี้ก็คงถูกกินจนหมดแน่นอน
หลังกินข้าวเสร็จ โจวเหล่าต้าจะออกไปเยี่ยมผู้เฒ่าฉิน โจวเซี่ยจึงตามไปด้วยจนมาถึงคอกวัว ที่บอกว่าเป็นคอกวัว จริง ๆ แล้วเป็นบ้านเก่า แต่ลมโกรกทุกทิศทาง และข้าง ๆ ยังเลี้ยงสัตว์อย่างหมู ม้า และวัวเอาไว้
เมื่อเข้าไปในห้อง ก็มีเตียงเตาสำหรับสามคนวางอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นที่พักของคนเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้คอยเติมหญ้าให้สัตว์ตอนกลางคืนและเฝ้าม้าไม่ให้ถูกขโมย ตอนนี้งานเหล่านี้กลายเป็นหน้าที่ของคนที่ถูกส่งตัวมาทำงานหนัก ที่พักแห่งนี้จึงกลายเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเขา
โจวเซี่ยเห็นว่าห้องนี้เล็กเกินไป เป็นบ้านดินเรียงกัน มีเพียงห้องทิศตะวันตกที่คนอยู่ได้ รอบนอกเป็นคอกสัตว์ ทางทิศใต้สุดมีบ้านหลังเล็ก ๆ แบบนี้ ในห้องมีเตียงเตาเล็ก ๆ เบียดกันสามคนก็พออยู่ได้
แต่ตอนนี้ผู้เฒ่าฉินป่วยจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงต้องการพื้นที่มากขึ้น ทว่า ห้องนี้ไม่สามารถรองรับได้เลย โจวเซี่ยจึงหันไปมองโจวเหล่าต้า
"พ่อคะ ลองคุยกับหัวหน้ากองผลิตดูได้ไหมคะ ให้ช่วยสร้างบ้านเพิ่มอีกหลัง เล็ก ๆ ก็ได้ ให้ลุงฉินอยู่คนเดียว เพราะเขาป่วย อาจจะรบกวนการพักผ่อนของคนอื่น และตัวเขาเองก็ไม่สะดวกด้วย"
โจวเหล่าต้ามองดูแล้วก็เห็นว่าอยู่ไม่ได้จริง ๆ ผู้เฒ่าฉินช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องการคนดูแล การอยู่รวมกับคนอื่นแบบนี้ไม่สะดวกเลย
"ตกลง พ่อจะลองไปคุยกับหัวหน้ากองผลิตดูว่าจะจัดการยังไงได้บ้าง" แม้จะพูดแบบนั้น แต่สีหน้าของโจวเหล่าต้ากลับดูลำบากใจ หากเบื้องบนรู้ว่าเขาดูแลคนที่ถูกส่งตัวมาทำงานหนัก เขาอาจจะโดนหางเลขไปด้วย
โจวเซี่ยเดินตามพ่อออกมา "พ่อคะ พวกเขาแค่ถูกส่งมาทำงาน เดี๋ยววันหนึ่งก็ได้กลับกันหมดแล้ว ตอนนี้สหายเก่าหลายคนก็ได้กลับไปรับตำแหน่งเดิมแล้วนี่คะ"