ตอนที่สี่
ฝันเคียงข้างดาว
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดส่องลอดแนวผ้าม่านผืนบางสีอ่อนเข้ามาปะทะเข้ากับร่างบางที่นอนหลับใหลอยู่บนที่นอนเปลือกตาสีอ่อนขยับเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ เปิดออกต้อนรับรุ่งอรุณวันใหม่ละอองฝันพลิกตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกลั้นใจดีดตัวขึ้นนั่งทั้งที่ยังตื่นไม่เต็มตานักมือเล็กสองข้างยกขึ้นลูบหน้าตัวเองเบา ๆ อย่างคน้าฝืนความง่วง กะพริบตาถี่ ๆอยู่ร่วมนาทีก็เริ่มรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น
ขาเรียววาดลงจากเตียงแตะที่พื้นเธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ กิจวัตรประจำวันของละอองฝันราบเรียบไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ได้มีตารางเข้มงวดเป๊ะ ๆ ในแต่ละวัน เพราะเธอมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอหลาย ๆ ครั้งที่พยายามจะวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้เป็ระเบียบ แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อตัวเธอเองมีลักษณะนิสัยที่ชอบปรับเปลี่ยน และอะลุ่มอล่วยไปตามสถานการณ์ที่เผชิญมากกว่าการยึดติดกับแบบแผน
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จละอองฝันเลือกหยิบเสื้อแขนกุดพอดีตัวสีครีม กับกางเกงผ้าลินินสีเบจขาสั้นออกมาใส่ดวงตากลมโตทอดมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่อีกครั้ง พลางครุ่นคิดว่าวันนี้ควรจะทำผมทรงไหนออกไปข้างนอก
วันนี้เป็วันจันทร์สุดแสนธรรมดาปกติแล้วหากไม่มีออเดอร์จากลูกค้าประจำ หรือลูกค้าคนอื่น ๆที่สั่งจากช่องทางออนไลน์เข้ามา ก็จะเป็วันพักผ่อนของเธอ ละอองฝันเริ่มขายขนมมาได้เกือบสิบปีแล้วแรก ๆ ก็ลำบากไม่น้อยกับการเริ่มต้นทำทุกอย่างจากศูนย์ แต่ยังนับว่าเป็โชคดีของเธออยู่บ้างที่มีแม่คอยช่วยเหลือ และให้คำแนะนำอยู่เสมอ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็ลูกค้าประจำ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ได้จากคำบอกเล่าปากต่อปากของลูกค้าเดิมทำให้เมื่อเริ่มเป็ที่รู้จักและมีฐานลูกค้าประมาณหนึ่งแล้ว ละอองฝันก็มีเงินเก็บสำหรับเปิดหน้าร้านเป็ของตัวเองมากขึ้นตามไปด้วย
เ้าของร้านขนมโฮมเมดเล็กๆ เดินลงมาที่ห้องครัวชั้นล่างเธอเปิดตู้เย็นแล้วหยิบแป้งสำหรับอบคุกกี้ที่เตรียมไว้ั้แ่เมื่อคืนออกมา เหลือแค่ใช้พิมพ์กดเป็รูปร่างเอาเข้าอบไม่นาน แล้วตกแต่งให้สวยงาม ก็พร้อมรับประทานแล้ววันนี้ละอองฝันตั้งใจจะอบคุกกี้ไปฝากใครคนหนึ่ง
คนที่วนกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบหลายปี…แทนคำขอบคุณที่เมื่อวานช่วยเธอเก็บร้าน
บ้านหลังนี้เป็บ้านไม้สองชั้นหลังเล็กๆ ที่ละอองฝันอยู่คนเดียว แม่ของเธอปลีกตัวไปอยู่บ้านอีกหลังที่เป็ของแต่งงานจากพ่อซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนักปั่นจักรยาน หรือเดินไม่กี่นาทีก็ถึงกัน ส่วนบ้านหลังนี้เป็ของที่แม่ซื้อให้หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นเพราะอยากให้กำลังใจเธอในการใช้ชีวิตต่อไป
วันที่ต้องลาออกจากโรงเรียนย้ายจากกรุงเทพมาอยู่ในจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ โดยที่ยังไม่ได้เอ่ยปากลาใครแม้แต่เพื่อนสนิทของตัวเองเป็วันเดียวกับที่ละอองฝันรู้สึกหลงทางที่สุดในชีวิต ถ้าหากว่าเธอไม่มีแม่ ก็คงไม่สามารถข้ามผ่านเื่ราวเ่าั้มาได้จริงๆ
หลังจากเตรียมแป้งคุกกี้จนพร้อมเข้าเตาอบแล้วเธอเหลือบตามองนาฬิกาดิจิทัลที่วางอยู่บนตู้เย็นเพื่อจับเวลาคร่าว ๆ ตอนนี้เป็เวลาแปดโมงนิดๆ กว่าจะอบคุกกี้ และเตรียมบรรจุใส่ภาชนะจนเสร็จ ก็คงใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงพอดี
ระหว่างรอให้ขนมอบเสร็จละอองฝันก็ยืนนิ่งคิดอะไรอยู่สักพักบางทีเธออาจทำอาหารคาวที่พอเป็มื้อหลักเพิ่มอีกสักหนึ่งอย่างได้ เผื่อว่าเพื่อนของเธอจะได้หยิบขึ้นมากินในตอนพักเที่ยงเวลาเที่ยงตรงพอดีเมื่อตกลงกับตัวเองเสร็จสรรพร่างสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเิเก็เคลื่อนตัวไปสำรวจวัตถุดิบในตู้เย็นอีกครั้ง ของสดใกล้หมดแล้วแต่ที่มีอยู่ตอนนี้ก็พอทำเมนูง่าย ๆ สำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคนได้
ไม่รู้จะนับว่านี่เป็วันที่เธอตื่นเช้ากว่าปกติได้ไหมเพราะถ้าหากว่าไม่ต้องออกไปไหนในวันที่ไม่มีลูกค้าเช่นนี้แล้ว ละอองฝันก็มักจะตื่นนอนในเวลาราวๆ เที่ยงวัน อ่านหนังสือนิยายสักเล่มที่เธอชอบอยู่บนเตียงแล้วค่อยเริ่มใช้ชีวิตหลังบ่ายสามโมงเป็ต้นไป เป็ชีวิตที่ใครหลาย ๆ คนโหยหาแต่กับฝันแล้ว เธอรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตแสนธรรมดานี้ของตัวเอง
จากเด็กสาวที่เคยทำกิจกรรมเยอะแยะและมีความสุขกับการใช้ชีวิต แต่เพราะอาการป่วยทำให้ร่างกายของเธอมีข้อจำกัดมากมายตามมาชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไป เธอปล่อยให้ตัวเองใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แบบนี้อย่างไร้ความฝันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนาตัวเองอยู่ทุกวัน เพราะยามที่ปรารถนาจะลุกขึ้นมาไล่ตามความฝันที่เคยมีของตัวเองเมื่อไรมันกลับถูกหักล้างด้วยอาการเจ็บป่วยทางร่างกายตลอดเวลา
ละอองฝันนำขนมออกจากเตาอบเมื่อครบเวลา เธอปล่อยให้คุกกี้เย็นตัวลงแล้วจัดแจงนำอาหารใส่ภาชนะบรรจุที่มิดชิด เอื้อมมือขึ้นไปเปิดตู้เก็บของที่อยู่เหนือเตาแก๊สแล้วหยิบกระเป๋าเก็บอุณภูมิออกมาค่อย ๆ จัดเรียงกล่องอาหารลงไป โดยไม่ลืมเว้นพื้นที่ให้โหลคุกกี้รสโปรดของใครบางคน
เมื่อจัดการกับภารกิจในครัวเรียบร้อยแล้วมือเล็ก ๆ จับยกเสื้อของตัวเองขึ้นมาดมลืมไปเสียสนิทว่าบางครั้งกลิ่นอาหารอาจติดเสื้อผ้า เพราะปกติเธอไม่ค่อยออกไปข้างนอกในวันพักผ่อนของตัวเองเมื่อพบว่าไม่มีกลิ่นผิดปกติใด ๆ ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ละอองฝันลอบมองนาฬิกาดิจิทัลอีกครั้งพบว่าเป็เวลาเกือบสิบโมงแล้ว เธอกะเวลาพลาดไปเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมั่นใจว่าตัวเองจะไปถึงจุดหมายได้ทันเวลา
ร่างเล็กๆ ที่ในมือถือกระเป๋าบรรจุของคาวและหวานเอาไว้มาถึงที่โรงพยาบาลในเกือบหนึ่งชั่วโมงให้หลังเธอตั้งใจว่าจะนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้หน้าห้องตรวจจนกว่าจะถึงเวลาพักของคนที่ตั้งใจมาพบแม้ว่าจะใกล้เวลาเที่ยงตรงแล้ว แต่คลินิกเฉพาะทางแห่งนี้ก็ยังมีผู้ป่วยมากหน้าหลายตานั่งรอคิวเข้าพบแพทย์อยู่ทั่วบริเวณ
ขาเรียวก้าวตรงไปหน้าห้องตรวจหมายเลขสองตั้งใจว่าจะจับจองเก้าอี้บริเวณใกล้ ๆ นั้นสักตัวเพื่อนั่งรอเพื่อนแต่ก็พบกับสิ่งผิดปกติเพราะป้ายชื่อหน้าห้องไม่ใช่ชื่อที่เธอคุ้นเคยไม่เห็นชื่อของแพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาสอยู่บนนั้น คนตัวเล็กจึงอาศัยจังหวะที่คุณพยาบาลชุดขาวไม่มีคนไข้เดินเข้าไปหวังว่าจะถามหาคนที่ตัวเองตั้งใจมาพบ
“สวัสดีค่ะขอโทษนะคะ วันนี้หมอปลายดาวไม่อยู่เหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเกรงใจ
“อ๋อหมอดาวเหรอ วันนี้เหมือนจะลาป่วยนะ” ได้ยินอย่างนั้นสีหน้าของละอองฝันก็แสดงออกถึงความผิดหวังอย่างเก็บไม่มิด ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะมาเจอกลับไม่ได้เจออย่างนั้นเหรอ
“แล้วคนไข้มีธุระอะไรกับหมอดาวรึเปล่าคะ”พยาบาลประจำคลินิกเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
คนถูกถามชะงักไปครู่หนึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมาเธอมาที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้คนหนึ่งตลอดแต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป ละอองฝันชั่งใจและนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะตอบอะไรออกไปมันจะดีไหมถ้าเธอพูดแบบนั้น
“อ๋อคือ…ที่จริงแล้วเป็เพื่อนคุณหมอปลายดาวค่ะ จะเอาของมาให้ แต่ถ้าวันนี้ไม่อยู่ก็ไม่เป็ไรค่ะ”คู่สนทนาที่มีศักดิ์เป็พยาบาลพยักหน้ารับเบา ๆ
เธอยืนนิ่งด้วยความประหม่าอยู่อีกครู่หนึ่งเม้มปากเข้าหากันแน่นเพราะยังไม่มั่นใจว่าการพูดออกไปแบบนั้นจะมีผลกระทบอะไรตามมาหรือไม่ละอองฝันไม่ได้โกหก เราสองคนเป็เพื่อนกัน แต่ที่เธอไม่มั่นใจก็คงเป็เพราะเราหวนกลับมาพบกันในบทบาททางสังคมที่เปลี่ยนไป
“เมื่อกี้หมอดาวโทรมาพอดีหมอดาวบอกว่าให้เอาเข้าไปให้ที่บ้านพักได้เลย”เสียงของพยาบาลชุดขาวคนหนึ่งที่เพิ่งเดินมาร่วมวงสนทนาเอ่ยขึ้น
คิ้วสีน้ำตาลได้รูปเลิกขึ้นด้วยความสงสัยเพราะอะไรคนที่ไม่ได้อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้จึงโทรมาได้ทันเวลาถึงขนาดนี้ ราวกับว่ามีตาพิเศษอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากที่พี่ๆ พยาบาลบอกรายละเอียดที่อยู่บ้านพักแพทย์ของคุณหมอปลายดาวให้ละอองฝันเรียบร้อยแล้วคนที่ยังสับสนอยู่ก็เดินไปตามทางเดินหลังโรงพยาบาลพร้อมกับความคิดมากมายที่อยู่ในหัวผู้คนที่เคยเดินขวักไขว่จนลายตาก็เริ่มบางเบาลงเมื่อเธอเดินเข้ามาถึงบริเวณรั้วที่พักบุคลากรทางการแพทย์
ใบหน้าสวยหวานหันกลับไปมองตามทางที่เคยเดินมาอีกครั้งตรงที่เธอยืนอยู่ไม่ไกลจากตึกของโรงพยาบาลมากนัก เพราะยังสามารถมองเห็นสิ่งปลูกสร้างสูงหลายชั้นลางๆ ได้อยู่ตรงปลายหางตา ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อไปยังจุดหมายปลายทางจริงๆ ของตัวเอง
ละอองดาวไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใดเธอจึงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านพักแพทย์สภาพเกือบเก่าหลังนี้ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย หัวใจดวงน้อย ๆ ของเธอเต้นถี่รัวจนแทบทะลุออกมาข้างนอกเพราะความรู้สึกประหม่าระคนตื่นเต้นทั้ง ๆ ที่เธอควรจะกลับบ้านและมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ แต่เธอกลับไม่ทำอย่างนั้น สัญชาตญาณบางอย่างที่เธอพยายามกดให้ลึกสุดใจมันประท้วงว่าอย่างน้อยก็ควรมาดูอาการอดีตเพื่อนสนิทของตัวเองเสียหน่อย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขอโทษนะคะมีใครอยู่ไหม” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นขณะที่มือเคาะลงบนประตูไม้สามครั้ง ส่งสัญญาณให้คนในบ้านรับรู้
ละอองฝันยืนรอเสียงตอบรับอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็มีเพียงความเงียบส่งกลับมา เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ บริเวณอีกครั้งเลขที่บ้านก็ถูก ลักษณะของบ้านพักก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากคำบอกเล่าของเหล่าพยาบาล แล้วเหตุใดจึงไม่มีใครตอบอะไรกลับมา
“ดาวปลายดาว อยู่ข้างในรึเปล่า” คนตัวเล็กยังชะเง้อคอมองแล้วเอ่ยปากเรียกอีกครั้งแต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากเดิม
ร่างสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเิเยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่กับตัวเองอีกครั้งเธอควรจะกลับบ้านจริง ๆ เสียที หรือเปิดประตูเข้าไปข้างในโดยไม่ต้องรอการตอบรับ ความคิดสองฝั่งตีกันเองจนเกิดความสับสนใจหนึ่งก็เป็ห่วงเพราะจำได้ว่าปลายดาวลาป่วย หากเป็หนักจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็คงลำบากน่าดู แต่อีกใจหนึ่งก็ประท้วงขึ้นมาว่า อีกฝ่ายเป็ถึงคุณหมอต้องรู้จักวิธีดูแลตัวเองดีกว่าเธออยู่แล้ว
“ขออนุญาตนะคะ”สุดท้ายความเป็ห่วงก็ชนะทุกอย่าง มือที่สั่นเทาเล็กน้อยเลื่อนขึ้นไปจับที่ลูกบิดประตูเมื่อลองหมุนดูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก เธอจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต
ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศเป็สิ่งแรกที่ลอยมาปะทะใบหน้าของผู้มาเยือนบ้านพักแพทย์หลังนี้เป็บ้านเดี่ยวหนึ่งชั้น สภาพไม่ใหม่มากแต่ก็ไม่ได้เก่าคร่ำครึอย่างที่เคยเห็นเหล่าคุณหมอออกมาเล่าในโซเชียล ดวงตากลมเพ่งมองเข้าไปข้างในอย่างคนใช้สมาธิเพราะมันมืดสนิทไม่มีแสงจากหน้าต่างเล็ดลอดเข้าไปแม้แต่น้อย ตามความชอบของเ้าของห้อง
มือเล็กลองไล่คลำหาสวิตช์ไฟที่ผนังข้างประตูดูก่อนไม่น่าเชื่อว่ามันจะติดอยู่บริเวณนี้จริง ๆ หลังจากแสงสว่างจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานฉายขึ้นดวงตาคู่สวยของละอองฝันก็สามารถมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆภายในบ้านพักแห่งนี้ได้ดีขึ้น
สิ่งแรกที่เธอเห็นคือโต๊ะทำงานขนาดใหญ่กว่าปกติถึงแม้ว่าขนาดของมันจะกว้างกว่าโต๊ะทำงานธรรมดา แต่พื้นที่ใช้สอยบนนั้นกลับไม่ได้ดูเพิ่มขึ้นมากนักทั้งกองกระดาษ หนังสือวิจัย โพสอิต ปากกา กระจัดกระจายทุกตารางนิ้ว นอกจากนี้ยังมีโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้พับหน้าจอวางทับอยู่บนกองกระดาษพวกนั้นอีกที่พนักพิงเก้าอี้มีเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดพาดอยู่
ไล่สายตาถัดไปอีกหน่อยเป็ชั้นหนังสือขนาดกะทัดรัดบนชั้นมีแต่หนังสือตำราทางการแพทย์ที่ละอองฝันเองก็ระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไรเพียงแต่เธอเห็นภาพหน้าปกของมันเป็พวกเส้นเอ็น เส้นเื และร่างกายมนุษย์ ข้าง ๆกับชั้นหนังสือเป็ต้นไม้ขนาดเล็กที่ใบของมันเริ่มแห้งเหี่ยวแล้วเพราะขาดน้ำคาดว่าพื้นที่ตรงนี้คงเคยเป็ห้องนั่งเล่นที่ถูกแปลงมาเป็ห้องทำงานของเ้าของบ้านพัก
ถึงจะเป็บ้านพักเดี่ยวแต่ก็เป็บ้านชั้นเดียว จึงไม่มีโซนห้องครัวแบบชัดเจน มีเพียงตู้เย็นหนึ่งหลังตั้งโดดๆ ไม่ไกลสายตามาก ละอองฝันตัดสินใจเดินไปที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงาน แล้ววางของที่ตัวเองนำมาฝากอีกคนไว้บนนั้นแทนเพราะเกรงว่าการวางบนโต๊ะจะทำให้เอกสารบนนั้นเสียหายได้
ค่อยๆ ขยับฝีเท้าไปด้านใน มีประตูสองบาน คาดว่าบานที่ปิดอยู่เป็ห้องน้ำ ส่วนที่เปิดทิ้งไว้คือห้องนอนละอองฝันเพิ่งสังเกตว่าผ้าม่านตรงหน้าต่างทุกบานดูใหม่เอี่ยมอาจเพราะปลายดาวเป็คนเปลี่ยนทั้งหมด ไม่แปลกนักที่แสงแดดจากภายนอกจะเล็ดลอดเข้ามาไม่ได้เพราะเหล่านี้คือผ้าม่านกันแสงคุณภาพดีทีเดียว
ร่างเล็กค่อยๆ ก้าวขาอย่างระมัดระวัง เธอหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนที่เปิดกว้างราวกับรอต้อนรับขโมยเข้ามาไอความเย็นที่เย็บเยียบกว่าข้างนอกััเข้าที่แขน ทำเอาต้องยกมือขึ้นลูบเบา ๆเพราะไม่ทันตั้งตัว แสงอ่อน ๆ จากหลอดไฟข้างนอกสาดกระทบกับวัตถุภายในห้องนอนทำให้พอมองเห็นข้าวของได้บ้าง
ตรงกลางห้องมีเตียงนอนขนาดหกฟุตตั้งตระหง่านอยู่ละอองฝันสังเกตเห็นร่างของเ้าของห้องยังคงหลับสนิทอยู่บนนั้น เธอพยายามขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้ๆ อย่างเงียบเชียบที่สุด เพราะไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของคนป่วย
ฟูกนอนยวบลงเล็กน้อยเพราะมีอีกหนึ่งร่างทิ้งตัวนั่งลงปลายดาวยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น ฝ่ามือเล็กของผู้มาเยือนยกขึ้นแล้วใช้หลังมือวางทาบเบาๆ ลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิ ต่อให้ละอองฝันจะไม่ใช่หมอหรือพยาบาลเธอก็รับรู้ได้ว่าอีกคนมีไข้สูงมาก พอลองแตะดูตามลำคอ และแขน ก็ยิ่งมั่นใจขึ้นว่าปลายดาวนอนซมเพราะพิษไข้
“ดาวตื่นมากินข้าวกินยาหน่อยนะ” เสียงหวานเอ่ยเรียกคนป่วยพลางเขย่าเบา ๆ ที่ไหล่
“ดาวอยู่บนบ้านลูกไข้สูงจนลุกไม่ไหว”หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอกกับเด็กสาวอายุสิบห้าปีที่เป็เพื่อนสนิทของลูกสาวตัวเอง
ละอองฝันในวัยสิบห้าปีพยักหน้ารับก่อนวิ่งพรวดขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านด้วยความคุ้นเคยเธอเปิดประตูห้องนอนของปลายดาวออก แล้วเดินจังก้าเข้าไปข้างในหวังจะดุคนป่วยเสียให้เข็ดเหตุก็เพราะอีกฝ่ายเอาแต่หักโหมอ่านหนังสือ ไม่ยอมพักผ่อน และไม่ยอมกินข้าว จนป่วยไข้ขึ้นต้องนอนซมแบบนี้
“แม่ฟ้องฝันหมดแล้วทำไมดาวไม่กินข้าว รู้ไหมว่าหักโหมแบบนี้มันไม่ดี ฝันบอกหลายรอบแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะอ่านหนังสือกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ดาวต้องกินข้าวอะ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยเนี่ยฝันไปเที่ยวต่างจังหวัดแค่ไม่กี่วันเอ…” คนที่เป็ห่วงเพื่อนบ่นอุบทันทีโดยไม่รอให้เ้าของห้องได้มีโอกาสแก้ตัว
แต่คำพูดมากมายก็ถูกกลืนลงคอของละอองฝันเมื่อร่างของคนป่วยพลิกตัวหันกลับมาทางประตู ปลายหางตาเรียวรีลู่ลงเหมือนคนรู้สึกผิดพอเห็นสีหน้าและท่าทางแบบนั้นของปลายดาวแล้วเธอก็ไม่กล้าบ่นอะไรเพิ่มเสียอย่างนั้น ท่าทางเหมือนลูกหมาถูกดุ ใครจะใจร้ายบ่นต่อได้ลงคอ
“ฝันอย่าดุ รู้ตัวแล้วว่าผิด”
“เฮ้อ”
น้ำเสียงอ่อยๆ กับดวงตาตี่ ๆ ของคนมีเชื้อสายจีนที่พยายามจะเบิกกว้างอย่างออดอ้อนหนีความผิดทำเอาละอองฝันใจอ่อน เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ เตียง แล้วทิ้งตัวนั่งลงข้างคนป่วยยกมือขึ้นอังตรงหน้าผากของเพื่อนแล้วเลื่อนขึ้นไปลูบเบา ๆที่กลุ่มผมสีดำสนิทอย่างแ่เบา
“กินข้าวกินยารึยัง”คนตัวเล็กกว่าเอ่ยถาม
“กินแล้วแม่บังคับให้กิน”
“ดีแล้วดาวนอนพักนะ จะได้หายไว ๆ เดี๋ยวฝันอยู่เป็เพื่อน”
“อือลูบหัวดาวก่อนได้ไหม จนกว่าดาวจะหลับ” ละอองฝันไม่ได้เอ่ยอะไรเธอทำเพียงหยักหน้ารับเบา ๆ เป็การตกลง ก่อนจะขยับมือที่วางอยู่บนศีรษะของอีกคนลูบไล้ไปมาอย่างอ่อนโยน
“อือ…ฝันเหรอ” คนถูกเรียกชื่อสะดุ้งเล็กน้อย รีบชักมือกลับเมื่อได้สติ
พอนึกถึงเื่ราวเมื่อสมัยมัธยมต้นปีสุดท้ายแล้วก็เผลอทำอะไรตามใจตัวเองอีกครั้งละอองฝันเผลอทำแบบที่เธอเคยทำเมื่อครั้งนั้น
ปลายดาวเป็คนร่างกายแข็งแรงและไม่ค่อยป่วยแต่หากได้ป่วยแล้วก็จะเป็หนักและหายยาก รวมถึงมีนิสัยไม่ชอบกินยา หลาย ๆครั้งจึงจำเป็ต้องมีคนคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้กินข้าวกินยาไม่อย่างนั้นเ้าตัวคงได้นอนไข้ขึ้นอย่างนี้เป็สัปดาห์
เื่ราวที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของละอองฝันครั้งนั้นสาเหตุของมันไม่ใช่แค่เพราะปลายดาวหักโหมอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ของโรงเรียนดังแต่มันเป็เพราะความเครียดที่จัดการด้วยตัวเองไม่ได้อีกต่างหาก
่เปลี่ยนผ่านระหว่างมัธยมต้นกับมัธยมปลายของเพื่อนรักสองคนเต็มไปด้วยความยากลำบากและความเคร่งเครียด ปลายดาวเป็หัวกะทิ เธอเรียนเก่ง ใคร ๆ ก็พูดว่าปลายดาวสามารถสอบติดโรงเรียนดังๆ ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาอ่านหนังสือแล้วด้วยซ้ำ เธอทำได้ดีในวิชาสายวิทยาศาสตร์
ต่างจากละอองฝันที่เริ่มค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเองเธอค้นพบว่าตัวเองชอบวิชาที่เกี่ยวกับภาษามากกว่า และสนใจทางนี้ ยิ่งเวลาได้อ่านวรรณกรรมก็ยิ่งทำให้รู้ว่าตัวเองชอบทางนี้จริง ๆดังนั้นมันจึงเป็เื่ยากมากสำหรับเด็กอายุสิบห้าที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองครั้งแรก
และเพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่ามีความชอบแตกต่างกันจึงเกิดเป็ความเครียด และความวิตกกังวลอยู่ในใจ ละอองฝันคิดไม่ตกว่าจะไปลองสอบสายภาษาที่โรงเรียนอื่นซึ่งเด่นด้านนี้หรือควรจะฝืนเรียนสายการเรียนเดิมที่โรงเรียนเก่าจนจบมัธยมปลาย ในขณะที่ปลายดาวเองก็ชัดเจนแล้วว่าเธอจะต้องเรียนต่อในสายการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แน่นอน เพียงแค่ยังไม่มั่นใจว่าจะไปสอบที่โรงเรียนไหนเท่านั้นเอง
เพราะหากปลายดาวเลือกไปที่โรงเรียนชั้นนำแน่นอนว่าเธอจะได้รับโอกาสทางการศึกษาต่อมากมาย แต่ละอองฝันคงไม่ไปกับเธอถ้าเป็เช่นนั้น ปลายดาวต้องทำตัวอย่างไร
บรรยากาศตึงเครียดอย่างนี้ดำเนินมาร่วมสองเดือนเต็มๆ จนกระทั่งวันประกาศผลการสอบเข้าห้องเรียนพิเศษมาถึง ปลายดาวและละอองฝันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยกันดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องไปที่หน้าจอดิจิทัลอย่างไม่วางตา
เมื่อกดเปิดไฟล์รายชื่อไม่ต้องเลื่อนเมาส์ให้เสียเวลา อันดับที่หนึ่งซึ่งคะแนนสูงสุดคือชื่อของ ปลายดาวสงค์ประภาส อย่างไม่ต้องสงสัย ใบหน้าสวยหวานของละอองฝันผินกลับไปมองเพื่อนสนิทที่ตอนนี้เริ่มตัวสูงกว่าเธออย่างไม่เข้าใจเธอไม่ได้คลางแคลงใจเื่ของลำดับแต่เธอกลับสงสัยว่าทำไมถึงมีชื่อของปลายดาวอยู่ในประกาศห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนเก่า
“ดาว…ทำไม ทำไมชื่อดาวมาอยู่นี่ ดาวไม่ได้ไปสอบอีกที่เหรอ”
“เปล่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ” ปลายดาวรู้อยู่แล้วว่าอีกคนต้องถามอย่างนี้เธอทำเพียงแค่ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน
“ดาวฝันไม่ตลกนะ มันจะเหมือนกันได้ยังไง ที่นู่นครูเก่ง ๆ ก็เยอะกว่า ดาวก็จะได้โอกาสเยอะกว่านะ”
“แล้วยังไงอะมีโอกาสแต่มันไม่มีฝันนี่ ดาวจะทิ้งฝันได้ไง ดูนี่สิ ปล่อยให้ฝันเรียนคนเดียวคงใจร้ายมากอะ”
คนที่ถูกถามจี้ตอบกลับไปอย่างไม่รู้สึกรู้สานิ้วเรียวยกขึ้นชี้ที่ชื่อ ละอองฝัน พราวสว่าง ซึ่งอยู่ลำดับแรกของกระดาษแผ่นที่สอง
“ใช่ ฝันเองดาวกินข้าวกินยารึยัง”
“ยังเลย ลุกไม่ไหว”เสียงของคนป่วยในยามปกติก็ติดทุ้มอยู่แล้ว พอไม่สบายก็ยิ่งฟังจั๊กจี้หูเพราะมันทุ้มกว่าเก่าแถมยังติดแหบแห้งอีกต่างหาก
“งั้นดาวรอแป๊บหนึ่งนะฝันไปหยิบข้าวให้” ร่างของคนสูงหนึ่งร้อยหกสิบนิด ๆ ลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจะเดินไปหยิบอาหารที่เตรียมมาให้ผู้ป่วย
“อย่าพึ่งลูบหัวดาวหน่อย ได้ไหม…”
ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าออกไปไหนข้อมือเล็กก็ถูกฝ่ามืออุ่นร้อนของคนป่วยบนเตียงกุมรั้งเอาไว้ น้ำเสียงติดแหบกำลังขอความเห็นใจอยู่ในทีละอองฝันรู้ได้เองแม้ว่าเธอจะไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย คุณหมอเ้าของห้องคงส่งสายตาชวนน่าสงสารมาให้อยู่
“เฮ้อ ก็ได้ แค่แป๊บเดียวนะดาวถ้าฝันลูบหัวต้องกินข้าวกินยาไม่งอแงแล้วนะ”
“ได้ ดาวสัญญา”
ในความมืดที่มีเพียงแสงเล็กน้อยจากภายนอกสาดเข้ามาผสมกับความเย็นเยียบของลมจากเครื่องปรับอากาศ ร่างสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเบนเตียงกำลังยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขหัวใจเต้นแรงและรัวจนรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นแพทย์สาวก็ยังคงปล่อยให้หัวใจทำงานผิดปกติโดยไม่คิดจะยับยั้งตัวเองแม้แต่นิดเดียว
เมื่อร่างของเ้าของร้านขนมโฮมเมดนั่งลงบนเตียงอีกครั้งมือของคนป่วยก็ถือวิสาสะลากมือเล็ก ๆ ของเธอมาวางลงบนศีรษะของตัวเอง
“เหมือนตอนนั้นเลยเนอะ”
จะบอกว่าปลายดาวเป็คนยึดติดกับอดีตก็คงไม่ผิดนักยิ่งกับวันวานที่สวยงามและมีชื่อของละอองฝันอยู่ในนั้น ปลายดาวไม่เคยอยากจะลบมันออกไปตรงกันข้ามเธออยากจะสลักมันเอาไว้ใจตลอดไปเสียด้วยซ้ำ ต่อให้ในตอนนั้นยังมีเื่ราวที่ค้างคาใจอยู่จนตอนนี้ก็ตาม
มือนุ่มที่ลูบไล้ไปมาบนกลุ่มผมสีดำสนิทของคุณหมอสาวชะงักลงครู่หนึ่งแววตาที่สะท้อนในความมืดสั่นไหววูบหนึ่งก่อนดึงสติตัวเองกลับมาและพยายามทำทุกอย่างให้เป็ปกติที่สุด
“ฝัน…ตอนนั้น ฝันหายไปไหนเหรอ ทำไมถึงไม่บอกอะไรดาวเลยสักคำ” สุดท้ายก็เลือกถามออกไป
ปลายดาวสงค์ประภาสขอสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง ว่าขณะที่ตัวเองเอ่ยถามออกไปมีสติครบทุกประการไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบจากพิษไข้หรืออะไรทั้งสิ้น แต่เพราะความรู้สึกที่มันค้างคาส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเธอเป็อย่างมากหากไม่เลือกถามออกไปตอนนี้ จะมีโอกาสอีกเมื่อไร
คนที่นอนอยู่บนเตียงหายใจเข้าออกติดขัดหัวใจของเธอยังคงเต้นไม่เป็จังหวะเพราะนิ่งรอฟังคำตอบ นอกจากความว้าวุ่นสับสนั้แ่ครั้งแรกที่เราบังเอิญเจอกันมันยังมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นมาในใจของปลายดาวแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ครั้งนี้เธอโตมากพอจะรับผิดชอบบางอย่างที่ใหญ่ขึ้นแล้วคำตอบในครั้งนี้ของละอองฝัน มันมีผลกับสิ่งที่เธอจะตัดสินใจต่อไปในอนาคตมาก
หากเธอหายดีเมื่อไรปลายดาวตั้งใจจะเข้าไปคุยกับอาจารย์หมออีกท่านที่เป็แพทย์เฉพาะทางโรคข้อและรูมาติสซัมเหมือนกันเพื่อขอย้ายเคสของละอองฝันไปอยู่ในความดูแลของอาจารย์หมอท่านนั้น เพราะตลอดเวลาที่อดีตเพื่อนสมัยมัธยมปลายกลับเข้ามาในชีวิตเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างคำว่าจรรยาบรรณแพทย์ กับความสนิทในความสัมพันธ์มันกู่ร้องทักท้วงปะทะกันอยู่ในความคิดไม่เว้นวัน
“ดาวกินข้าวหน่อยนะฝันอบคุกกี้มาให้ด้วย ถ้ากินข้าวกินยาเสร็จ จะให้กินคุกกี้ด้วย” ไม่ต่างจากที่คิดมากนักปลายดาวไม่คาดหวังแต่แรกว่าตัวเองจะได้คำตอบ แต่ถึงไม่คาดหวังก็ยังผิดหวังเล็ก ๆ
“โอเค”
คนป่วยลอบมองเงาของแผ่นหลังเล็กๆ เดินออกไปทางประตูจนลับสายตา อย่างน้อย ๆ ในเวลาที่มีกันอยู่มันก็ดีแล้ว เมื่อถึงเวลาของมันเื่ทุกอย่างก็คงคลี่คลายเอง
และถ้าหากละอองฝันเลือกจะเปิดไฟในห้องนอนนี้ให้สว่างเธอก็อาจได้เห็นชั้นวางของเล็ก ๆ ข้างหัวเตียงที่มีกรอบรูปถ่ายตั้งอยู่หนึ่งอัน
รูปภาพของเด็กผู้หญิงสองคนที่ยืนส่งยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุขภาพพื้นหลังเป็ม้าหมุนสองชั้นในสวนสนุกที่เคยไปด้วยกัน แม้ว่าข้าวของบนโต๊ะทำงานจะกระจัดกระจายไร้ระเบียบมากขนาดไหนสิ่งเดียวที่จะตั้งโดดเด่นอยู่ในชีวิตของปลายดาว ก็ยังเป็เื่ของละอองฝันเสมอ
เจอกันที่ปลายดาวละอองฝัน