“โธ่!มนตร์ เื่นี้ฉันขอไม่ได้เหรอ”
ปกป้องโอดครวญขณะเสิร์ฟคาปูชิโนเย็นพร้อมทาร์ตเลมอนในคาเฟ่ของตนเองตรงหน้ามนตราที่กำลังหัวเราะคิกคักแล้วเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งในฝั่งตรงข้าม
“เธอก็รู้ว่าฉันกลัวแมวให้ฉันช่วยอย่างอื่นไม่ได้เหรอ ฉันช่วยออกค่าโรงแรมแมวให้เธอเลยเอ้า!”
“ฉันน่ะพอจะจ่ายไหวอยู่หรอกแต่ฉันสงสารเขามากกว่า เป็แมวจรเพิ่งจะมาอยู่บ้านสบายๆ ได้ไม่นานไม่อยากให้ไปอุดอู้ในโรงแรมน่ะ แล้วเขาก็ยังปรับตัวกับอาหารเม็ดไม่ค่อยได้ด้วยโรงแรมคงไม่มานั่งต้มกุ้งให้เขากิน...” มนตราทำเสียงเศร้า
ปกป้องนิ่งมองมนตราอยู่อึดใจมนตรารู้ดีว่ามันจะสำเร็จเพราะเขาเป็คนใจดีและใจอ่อน
“เอ้า!เอางั้นก็ได้แต่เธอต้องไปตกลงกับแมวเธอให้รู้เื่นะว่าห้ามมาคลอเคลีย มาตบหรือมากัดฉัน”
มนตราเฮลั่นหากเป็คนอื่นๆ คงเข้าใจว่าประโยคที่ว่า “ไปตกลงกับแมว” นั้นเป็เื่พูดเล่นแต่สำหรับมนตรานั้นเป็ความจริงเพราะเ้าเหมียวของเธอนั้นพิเศษกว่าใคร
“แล้วเธอไปนอนโรงแรมเกาะเสม็ดคนเดียวแบบนั้นไม่อันตรายเหรอไม่ไปใช้บ้านพักตากอากาศของฉันล่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะมีแต่คุณทนายประสาทที่ฉันฝากให้แวะไปดูแลนานๆ ที”
“ไม่เป็ไรหรอกป้องเดี๋ยวฉันกลับมาก็ต้องรบกวนนายอีกให้พาไปดูบ้านคุณปู่เอามาเขียนเป็ฉากในนิยายอีกอย่างฉันเคยไปพักที่นั่นแล้วครั้งนึง เ้าของเป็คุณป้าที่บังเอิญเป็แฟนนิยายของฉันเลยใจดีกับฉันม้ากกก”
ปกป้องหายห่วงไปเปลาะหนึ่งแต่ก็ขอโลเกชั่นและเบอร์โทรไว้ มนตราแอบอมยิ้มดีใจที่เขาเป็ห่วง
วันถัดมามนตราที่เดินทางมาถึงบังกะโลริมทะเลเกาะเสม็ดแล้วกำลังรื้อกระเป๋าเดินทางอย่างอารมณ์ดีบังกะโลแห่งนี้มีเพียง 10 ห้องแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันพอประมาณ ให้ความรู้สึกเป็ส่วนตัวขณะเดียวกันก็ไม่เปลี่ยวจนเกินไปมนตราได้อยู่บังกะโลห้องสุดท้ายห้องเดิมที่เคยพักจึงยิ่งอารมณ์ดีเป็พิเศษ
“ฮ้า...กลิ่นทะเลเค็มๆหอมจัง เสียงคลื่นก็ได้ยินแล้วซู่ซ่าปึ๋งปั๋ง” มนตราพูดขณะเปิดประตูบานเลื่อนออกมาที่ชานบังกะโล
เวลาที่มนตราอยู่คนเดียวเธอมักชอบพูดคนเดียวไปเรื่อยจนเป็ปกติเธอกางแขนแหงนหน้าสูดบรรยากาศทะเลจนพอใจ แล้วกลับเข้าห้องไปทากันแดดซ้ำ สวมเสื้อคลุมบางๆตัวยาวทับเสื้อกล้ามและกางเกงยีนขาสั้นและสวมหมวกปีกกว้างเป็สัญญาณว่าพร้อมออกไปผจญภัยแล้ว เธอล็อกประตูโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่ากำลังถูกจับจ้องจากใครบางคนอยู่
คุณป้าเ้าของบังกะโลขอโทษขอโพยมนตราที่ลืมเอาจักรยานไปเติมลมไว้ให้แต่มนตราไม่ถือสาสักนิด แต่หลังจากที่เธอขี่จักรยานซึ่งล้อแบนเล็กน้อยออกไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารตามสั่งในยามบ่ายแล้วแวะไปที่ร้านเติมลมยางเธอก็พบว่าร้านปิด
“กรรมปั่นไม่ไกลก็พอไหวอยู่หรอกนะ แต่ถ้าปั่นนานๆ มีหวังตะคริวกินกันพอดี”
มนตราตัดสินใจไปแวะเติมกาเฟอีนเข้าเส้นเืที่คาเฟ่เล็กๆริมทะเล เมื่อนั่งทอดหุ่ยท่ามกลางบรรยากาศแปลกใหม่และกลิ่นไอทะเลได้สักพักไอเดียและเื่เล่าต่างๆ ก็เริ่มพรั่งพรู มนตราที่พกไอแพดติดตัวเสมอเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้จึงดีใจอย่างมากที่งานคืบหน้าเธอนั่งทำงานอย่างเพลิดเพลินจนรู้ตัวอีกทีก็ตอนปกป้องวิดีโอคอลมา
“ไงล่ะได้ไปลั้นลาที่ทะเลก็ลืมแมวลืมเพื่อนเลยนะ”
“ไม่ได้ลืมซะหน่อยแต่มาถึงแล้วเขียนงานได้ลื่นพอดีเลยลืมเวลาน่ะ อ้อ! แล้วนายกับจับฉ่ายเป็ไงบ้าง”
“ฉันจะว่าเธอเื่นี้อยู่พอดีไหนเธอว่าคุยกะเขาแล้วไง ทำไมเขาเอาแต่จ้องหน้าฉันพอฉันเผลอเขาก็ทำท่าจะเดินมาสวบฉันทุกที”
“หา!เขาไม่น่าทำงั้นนะ” มนตราหัวเราะคิก
“ไม่รู้ละก็เขาเอาแต่เดินดุ่ยๆ มาหาฉันท่าเดียว ทำเหมือนเอเลี่ยนแอนด์พรีเดเตอร์ล่าเหยื่อ!”
ปกป้องว่าพลางแพนกล้องให้เห็นว่าเ้าเหมียวเอาแต่เดินมาหาเขาจริงๆจนเขาต้องคอยเอาหมอนอิงกันไว้ตลอดประหนึ่งเป็โล่ มนตราเผลอหัวเราะก๊ากพลางแอบคิดว่าเ้าเหมียวจะทำภารกิจทำตัวใกล้ชิดปกป้องสำเร็จไหมหนอ
“ฉันว่าเขาอยากทำความรู้จักนายละนายลองลูบหัวเขาสิ เขาไม่กัดหรอก จริงๆ นะ”
“โห!ไม่ไหวอะ 10 กว่าปีก่อนเธอไม่มาเห็นตอนฉันโดนแมวะโข่วนนี่แมวส้มนี่แหละ เืซิบเป็รอยยาวเลย” ปกป้องทำท่าสยดสยองก่อนจะคุยต่อ “แล้วนี่เธออยู่ที่คาเฟ่เหรอ”
“ช่ายยย”
“นี่มันเย็นแล้วนะเดี๋ยวทางก็มืดจนมองไม่เห็นหรอก เธอยิ่งเป็ยายสี่ตาซุ่มซ่ามอยู่” ปกป้องบ่น
“ขอบใจที่เป็ห่วงนะฉันก็จะกลับอยู่พอดี ฝากดูแลแมวฉันดีๆ ละ บาย” มนตราพูดจบแล้ววางสายทันที
พอออกมาจากร้านมนตราก็พบว่าท้องฟ้ายามเย็นเปลี่ยนสีไวมากจนเริ่มมืดแล้วด้วยความรีบร้อนประกอบกับความมืด ทำให้มนตรามองไม่เห็นหลุมใหญ่บนถนนขรุขระนั่นล้อแบนๆ เ้ากรรมแฉลบลงหลุมนั้นเต็มเปาจนมนตราเสียหลักล้มกลิ้งลงบนพงหญ้าข้างทาง มนตราที่ยังไม่รู้สึกเจ็บมากนักแต่ห่วงงานมากกว่าจึงรีบเปิดเป้สะพายหลังเช็กดูไอแพดเป็อย่างแรกเพราะกลัวมันจะพังโดยไม่ได้สังเกตเลยว่ารอบตัวเธอสว่างขึ้นเพราะมีดวงไฟที่ส่องมา
“โอ้โห!สมกับเป็นักเขียนจริงๆ ห่วงคอมพ์ก่อนห่วงตัวเอง”เสียงคุ้นหูดังขึ้น
เธอหันหลังขวับแล้วก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงยิ้มเผล่มาจากรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกคันใหญ่สักรุ่นไฟจากหน้ารถส่องมาที่เธอพอดี ชายหนุ่มลงจากรถโดยไม่ดับเครื่อง
“ฟิล์ม!”
“พี่จะใอะไรขนาดนั้นทำหน้ายังกับเห็นผี มา! ผมช่วย”ฟิล์มตรงมาฉุดมนตราลุกขึ้น
“โอ๊ย!” มนตราทรุดลงไปนั่งกุมข้อเท้า
“ข้อเท้าพี่น่าจะเคล็ดแน่เลยโห!เข่าถลอกเืออกด้วย ไปหาหมอดีกว่า เดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่เอาฉันคงไม่เป็ไรมากหรอก คุณช่วยพาฉันกลับที่พักก็พอ เดี๋ยวฉันบอกทาง”
“ไม่ต้องบอกหรอกพี่พักที่ Aunty’s Bungalow ใช่ไหมล่ะ”
“คุณรู้ได้ยังไง”มนตราใ สายตาหวาดระแวง
ฟิล์มรีบอธิบายว่าเขาเป็หลานชายแท้ๆของป้า และ่นี้ป้าจ้างมาเป็บาร์เทนเดอร์เฉพาะกิจที่โซนบาร์พอดี มนตราจึงโล่งใจยอมให้เขาประคองพาไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์อย่างทุลักทุเล จากนั้นฟิล์มจัดการปักหมุดแล้วส่งให้พนักงานบังกะโลมาเอาจักรยานกลับไป
แม้จะยังไม่ถึงกับดึกแต่ลมเย็นจากทะเลที่มนตราต้องนั่งโต้ไปตลอดทางแม้จะมีฟิล์มบังแทบมิดก็ยังบาดผิวจนเธอตัวสั่นพั่บๆและเผลอเข่าสั่นจนหนีบขาฟิล์มโดยไม่รู้ตัว
“พี่หนาวเหรอกอดผมได้นะ”
ไวปานวอกฟิล์มคว้ามือซ้ายของเธอไปโอบเอวเขา
“เฮ้ย!” มนตราโวยแล้วรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
“เอ๊า!ก็พี่เล่นเอาขามาตีผมไม่หยุดเนี่ย” ฟิล์มหัวเราะ
มนตราก้มมองขาที่สั่นเป็เ้าเข้าของเธอจึงรีบเอามือจับไว้แต่มันก็ยังสั่นไปโดนชายหนุ่มอยู่ดี
“ไม่ต้องไปฝืนมันหรอกพี่ยิ่งพยายามถอยห่างจะยิ่งเหนื่อยนะ” ฟิล์มเย้า
ในที่สุดก็มาถึงบังกะโลมนตราที่เป็ทั้งผู้ประสบภัยลมหนาวและาเ็นั้นเหน็บชาไปทั้งท่อนล่างจนลงจากรถไม่ไหวในที่สุดก็ต้องยอมให้ฟิล์มประคองอีกครั้ง
“ตายแล้วๆนังหนู เจ็บมากไหม ให้ตาฟิล์มขับรถพาไปโรงพยาบาลดีกว่านะ”
ป้าเ้าของบังกะโลหิ้วกระเป๋าปฐมพยาบาลปรี่มาหาด้วยความเป็ห่วงฟิล์มรีบฟ้องป้าว่ามนตราดื้อเอาแต่ปฏิเสธ มนตราไม่ต่อปากต่อคำแต่หันไปขอโทษป้าเื่ทำจักรยานล้มและพร้อมจะจ่ายค่าเสียหาย แต่ป้าปฏิเสธพร้อมคะยั้นคะยอให้มนตรายอมไปหาหมอเธอจึงรับปากว่าถ้าพรุ่งนี้ข้อเท้าบวมหรือเจ็บจนเดินไม่ไหวจะยอมไปโรงพยาบาลกับฟิล์ม
“ป้าไปรับแขกต่อเถอะครับทางนี้เดี๋ยวผมจัดการปฐมพยาบาลพี่เขาเอง แล้วเดี๋ยวผมไปที่บาร์นะครับอาจจะช้าสักสิบนาที” ฟิล์มรับกล่องยามาแล้วพยุงมนตรา
“คุณไปทำงานเถอะฉันไปเองได้” มนตราเกรงใจ
“ไปเองอะไรล่ะพี่อยู่ตั้งหลังสุดท้ายไม่ใช่เหรอ”
“อ้าว!นายเอ๊ยคุณรู้ได้ยังไง”
“ก็ผมอยู่หลังติดกันเนี่ยเมื่อกลางวันยังได้ยินใครพูดอะไรนะ ‘ได้ยินเสียงคลื่นแล้วซู่ซ่าปึ๋งปั๋ง’อยู่เลย”
มนตราอับอายและแอบตัดพ้อในใจว่า‘ชีวิตฉันซู่ซ่าหรือซวยกันแน่’ จึงยอมให้ฟิล์มพยุงไปแต่โดยดีทางเดินสู่บังกะโลที่โรยด้วยกรวดและปูทับด้วยหินเทียมก้อนใหญ่นั้นเดินสะดวกในยามปกติแต่คราวนี้กลับกลายเป็อุปสรรคสำหรับมนตราที่าเ็อยู่จนในที่สุดเธอก็พลาดท่าจนเกือบคะมำ แต่ฟิล์มคว้าเธอไว้ทัน
“ผมว่าวันเนี้ย...ไม่ถึง”
ทันใดนั้นเขาก็ย่อตัวลงรวบขามนตราแล้วยกขึ้นอย่างรวดเร็วตัวของเธออยู่ในอ้อมแขนฟิล์มอย่างไม่ทันตั้งตัว
“นี่!ปล่อยฉันลงเถอะ ฉันเดินเองได้”
“อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วน่าผมไม่มีเวลามาพยุงพี่ทั้งวันนะ”
มนตราเงียบแอบเห็นด้วยกับเขา ขายาวๆ ที่จ้ำเอาๆ นั้นไวกว่าขาเล็กๆ สั้นๆแถมยังกะโผลกกะเผลกอย่างเธอมากโข ในที่สุดเขาก็พาเธอมาถึงห้องจนได้ ฟิล์มค่อยๆประคองให้เธอยืนไขประตู มนตราตั้งท่าจะหันไปขอบคุณ แต่ฟิล์มก็เอ่ยปาก
“เอ้าพี่ไปที่เตียงกันเถอะ”
“หา!” มนตราใ
“ไปล้างแผลไง พี่คิดอะไรทะลึ่งกับผมหรือเปล่าเนี่ย”ฟิล์มยิ้มเผล่อย่างเ้าเล่ห์
“ฮึ่ม!นาย...เอ๊ยคุณไปทำงานเถอะ ฉันล้างแผลเองได้”
“พี่เรียกผมว่านายเหอะผมยังไม่เรียกพี่ว่าคุณแล้วเลย อีกอย่างเรียกนายฟังดูสนิทดี”ฟิล์มยื่นหน้ามาใกล้มนตราราวกับจงใจแกล้ง
รู้ตัวอีกทีมนตราก็ถูกเขาจูงไปนั่งบนเตียงอย่างว่าง่ายฟิล์มหยิบทิชชูมาทั้งม้วนและนั่งลงบนพื้นเขาจับขาของมนตราข้างที่ถลอกตรงหัวเข่ามายืดออก มนตรากระตุกขาเหมือนขัดขืนเล็กน้อย
“ทำไมล่ะเขินเหรอ” ฟิล์มยิ้มแหย่
“เปล่าเสียหน่อยฉันอายขนหน้าแข้งต่างหาก” มนตราแก้เก้อ
“ฮ่าๆๆพี่นี่ตลกจริง เนี่ย! ผมเลยชอบพี่ จะล้างน้ำเกลือแล้วนะ”
“อื้ม”
ฟิล์มซับน้ำเกลือจนแห้งหมาดแล้วหยิบยาทาแผลมาพลางจ้องหน้าเธอ
“จะทายาแล้วนะแสบหน่อยนะพี่ เตรียมใจดีๆ ละ”
มนตราสะดุ้งเล็กน้อยและสะดุ้งมากกว่าเดิมตอนที่เขาจับข้อเท้าอีกข้างของเธอซึ่งบวมอยู่มาพันผ้าอย่างแคล่วคล่องพร้อมกำชับให้เธอกินยาแก้ปวดแล้วพักผ่อน
“ขอบคุณคุณ...เอ่อนายมากนะวันนี้”
“ไม่เป็ไรครับแต่พรุ่งนี้ค่ำๆ พี่ต้องตอบแทนผมนะ”
“หือ...ยังไง”มนตราใ
“ก็ไปอุดหนุนค็อกเทลผมที่บาร์ไงป้าเขาจะได้จ้างผมอีก พี่คิดอะไรมากเนี่ย”
“อ้อ...ได้เลยพรุ่งนี้ฉันไปกินนะ”
“ผมไปละคืนนี้มีอะไรก็ะโเรียกได้เลยนะ คิดถึงเฉยๆ ก็เรียกได้ ฝันดีครับอย่าลืมมาล็อกประตูละ” ฟิล์มเลื่อนประตูปิดพร้อมยิ้มโปรยเสน่ห์ส่งท้าย
“เออ...เ้าเด็กนี่ก็เป็คนดีมีน้ำใจเหมือนกันนะ”
มนตราพึมพำแล้วก็ไม่อาจต้านทานหนังตาที่ยอมแพ้แรงโน้มถ่วงเธอหลับไปทันทีโดยยังไม่ทันได้อาบน้ำหรือสั่งมื้อเย็นมากินด้วยซ้ำ
จากผู้เขียน...
เอ๊ะๆ! อีตาคาสโนว่าฟิล์มดูจะทำคะแนนดีนะเนี่ยพ่อหนุ่มบาริสต้าของเรารีบๆ หน่อยจ้า