Chapter7
กริ้งงง…
ยังไม่ทันที่ไมเคิลจะตอบกลับบทสนทนาที่พูดคุยจนออกนอกเื่จากการสอบที่เคนเป็ต้นตอการเปลี่ยนบทสนทนาเเละทุกคนก็ตามน้ำไปในตอนก่อนหน้านี้
เสียงกริ่งก็ได้ดังขึ้นจากลำโพงในห้องเรียนพร้อมกับร่างของอาจารย์ชายวัยกลางคนท่าทางใจดีเดินเข้ามาในห้อง ฮามัวร์ฮาเวียร์เเละเคนที่ล้อมวงคุยกับเขาอยู่เมื่อครู่จึงต้องล่าถอยกลับไปนั่งในที่ของตนเอง
“เอาล่ะ ก็อย่างที่เเจ้งไปในคาบที่เเล้ว วันนี้มีสอบครูส่งไฟล์ให้เรียบร้อยเเล้วล่ะ เริ่มทำได้เลยนะ” ครูวัยกลางคนคนนั้นกล่าวอย่างรวบรัดเเล้วจับเวลาทันที
ไมเคิลไม่รอให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์เขาเปิดไฟล์ในไอเเพดที่วางปิดเอาไว้บนโต๊ะเลื่อนค้นไฟล์ที่ครูเปิดให้ก่อนจะเริ่มอย่างอย่างขะมักเขม้น
เนื่องจากไม่ใช่ข้อเขียน เลยสามารถจิ้มๆโดยดึงข้อมูลจากในหัวมาตอบได้อย่างไม่ยากเย็นไม่นานนักก็ทำเสร็จ
ไมเคิลบิดี้เีเบาๆและเอนหลังพิงเบาะเมื่อทำเสร็จเขาถอนหายใจออกมาเเล้วมองไปรอบห้อง มีบางคนที่ทำเสร็จใกล้ๆกับเขาเหลือเวลาสอบอีกยี่สิบนาทีจากหนึ่งชั่วโมง เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก
ในตอนนี้ก็คงจะถึงเวลานั่งว่างประจำเวลาสอบ เป็บ่อยๆเวลาเขาทำข้อสอบเเละทบทวนเสร็จเรียบร้อยเเล้วเวลาเหลือตอนสอบครั้งเเรกๆครูหลายคนก็ชอบคิดว่าเขาไม่รอบคอบเเละไม่ตรวจคำตอบเลยเสร็จเร็วเเต่พอเห็นคะเเนนที่ไปในทางที่ดีอย่างคงที่ตลอดก็เลยไม่มีใครติงเกี่ยวกับข้อสอบของไมเคิลอีก
"ทำอะไรฆ่าเวลาดีนะ"ไมเคิลคิดวันนี้คาบสุดท้ายเป็คาบพละเขาจึงเก็บของที่ไม่ใช่รวบไว้เตรียมจะเก็บหลังเลิกเรียนเพราะต้องเดินไปเรียนที่โรงยิม ดังนั้นเอากระเป๋าไปเก็บไว้ในล็อกเกอร์ก่อนได้
คิดดังนั้นเมื่อรวบของเท่าที่ทำได้เสร็จ จึงเลือกที่จะหลับตาเเละฝึกลมหายใจเข้าไปเเทนเป็การฆ่าเวลาััถึงพลังเวทเเละฝึกเกี่ยวกับลมหายใจต่อโดยไม่สนใจสายตาของคนที่มองมาเห็นเขากำลังทำสมาธิอยู่
รู้สึกเหมือนว่า่นี้จะมีคนลือเกี่ยวกับที่ไมเคิลว่าชอบนั่งสมาธิเป็ประจำเเต่เนื่องจากเป็ข่าวลือที่ค่อนข้างเอนเอียงไปในทางที่ดีถึงจะมีคนที่เเอบอิจฉาเขาบ้างจึงนินทาว่าร้าย เเต่ก็เป็ส่วนน้อยเลยหาได้ใส่ใจไม่ เพราะตอนนี้มีเื่ให้ใส่ใจมากกว่าเดิมอีก....
เสียงนาฬิาปลุกที่ดังมาจากในโทรศัพท์ของคุณครูดังขึ้นเป็สัญญานที่ข้อสอบจะถูกดึงเข้าสู่ระบบไปเหมือนกับคาบที่เเล้วเเน่นอนว่ามีนักเรียนหลายคนที่โอดครวญเมื่อถูกดึงข้อสอบไปทั้งที่ยังไม่เสร็จเเต่ถึงคุณครุเขาจะท่าทางใจดีเเต่ก็มีหรือที่เขาจะสนใจ
เมื่อคุณครูตรวจสอบว่าข้อสอบถูกดึงครบไม่มีตกหล่นก็ปิดเเล็ปท็อปเเละเดินออกไปทันทีห้องกลับมาสู่สภาวะเสียงพูดคุยจ้อกเเจ้กกันอีกครั้ง เป็เวลาเดียวกันกับที่ไมเคิลนั้นลืมตาขึ้น
เเต่เสียงจ้อกเเจ้กนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนักเรียนหลายคนเริ่มออกไปโรงยิมกันเเล้ว เพราะต้องไปเปลี่ยนเป็ชุดกีฬาอีกสำหรับเรียนพละ เลยต้องรีบทำเวลาสักหน่อย
เเน่นอนว่าไมเคิลก็เช่นเดียวกันเขาตรงไปหาฮามัวร์ที่กำลังหยิบชุดพละออกมาจากกระเป๋าโดยมีฮาเวียร์ที่เตรียมของเสร็จเรียบร้อยยืนรออยู่ข้างๆ
พวกเขาทั้งคู่เป็เเฝดลูกครึ่งออสเตรเลียกับดัตช์ผมสีดำออกน้ำตาล เเววตาสีเหลืองเข้มออกไปทางสีดำหน้าตาค่อนข้างออกไปทางดีเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ต่างกับไมเคิลโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่เเยกทั้งคู่ออกได้มีเพียงส่วนสูงเเละนิสัยของเเฝดคู่นี้เท่านั้นซึ่งหากพึ่งรู้จักคงจะเเยกไม่ออก ยิ่งทั้งคู่ตัวติดกันเเทบจะตลอดเวลาอยู่เเล้วเลยยิ่งเเยกยากเข้าไปอีก
กว่าไมเคิลจะสังเกตจับจุดเเละเเยกถูกก็ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์นับจากที่เริ่มสนิทกันไม่ต้องพูดถึงเคน รายนั้นยังจำสลับกันอยู่เลยด้วยซ้ำเท่าที่ไมเคิลนั้นจำได้
พวกเขาทั้งสามคนรู้จักกันตอนประมาณม.2 ได้อยู่ห้องเดียวกันเเละได้ทำงานกลุ่มร่วมกัน รู้สึกว่าคุยถูกคอกันเเละได้เจอกันบ่อยๆเลยสนิทกันมาเรื่อยๆ
"เสร็จหรือยังเนี่ย"
"เสร็จเเล้วๆ รีบหรือไง" ฮามัวร์ตอบกลับฮาเวียร์พี่ชายของตนถึงจะไม่ค่อยเเยกจากกันเเต่ก็ใช่ว่าจะสนิทกันมากฮามัวร์เคยเล่าให้ไมเคิลฟังอยู่ว่าตนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่พ่อเเม่หรือคนอื่นๆเรียกฮาเวียร์ว่าพี่ทั้งที่เกิดก่อนเเค่ไม่กี่นาทีรวมไปถึงความชอบเเละอะไรอีกหลายอย่างที่ทำให้มีทะเลาะกันเป็บางครั้งเเต่ก็ไม่ได้รุนเเรงอะไร
"งั้นก็ไปกันเถอะไมเคิล นายเสร็จเเล้วใช่ไหม" ฮาเวียร์ตอบกลับเเล้วหันมาถามไมเคิลเขาไม่ตอบอะไรเพียงเเค่พยักหน้า ทั้งสามจึงเดินออกไปจากห้องตรงไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใกล้โรงยิม
หากถามว่าเคนนั้นไปไหนก็คงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะรีบไปให้ถึงก่อนใครเพื่อนจะได้ไปจองสนามกีฬาเล่นรอครูจะมาเป็อย่างนี้ทุกคาบที่เป็พละศึกษาจนไมเคิลเริ่มชินไปเสียเเล้ว
"เคนล่ะ" ฮามัวร์ถามเพื่อความเเน่ใจ
"เหมือนเดิมนั่นล่ะอีกห้านาทีเริ่มคาบ ไปเร็ว" ฮาเวียร์ตอบคำถามของฮามัวร์ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือสีดำขลับบนเเขนจากนั้นเดินนำไมเคิลเเละน้องชายของตนอันที่จริงตัวฮาเวียร์เองก็ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายเป็น้องเเละก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่ทุกคนเรียกตนว่าพี่ชาย ไม่ต่างอะไรกับฮามัวร์
ทั้งสามคนเร่งเดินทันทีเมื่อออกมาถึงทางเดินโล่งๆเเละเดินเลี้ยวไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ห้องที่ติดกับโรงยิมเเละห้องอาบน้ำนักเรียนเเต่ละคนจะมีล้อกเกอร์ของตัวเองตั้งเเต่เข้าโรงเรียนมาอยู่เเล้วโดยใช้ได้เเค่เพียงเเตะบัตรนักเรียน หรือไม่ก็ก็ใส่รหัสผ่านเพื่อปลดกุญเเจ
รวมๆเเล้วจะจะมีทั้งหมดสองล็อกเกอร์ให้ใช้ เเต่ส่วนมากนักเรียนทั่วไปก็จะใช้กันอยุ่เเค่ล็อกเกอร์เดียวเท่านั้นด้วยเหตุผลที่ว่าระหว่างโรงยิมกับเขตห้องเรียนของนักเรียนมันค่อนข้างไกลกัน ถึงเเม้ว่าล็อกเกอร์ฝั่งโรงยิมจะใหญ่เเละเก็บของได้เยอะกว่าก็ตามเเต่ก็ไม่ค่อยมีใครมาใช้ บางทีก็ปล่อยให้เหล่านักกีฬาที่เห็นโรงยิมเป็ทีกินนอน(เพราะต้องค้างคืนบ่อยๆ)ใช้เป็ตู้เก็บของไปเลย
อนึ่งเพราะสามารถใส่รหัสสผ่านได้โดยไม่ต้องใช้บัตรนักเรียนอย่างเดียวจึงยกล็อกเกอร์ให้คนอื่นได้ล่ะนะ
คนที่ไม่เคยเอาของมาเก็บในล็อกเกอร์ฝั่งโรงยิมเลยก็มีอย่างเช่นไมเคิลทีเอากระเป๋าใส่เเล้วก็หยิบออกเมื่อจะไปทุกครั้งไม่เคยเหลืออะไรไว้ในล็อกเกอร์นั้นเป็ต้น
"เอาล่ะ ถึงสักทีใครเสร็จเเล้วก็เเยกกันเข้ายิมไปก่อนเลยเเล้วกันนะเพราะจะถึงเวลาเเล้ว"ฮาเวียร์กล่าวนำอีกครั้ง ไมเคิลพยักหน้าตอบรับเพราะดูเเล้วก็ใกล้ที่จะได้เวลาเรียนจะมารวมตัวกันอีกก็คงไม่ดีเท่าไหร่เเละเสียเวลาอีกด้วยเเถมระยะทางก้ไม่ได้ไกลจนต้องมาพะวงหรือกลัวหลงอีก
ไมเคิลคิดเเล้วจึงใส่กระเป๋าตนลงล็อกเกอร์หลังจากที่เเตะบัตรนักเรียนเพื่อปลดล็อกตู้ล็อกเกอร์สีเงินเรียบร้อยเขาหยิบชุดพละออกมาเเละตรงเข้าไปในห้องน้ำที่อีกฝั่งเป็ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ชุดพละของไมเคิลเเละของไฮสคูลไม่ได้บังคับว่าต้องเป็จุดกีฬาเเบบไหนเพียงเเค่บังคับเป็กางเกงสามส่วนเเละเสื้อเเขนสั้นในหน้าร้อนส่วนหน้าหนาวให้เป็กางเกงวอร์ม เเต่ถึงจะไม่บังคับก็มีชุดพละเเบบมาตรฐานให้เป็ทางเลือก ซึ่งเเน่นอนว่าไมเคิลใช้ชุดเเบบนั้น
ชุดมาตรฐานของทางโรงเรียนที่ว่านั้นเป็ชุดสีเทาดำไม่มีเเปะโลโก้หรือตราโรงเรียนอะไรอันที่จริงไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็ของโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ ไมเคิลเลยใส่ออกวิ่งบ่อยๆ
เมื่อคิดดังนั้นไมเคิลก็เดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดโล่งๆเเล้วเปลี่ยนชุดทันทีพอเปลี่ยนเสร็จก็หยิบชุดที่ตนใส่ก่อนหน้าอออกมาด้วยใส่ในล็อกเกอร์เดิมโดยหยิบออกมาเฉพาะโทรศัพท์มือถือ
ส่วนกระเป๋าตังกับไอเเพดเขาเก็บไว้ในล็อกเกอร์ระหว่างทางเดินมาที่นี่เพราะใส่ไว้ใต้โต๊ะคงไม่ดีเท่าไหร่นักเมื่อสามเดือนที่เเล้วพึ่งมีคนโดนหยิบพาวเวอร์เเบงค์ไป
อนึ่งเคสนั้นทางโรงเรียนจัดการกับคนขโมยไปเเล้วเรียบร้อยเเต่หากโดนจริงๆคงเสียเวลาน่าดู
เมื่อออกมาเเล้วก็เจอกับเคนที่กำลังเล่นวอลเล่ย์บอลอยู่อย่างสนุกสนานกับเพื่อนร่วมห้องมองไกลออกไปจะเห็นรุ่นพี่กำลังเรียนเเบตมินตันไกลออกไปอีกมีประตูเชื่อมเดินต่อไปยังสระว่ายน้ำซึ่งจะได้เรียนได้เทอมเเรกของนักเรียนทุกชั้นปี
เทอมนี้เป็เทอมสองเเน่นอนว่าเขาผ่าน่ที่เรียนว่ายน้ำ มาเเล้วโชคดีมากที่ในชั้นปีนี้ไม่ต้องเรียนว่ายน้ำในหน้าหนาว ยังจำได้ดีเมื่อปีก่อนที่หน้าหนาวมาเร็วกว่าปกติน้ำหนาวราวกับน้ำเเข็ง ทำเอาคิดว่าถ้ากลายเป็น้ำเเข็งไปเลยยังจะดีกว่าไมเคิลคิดเเล้วเผลอทำหน้าขยาดออกมาโดยไม่รู้ตัว
คิดแล้วก็หนาวเเล้ว
ไมเคิลทำหน้าเเหยงก่อนที่ตัดสินใจจะเลิกคิดเขาเดินเข้าไปสบทบกับฮามัวร์เเละฮาเวียร์ที่กำลังมองซ้ายมองขวาเเละพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยทันทีเพราะไม่ใช่กลุ่มคนประเภทที่ชอบในการออกกำลังกายเหมือนกับกลุ่มที่กำลังเล่นวอลเล่ย์บอลเเบบเคนเลยยืนนิ่งๆรอครูมาเหมือนกับคนส่วนน้อยคนอื่นๆ
ยอมรับว่าไมเคิลนั้นเป็อย่างหลังการที่เขาออกกำลังกายเป็กิจวัตรกับชอบออกกำลังกายหรือเเอคทีฟตลอดเวลามันคือคนละเื่กัน
ไมเคิลคุยกับเพื่อนของเขาทั้งสองคนไปเรื่อยเปื่อยอยู่สักพักเคนก็เดินเข้ามาสมทบในสภาพเหงื่อซ่กทั้งที่ยังไม่เริ่มคาบปกติครูมาร์คัสซึ่งเป็ครูพละจะมาเข้าสอนสายอยู่เเล้วเพราะต้องเดินไปเดินมาระหว่างห้องพักครูกับโรงยิมเลยไม่มีใครคิดอะไรเกี่ยวกับเวลาที่ไหลเอื่อยไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดครูเขาก็มาถึงทุกคนรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรจึงต่อเเถวกันอย่างพร้อมเพรียงเเละเริ่มเรียนคนที่ไม่ได้เล่นอะไรอย่างเช่นไมเคิลยังมีเเรงเหลือเลยรับส่งลูกบอลตามที่ครูสั่งจนครบได้อย่างสบายๆเเต่สำหรับเคนที่ปล่อยพลังตั้งเเต่ยังไม่เริ่มคาบไปจนเกลี้ยงนั้นรอดหวุดหวิดที่ทำทันก่อนจบคาบพอดี เพราะหากไม่ทันจะไม่ได้คะเเนนสำหรับคาบนั้นไป
ซึ่งนอกจากไมเคิลเเล้ว คนที่ทำทันเวลาเเละได้นั่งเล่นสบายๆก็มีอยู่หลายคนเเละก็มีหลายคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ ไม่ใช่คุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเป็เพื่อนร่วมห้องเเต่ส่วนใหญ่คนที่เสร็จเเล้วเสร็จก่อนเวลาจนว่างพอที่จะมานั่งจับกลุ่มคุยกันเป็บางครั้งบางคราวก็หน้าเดิมทั้งนั้น
จบคาบไมเคิลตรงไปยังล็อกเกอร์ทันที
ส่วนหนึ่งคือเพราะเป็คาบสุดท้าย เขาสามารถกลับบ้านได้เลยตอนนี้เขาเปลี่ยนชุดทันทีเมื่อเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ออกกำลังกายเเค่นี้ไม่ได้ทำให้เหงื่อไหลไคลย้อยมากเท่าไหร่เเต่ ถึงอย่างนั้นก็เเยกพักเก็บชุดเอาไว้กับของอย่างอื่นอยู่ดีอาจจะใช้เวลาสักหน่อยในการจัดเก็บเเต่ก็ทำให้หยิบเอาไปซักง่ายๆ
พอเก็บทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเเล้วจึงหยิบกระเป๋าสะพายออกมาจากล็อกเกอร์เเละปิดล็อกให้เรียบร้อยพออกมาก็โบกมือลาฮามัวร์ที่ออกมาจากโรงยิมก่ำลังจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยมีฮาเวียร์ตามหลังจากนั้นเดินกลับไปยังด้านหน้าโรงเรียนทันที
ไมเคิลเดินกลับไปที่ล็อกเกอร์ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนจะหยิบบลัตรนักเรียนออกมาจากกระเป๋ากางเกงเเล้วเเตะเปิดตู้ล็อกเกอร์ออกมาเเล้วหยิบของของตัวเองให้เรียบร้อยจัดเเจงบางอย่างเก็บใส่ล็อกเกอร์ไว้ได้ใส่เอาไว้ก่อนเหลือเพียงกระเป๋าเดียวที่ยังเหลือ เเล้วจึงปิดล้อกเกอร์เดินออกไปเตรียมจะเดินกลับทันที
ยิ่งกลับเร็วก็ยิ่งมีเวลาฝึกซ้อม
ไมเคิลคิดดังนั้นเเล้วเร่งเดินไปยังประตูหน้าของโรงเรียน
เเต่เเล้วโทรศัพท์มือถือของไมเคิลก็ดังขึ้นระหว่างที่เขากำลังเดินไปเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋าเเล้วรับสายส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยได้ใช้มือถือของตัวเองสักเท่าไหร่นัก เป็เพราะไฟล์งานหรืออะไรที่สำคัญๆก็อยู่ในไอเเพดทั้งนั้นก็ใช้เวลาสักพักถึงไมเคิลจะรู้ว่าปลายสายนั้นคือใคร
"อ้าว..."ปลายสายคือเจมส์ พ่อของไมเคิลเมื่อไมเคิลเห็นดังนั้นจึงรีบรับสายเเละตอบกลับไปทันที
"มีอะไหรือเปล่าครับคุณพ่อ"ไมเคิลกล่าวถามเเล้วเดินต่อจากที่หยุดหาโทรศัพท์ในกระเป๋าก่อนหน้านี้คิดถูกจริงๆที่เปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้เพราะถ้าไม่เปิดเเล้วใช้ระบบสั่นคงไม่รู้ว่าใครโทรมา
"ไมเคิล นี่เลิกเรียนเเล้วใช่ไหม" เจมส์ถามเเละเข้าเื่ทันทีน้ำเสียงดูไม่ได้ร้อนรนเเละดูเศร้าอะไร คงไม่มีเื่เร่งด่วนหรืออะไรเเย่ๆเกิดขึ้นไมเคิลคิดเเล้วคลายสีหน้าลงมาเล้กน้อย
"ใช่ครับมีอะไรรึเปล่า"
"คือพ่อกับปู่มาเยี่ยมคุณย่าน่ะที่โรงพยาบาล มันทางเดียวกันเพราะงั้นนั่งรอก่อนได้ไหมเดี๋ยวพ่อไปรับที่โรงเรียนเลยจะได้กลับพร้อมกัน"
ไมเคิลคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตอบรับกลับไป
"ได้ครับงั้นถ้าถึงเเล้วก็โทรมาได้เลยนะครับ"
"โอเคพ่อน่าจะไปถึงในอีกครึ่งชั่วโมงนะ" พอเจมส์พูดจบก็วางสายไปในทันทีปกติไมเคิลคงบอกว่าไม่เป็ไรเเละขอเดินกลับ เเต่ขึ้นรถน่าจะกลับถึงบ้านได้เร็วกว่าถึงจะต้องรออีกครึ่งชั่วโมงก็ตาม ยังไงก็ใช้เวลาสั้นกว่าอยู่ดี
พอเห็นอย่างนั้นไมเคิลจึงเปลี่ยนทิศทางการเดินเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งเเทนเพราะมาถึงทางเเยกหากตรงไปจะเป็ทางออกนอกโรงเรียน เเต่หากเลี้ยวซ้ายจะเป็ทางไปยังห้องวิชาปฏิบัติทั้งหลายไมเคิลไม่ได้จะไปตรงนั้น เเต่ถ้าหากตรงไปอีกจนสุดทาง จะเจอกับลานกว้างเเละรั้วต้นไม้เป็ที่นั่งที่เหมาะเจาะพอดีส่วนใหญ่คนจะเยอะใน่พักเที่ยงเพราะเป็ที่ที่เหมาะกับการนั่งทางข้าวรองจากโรงอาหารส่วนตอนเย็นคนจะน้อยลงมาอีก
เนื่องจากตรงนี้สามารถมองไปยังหน้าโรงเรียนได้พอดีเเถมอากาศร่มรื่นเหมาะกับการนั่งพักเเละทำกิจกรรมต่างๆ ตึงมีหลายคนใช้เวลาอยู่ที่นี่ในตอนเย็น
ไมเคิลเลือกไปนั่งตรงที่นั่งที่สามารถมองไปยังหน้าโรงเรียนได้เเต่ก็ยังเป็จุดที่ร่มรื่นลมพัดมาเเละร่มไม้ที่บังเเสงเเดดได้อย่างพอดีเป๊ะ
คิดเเล้วไมเคิลก็มองซ้ายมองขวาว่าไม่มีใครนั้นจ้องเขาอยู่พอเห็นดังนั้น ก็หยิบบันทึกขึ้นมาเหตุผลที่เขาหยิบมันออกมาอ่านในเวลาเเบบนี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน
ในตอนที่เขาฝฝึกสมหายใจหลังจากทำข้อสอบเสร็จเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเื่ที่ระยะในการมองเห็นนั้นกว้างขึ้นอย่างผิวสังเกตุนั้นคือเื่หนึ่งเเต่เหตุผลหลักๆคือเขาััได้ถึงละอองเวทที่มากผิดปกติได้จากคนในห้องนี้ละอองนั้นกระจุกตัวอยู่มากในร่างกาย...เหมือนกับเป็ผู้วิเศษเหมือนกัน
เขาจึงอยากหาคำตอบเเละยืนยันเื่นี้ในบันทึกเพิ่มเติม
อนึ่งที่ไมเคิลนั้นบอกว่าระยะการมองเห็นไกลขึ้นในการััพลังเวทในตอนนี้เขาเห็นละอองสีฟ้าทะลุผ่านกำเเพงไปเเล้วด้วยซ้ำพอทดลองส่องไปไกลๆก็รู้สึกได้ว่าละอองเวทที่อยู่ไกลๆนั้นชัดเจนขึ้น
บันทึกถูกเปิดผ่านไปทีละหน้าเนื้อกระดาษสีน้ำตาลอ่อนบ่งบอกในถึงความเก่าเเก่เเต่ไม่มีวี่เเววของการผุพังหนังสือนั้นหนากว่าที่เห็นมากนัก เดาว่าก็คงเป็เวทมนตร์เหมือนกันที่ทำให้หนังสือเล่มไม่หนาไม่บางขนาดพกพาง่ายจะมีเกือบหกร้อยกว่าหน้าได้ที่รู้ก็เพราะลองเปิดไปยังหน้าสุดท้ายดู
พอเปิดผ่านมาจนถึงส่วนการััพลังเวทก็อ่านซ้ำอีกครั้งรอบนี้ใช้เวลาในการอ่านอย่างละเอียด จนไปสะดุดตาก็ประโยคด้านล่างสุด ข้อความในส่วนนั้นถูกตีกรอปสีทองเอาไว้ข้อความตรงนั้นเด่นเสียจน ณ ตอนนี้ไมเคิลยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมตนถึงอ่านไม่เจอ
เนื้อความเขียนเอาไว้ว่า
'การััถึงพลังเป็เป็คาถาเเละความสามารถที่เติบโตได้โดยยิ่งใช้บ่อยมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งชำนาญเเละมีระยะในการสังเกตุมากเท่านั้นรวมไปถึงสิ่งที่เห็นก็จะละเอียดขึ้นเช่นกันการััพลังเวทเป็สิ่งที่มีประโยชน์นานับประการตามความชำนาญดังนั้นจึงควรที่จะใช้อยู่เสมอ เเละเพราะไม่ได้ใช้จำนวนละอองเวทมากจึงสามารถทำได้ตลอดเวลา' เเต่ในกรอบไม่ได้มีเเค่นั้นข้างๆมีรอยดินสอที่เขียนถึงประโยชน์ของมันเเละตัวอย่างเอาไว้โดยผู้วิเศษรุ่นก่อนๆอีกสรุปง่ายๆก็คือยิ่งชำนาญมากเท่าไหร่ละอองเวทที่จับได้ก็จะละเอียดมากเท่านั้นเเละสามารถดัดเเปลงได้อีกหลายความสามารถโดยเเทบไม่ใช่ละอองเวทในร่างกายเลย
อ่านจบไมเคติลก็เงยหน้าขึ้น ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาจับพลัดจับพลุทำได้โดยบังเอิญเเละทำมาตลอดมันจะมีประโยชน์ถึงขนาดนี้ ถึงว่าทำไมละอองเวทที่เขาเห็นถึงรูปร่างคล้ายลักษณะของสิ่งๆนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่ได้คิดไปเองจริงๆด้วยที่ละอองเวทมันเกาะตัวกลายเป็รูปลักษณ์คล้ายกับมนุษย์เวลาส่องดูลิซ่าหรือคนเวลาเดินผ่านไปผ่านมาโดยบังเอิญ
พอได้คำตอบในสิ่งที่สงสัยเรียบร้อยเเล้วจึงเปิดกลับไปยังหน้าบันทึกที่คั่นเอาไว้ทันทีหัวข้อของมันคือเื่ที่เขาพักมันเอาไว้นานมากเเล้วเเละคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะศึกษาให้ละเอียดขึ้นเเละกลับไปลอง
สิ่งนั้นก็คือ คาถาวงเวทอัญเชิญ
หลังจากที่เขาลองในครั้งเเรกเเละไม่เกิดผลก็ลองอีกหลายต่อหลายครั้งจนรู้เเล้วว่าข้อบกพร่องอย่างเดียวที่ทำให้ไม่สำเร็จคือปริมาณละอองเวทที่มีคาถานี้จะใช้ละอองเวทในการเปิดประตูเหมือนกับเอาเเรงเพื่อดันเปิดประตูออกเพื่อให้สิ่งมีชีวิตออกมาจากการอัญเชิญนั้น
ถ้าเเรง(ละอองเวท)มีไม่พอก็เปิดไม่สำเร็จ หรือเปิดเเล้ว สิ่งมีชีวิตออกมาได้ไม่ทั้งตัวหรือที่เรียกกันสั้นๆในบันทึกว่า
‘ค้างครึ่ง’ โชคยังดีที่สิ่งมีชีวิตเ่าั้เมื่อค้างตรงวงเวทจะหายไปไม่ได้ออกมาเเบบผ่าครึ่งอยุ่เเต่ถึงอย่างนั้น ยังจำได้ดีที่นกเเก้วสีเเดงส้มถูกอัญเชิญออกมาได้สำเร็จเเต่ออกมาเเค่ครึ่งตัวมันร้องดังลั่นเพราะออกมาไม่ได้ หลังจากตอนนั้นเขาก็ไม่คิดจะอัญเชิญอะไรออกมาอีกเเค่ฝึกฝีมือการคัดลอกวงเวทเอาไว้
ไมเคิลนั้นอ่านรายละเอียดต่อเกี่ยวกับคาถาวงเวทอัญเชิญ เกี่ยวกับสิ่งที่จะอัญเชิญได้ง่ายๆเเละประเภทหากเป็ไปได้ก็อยากอัญเชิญอะไรที่ง่ายๆหรือที่หากค้างครึ่งเเล้วจะไม่รู้สึกเ็ปถึงมันจะหายไปเองเเต่ท่าทางเวลามันร้องออกมาเมื่อออกไปไม่ได้นั้นดูน่าสงสารยังไงไม่รู้
‘สิ่งมีชีวิตที่ถูกอัญเชิญนั้นเเบ่งออกเป็สี่ประเภทตามลักษณะทางกายภาพสัตว์มีขา มีปีก มีครีบ เเละไม่ใช่สักอย่าง ชื่อประเภทนั้นก็ความหมายตรงตัวขอใหนึกถึงสัตว์ในจินตนาการเเละเทนิยายเอาไว้หากท่านเชื่อว่ามันมีจริงอยู่ที่ใดที่หนึ่งของจักรวาลมันก็จะมีจริงโดยรายละเอียดของสิ่งมีชีวิตอัญเชิญทั่วไปสามารถอ่านได้จาก [ บันทึกการอัญเชิญ ]
การอัญเชิญสิ่งมีชีวิตนั้นเป็เื่ที่ค่อนข้างฝืนลิขิตของธรรมชาติดังนั้นหากไม่้าให้สิ่งมีชีวิตที่อัญเชิญมาถูกส่งกลับยังที่ของมันทันทีหลังจากทำตามคำสั่งของผู้อัญเชิญสำเร็จก็ต้องเสียสละพลังชีวิตของตนหรือละอองเวทที่สร้างใหม่ได้ตลอดสำหรับผู้อัญเชิญห่อหุ้มมันไว้ราวกับผูกพันธะเพื่อให้อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้ในฐานะ 'ผู้ผูกพันธะ' เเละในฐานะ 'เเขก' ของโลก’
เมื่ออ่านจบหน้านั้นสิ่งเเรกที่สรุปได้ก็คือ
บันทึกการอัญเชิญคืออะไร?
อันที่จริงเขาไม่รู้ชื่อของบันทึกเล่มนี้ด้วยซ้ำคงไม่ต้องพูดถึงบันทึกอื่นๆ คุณตาบอกว่าเจอบันทึกเก่าๆเเค่เล่มนั้นเล่มเดียวไม่เเน่อาจจะถูกทิ้งไปเเล้วหรือเสียหายเกินกว่าจะอ่านก็ได้เลยเหลือเเค่เล่มนี้อยู่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น เขาพยายามคิดถึงคำพูดของคุณปู่ในตอนนั้นเผื่อจะมีเงื่อนงำเพิ่มเติม
เเต่เเล้วก็ตัดสินใจว่าคิดไปเเบบนั้นก็คงไม่เกิดผลอะไรจึงปล่อยเื่นั้นไปก่อนเเละสนใจเนื้อหาในบันทึกนั้นเเทนที่บอกว่าการผูกพันธะนั่น ก็มีตัวอักษรเล็กๆเขียนโยงไปอีกว่าเนื้อหาอยู่หน้าไหนเเต่ตอนนี้น่าจะต้องใส่ใจเื่ของการอัญเชิญออกมาให้รอดก่อน
ปึก....
เสียงมือตบโต๊ะดังขึ้นเเทนเสียงเปิดบันทึกของไมเคิล
เเน่นอนว่าเมื่อเขาได้ยินอย่างนั้นก็รีบกระวีกระวาดปิดบันทึกทันทีมัวเเต่อ่านเพลินเลยไม่รู้สึกถึงใครที่เดินมาเลย
‘เเย่เเล้วไหมล่ะ’ ไมเคิลคิดด้วยความลนลานเเละเงยหน้ามองต้นเหตุของเสียงก็พบกับฮามัวร์เเละฮาเวียร์ที่เข้ามาทักตนโดยเสียงตบโต๊ะนั้นฮามัวร์คนน้องเป็คนทำ
"ไงเรียกตั้งนานเเล้วไม่เงยหน้าน่ะ โทษทีที่ตบโต๊ะ"
"อ่าไม่เป็ไรหรอก เเค่นี้เอง" ไมเคิลรีบตอบเเละพยายามจะเก็บบันทึกลงในกระเป๋าของตนโดยไม่ให้ทั้งสองคนนั้นสังเกตุเพราะถ้าสังเกตุคงต้องปั้นเื่ขึ้นมาเเก้ตัว
ซึ่งไมเคิลในตอนนี้ที่กำลังคิดถึงการอัญเชิญเเละอีกหลายเื่อยู่นั้นเเละคงทำได้เเค่อ้าปากพะงาบๆไม่น่าจะตอบอะไรที่สมเหตุสมผลออกไปได้ เต่เื่กลับไม่เป็ตามที่ไมเคิลคิดฮาเวียร์เห็นมือของไมเคิลที่กำลังสอดเข้าไปในกระเป๋าเป้พอดี
"เมื่อกี้ทำอะไรอยู่น่ะสมุดเมื่อกี้ด้วย รูปร่างมันเเปลกๆนะ" ฮาเวียร์เปิดประเด็นโดยมีฮามัวร์ที่นึกตามอยู่พยักหน้ารับเหมือนเป็เชิงว่าตนก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
"อ...อ่า เปล่าหรอกน่าไม่มีอะไรหรอก"
"ไม่มีอะไรซะที่ไหนล่ะถ้าไม่มีจริงนายคงไม่กม้หน้างุดให้คนมาสังเกตุขนาดนั้นหรอกฉันเห็นนะว่ามันคือสมุดเก่าๆที่นายพึ่งเก็บใส่กระเป๋าไปเมื่อกี้"
ไมเคิลสะดุ้งเฮือก
"ปะ...เปล่าน่า..มะ...ไม่มีอะไรสักหน่อย..ก็เเค่เก่าๆสมุดนี่เอง"
"เฮ้พูดสลับกันเเล้วน่ะ" ฮาเวียร์เเก้คำพูดให้ไมเคิลที่พูดเเทบไม่รู้เื่ด้วยความลนลานหากจะให้บอกว่าไมเคิลนั้นโกหกเก่งขนาดไหน ก็คงบอกได้ง่ายๆเลยว่า ความสามารถในการโกหกของไมเคิลนั้นสูงเเค่ในความคิดเท่านั้นล่ะ
ในตอนนี้จึงได้เเต่อ้าปากพะงาบเหมือนจะพูดอะไรเเต่ก็ไม่ได้พูดเพื่อนทั้งสองที่มองอยู่จึงได้เเต่อมยิ้มเเละหัวเราะออกมา
"ฮ่าๆเราไม่เค้นคำตอบจากนายหรอก เราจะกลับเเล้วเลยมาทักนายเฉยๆ" ฮาเวียร์พูดทั้งรอยยิ้ม
"งั้นไปละนะ"ฮามัวร์พุดต่อ เเล้วทั้งคู่ก็เดินออกไปทันทีไมเคิลจึงคลายความกังวลลงมาได้บ้าง
เมื่อทั้งสองคนหายไปจากสายตาเลยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก สิ่งที่สรุปได้จากเหตุการ์ณนี้มีอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้นอย่างเดียวที่ไมเคิลคิดไว้ว่าควรจะฝึกให้สำเร็จโดยไวนั่นก็คือ..
ต้องฝึกปั้นเื่โต้ตอบหรือโกหกไว้บ้างเสียเเล้ว!
ไมเคิลคิดพลางรำพึงถึงความลนลานเมื่อก่อนหน้านี้ด้วยความอับอายคิดดังนั้นไมเคิลก็เก็บของเเละเดินลุกออกไปตรงหน้าโรงเรียนเเทน
ในตอนนั้นไมเคิลนั้นไม่รู้เลยว่านอกจากเพื่อนของเขาทั้งสองคนเเล้วก็มีเพื่อนร่วมห้องชายรูปร่างสูงโปร่งอีกคนนามว่า 'เลียม' กำลังมองเขามาอยู่เช่นเดียวกัน!!!