เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 62 ต้นรัก ชักนำ

         ตลอดผ่านมา ลายสือรู้จักวางตัวรักษาระยะห่าง


    เนื่องจากความเป็นเครือญาติ พลอยทำให้มันต้องตัดใจ


    ตรงข้ามกับข้างใน ซึ่งคอยรบกวนความรู้สึกเมื่อวัยเติบโตขึ้น


    นอกจากบักแป ก็ไม่มีใครแสดงออกเท่ามันได้


    เฝ้าตามติดจำปา ประกาศพูดจองในสัมพันธ์ฉันท์เนื้อคู่


    ส่วนจำปาแววตายังมองมาที่ลายสือ กระทั่งหลายคนเตือนบักแป


    แต่มันก็แน่วแน่รอวันจำปาแพ้ความดีของมัน ซึ่งมั่นใจในไม่ช้านี้


    บักพองถูกยุยงให้เอาเมียสร้างครอบครัว เพราะอายุเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว


    หากเจตนาของมัน จะหาที่บวชจำพรรษาหรือธุดงค์ไปเรื่อย ๆ


    ส่อแววจะมีเมียหลายคน คงไม่พ้นบักตุ้ยแน่ ๆ


    นับระยะทางที่มันสัญจร มักผ่านหมู่บ้าน ชุมชนต่าง ๆ


    ทักษะเข้าหาผู้ใหญ่เป็น ลีลาเจรจาค้าขายคล่อง


    สร้างความชื่นชมในสายตา ขนาดว่าแต่ละคนเสนอพูด


    เตรียมจะยกลูกสาวให้มัน พร้อมเป็นฝั่งเป็นฝาเมื่อไร


    ขอเพียงบักตุ้ยเอ่ยปากบอก ไม่ต้องมีค่าสินสอดเสียด้วยซ้ำ


    บักสิมอีกคน ท่าทางมันเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ฉลาดและคิดก่อนพูดเสมอ


    หลายครั้งกลายเป็นที่ปรึกษาของเพื่อน ๆ ได้อย่างดี


    ถ้าตัดความเจ้าเล่ห์ลง มันถือว่าคบหาไว้ไม่เสียหลาย


    สำหรับบักสิมไม่เคยเปลี่ยน มันเล็งจำปามาตั้งนาน เผื่อมีโอกาสกับเขาบ้าง


    บักโมด บักหมก บักเผือกกับบักกืก รวมทั้งบักขุย พวกมันยังเด็กอยู่


    บักเกิก บักสวก หน้าตาออกทางขี้เหร่ เลยไม่มีสาวแลเหลียว


    ...ช่วงถางป่าหาที่ปลูกเรือน คณะขบวนเกวียนได้ทำเลเหมาะ 


    นายผารงพานางอุไรตั้งบ้านไม่ไกลจาก เรือนชานนางคำปง


    ในเมื่อผูกเป็นญาติมิตรกัน ยามลำบากยังคงช่วยเหลือ


    ตาลุนนึกวางแผนจะไปรับเมียนางฮง มาอยู่ด้วยกัน


    เสือหาญแยกออกมาสร้างเรือน แถวปลายคุ้งน้ำ


    กลางหมู่บ้าน แน่นอนเป็นเรือนท้าวเทศกับเมียเอกนางมาลา


    ถัดไปเป็นบ้านอุทัยวรรณ ทั้งยังจะสร้างเพิ่มอีกหลายหลัง


    ตามจำนวนเมีย ซึ่งพวกนางกำลังขนลูก ๆ ทยอยเดินทางมา


    บรรดาผู้อพยพ ต่างเลือกจุดที่ถูกใจในทิวทัศน์


    ไม่ต้องซื้อจากใคร เพราะเป็นแดนรกร้าง ว่างเปล่า


    ไม่มีผู้ใดมาใช้ประโยชน์ เนื่องประการดินเค็ม และ*น้ำกร่อย


    น้อยแห่งจะเจอตาน้ำจืด จึงหัดใช้ปัญญาแก้ไขเบื้องต้น 


    แค่ลำพังมีผืนแผ่นดินเหยียบก็พอ ไม่รอโชคชะตามาโปรด


    ปรับวิถีให้เข้ากับสถานที่ สิ่งควรพัฒนาคือทรัพยากร


    ภารกิจซึ่งนางคำปง นำมาใช้ให้สอดคล้องกับภูมิภาค


    ท้าวฟ้าฟื้นปลาบปลื้มมารดา นางช่างสนับสนุนบุตรทุกทาง


    สอนวิชาสานเสื่อลายงดงาม เย็บเกือกรองเท้าด้วยมือ สำหรับใช้ภายในครัวเรือน


    ผู้ชายขุดดินมาปั้นหม้อปั้นไห ประชุมกันอันมีนโยบายจะทำหลุมส้วม 


    ให้ถูกหลักสุขาภิบาล หลังจากเจอกับโรคห่าระบาด 


    ระดมพื้นฐานความรู้ที่มี ประยุกต์เอามาสร้างความเจริญ


    หน้าฝนทอดแหหาปลามาได้ ช่วยกันหมักใส่ไหเก็บไว้กินหน้าแล้ง


    รู้จักปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าห่มใช้ยามหน้าหนาว


    บ้างก็ร่อนหาแร่แถบริมตลิ่ง ตาลุนเป็นผู้ริเริ่ม


    นำมาหลอมเป็นสำริด ทุบจนแบนใช้เป็นอาวุธปลายแหลม


    ตีเหล็กประดิษฐ์ได้มีด พร้า แจกจ่ายทุกบ้านครบถ้วน


    แบบแผนบริหารในชุมชน ด้วยกติกาทุกคนมีส่วนร่วม


    ถือศีลห้าตามพุทธศาสนา ขยันทำมาหากิน ไม่เกียจคร้านเอาเปรียบกัน


    แบ่งหน้าที่ชัดเจนด้านสังคม เช่น ตาลุนสอนอาคม เน้นพุทธคุณสายขาว


    แฝงจริยหลักธรรมแก่ผู้สนใจ มวลใคร่ร่ำเรียนไสยศาสตร์


    ฝ่ายรักษาความสงบเป็นเสือหาญ โจรกลับใจใฝ่ธรรมความดีแทน


    เด็ก ๆ ได้ตัวอย่างให้เห็น จึงมุ่งทางที่ถูกที่ควร


    ค้นคิดทำนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อใช้สอยภายในชุมชน


    บ่อน้ำดื่มตามจุดอำนวยสะดวก มีระบบชักรอกถนอมแรงไม่ให้เหนื่อย


    บ้านเรือนใดตั้งอยู่ใกล้บ่อ ถือเป็นหน้าที่มีเกียรติเฝ้าดูแลสาธารณูปโภค


    สิ่งละอันพันละน้อย สมาชิกในชุมชนต้องรับผิดชอบร่วมกัน


    สำคัญตัวคนเป็นผู้นำ ท้าวฟ้าฟื้นยึดมั่นในประชาธิปไตย


    มติตั้งชื่อชุมชนเชียงยืน ต่างเห็นพ้องต้องกัน


    ในการเป็นศูนย์รวมพลัง หวังความยั่งยืนสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน


    ...ระยะแรกย่อมมีสิ่งเข้ามาทดลองวัดใจ ชาวไทเย้านับถือผีบรรพบุรุษ


    มองผู้มาใหม่ไทพวนเป็นศัตรู บังอาจบุกรุกเขตของพวกตน


    มีพิธีกรรมปล่อยของอาเพศมาเล่นงาน เพื่อเป็นการสั่งสอนอยู่ร่ำไป


    ฝั่งไทลาวข้ามโขงมาสมทบ นำโดยองค์หญิงขันทองมารดาท้าวเทศ


    กลมกลืนกับชาติพันธุ์ท้องถิ่น กลายเป็นไทญ้อชอบปลูกข้าว ทำนา


    ไทกะเลิงอาศัยบนหุบเขา เก่งล่าสัตว์ถนัดยิงธนู เป่าลูกดอก


    บางครายกโขยงแบกเอาของป่า มาแลกกับเกลือ จนคนในชุมชนเชียงยืนคุ้นเคย


    ไทโส้ มักเก็บตัวใช้ชีวิตสมถะ สืบทอดวัฒนธรรมอย่างเหนียวแน่น


    หลากชาติพันธุ์ อาศัยตามแหล่งชุมชนของแต่ละเผ่า


    ตามภูเขาสูง หรือใกล้หนองน้ำ จึงมีชาวบ้านปลูกเรือนในบริเวณ


    ชุมชนเชียงยืนก็เช่นกัน นับวันประชากรขยับขยาย


    ลูกชายนางพวง แต่งกับลูกสาวนายแหวงหัวหน้าชุมชนโรงเกลือ จากริมน้ำมูล


    ที่อุตส่าห์โยกย้าย ชักชวนคนในถิ่นเดิมออกแสวงหาอาณานิคมใหม่


    จนมารวมตัวกันในชุมชนเชียงยืนแห่งนี้ ซึ่งคาดการณ์จะเพิ่มจำนวนผู้คนขึ้นอีก


    กรณีแทบเป็นไปไม่ได้ เสือหาญแอบรักข้างเดียวจนเหม่อลอย


    ขั้นเดือดร้อนตาลุน ซึ่งนับถือฉันท์ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ฤาษีอมตะอาจารย์คนเดียวกัน


    ดั้นด้นเดินทางไปตามหา*หมอเหยา จากชุมชนของชาวไทโส้ 


    จ้างวานให้มาช่วยรักษาอาการเหมือนถูกผีเข้า หลบหน้าหลบตาไม่อยากสุงสิงกับใคร


    ตกอยู่ในห้วงซึมเศร้า ประการน้อยใจในความต่ำต้อยของตัวเอง


    ที่ไหนได้ แท้แล้วปิดบังความชอกช้ำไว้ไม่มิด


    ตาลุนเสียเบี้ยอัฐ ให้กับหมอเหยาชนิดทั้งเสียเวลา


    เพราะเสือหาญสารภาพ มีใจต่อนางคำปง แม่ของบักลายสือหรือท้าวฟ้าฟื้น


    ตั้งแต่แรกพบ จวบจนทุกวันนี้ต้องปิดปากเงียบ


    ข้อที่ตนเป็นเพียงชายคนธรรมดาสามัญ ทั้งอดีตไม่ขาวสะอาด


    ก่อให้เจียมตัวไม่เผยอเกินฐานะ อันริจะเด็ดดอกฟ้ามาเคียงคู่


    ธุระซึ่งตาลุนอาสาเป็นพ่อสื่อให้ เพื่อเสือหาญจะได้สมหวังสักที


    แนะนำให้ใช้ความจริงใจเข้าหา พิสูจน์ว่าสามารถทำได้


    อีกทั้งปรับปรุงในเรื่องการพูดการจา เสือหาญต้องเรียนรู้มารยาทเพิ่มเติม


    ชาติกำเนิดคำปงเคยเป็นถึงองค์หญิง ย่อมพิจารณาบุรุษคนที่จะเริ่มต้นด้วย


    หลังจากองค์เลอสรวงสวรรนคต นางไม่มีท่าทีจะมีผัวใหม่


    การจะพิชิตใจ ต้องอาศัยความเสมอต้นเสมอปลาย 


    สร้างสัมพันธ์เชิงค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัดเพราะต่างฝ่ายก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว


    หินผาศิลาแกร่งยังกร่อนได้ หัวใจคนทั้งคนต้องมีบ้างอ่อนไหว


    ขึ้นเดือนสิบสอง ประเพณีลอยกระทงมาถึง หนองหารสายน้ำเป็นพยาน


    คำปงตอบตกลง กับการคุกเข่าขอแต่งงานจากปากเสือหาญ 


    ชายที่ยอมทำเพื่อนางได้ทุกอย่าง และสัญญาจะมั่นคงตลอดไป


    ...หลายครั้งรจนาเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน เพราะเส้นกั้นแบ่ง


    ที่ลายสือสร้างมันขึ้นมาตามความคิด ไม่ควรละเมิด


    ทำให้เธอไม่เข้าใจ ว่าเหตุอะไรท้าวฟ้าฟื้นถึงเปลี่ยนไป


    สัมผัสได้การวางตัวเหินห่าง พยายามสนทนาพูดน้อยที่สุด


    เวลาเหมาะพอที่จะถามไถ่ รจนาตัดสินใจยืนดักทาง


    ขณะอีกคนก้าวเดินมา กิริยาทำเหมือนกับมองไม่เห็นเธอ


         “ถ่าก่อนอ้าย”


    ทักขอให้รอ รจนามีเรื่องข้องใจซึ่งต้องการคำตอบ


         “โทษเด้อ อ้ายฟ้าว”


    ปลีกออกมาจากคณะ หมดวาระการประชุมบนศาลา


    เดินผ่านดงมะพร้าว เจอกับหญิงที่ตนหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์


    จำเป็นหาข้ออ้าง หวั่นทำใจยากเย็นในประเด็นรักต้องห้าม


         “คึสิลำบากหลาย คั่นเว้ากับน้อง”


    เผลอผสมความแง่งอน รจนาประชดตัดพ้อ


    ก้าวกำลังขยับ จึงหันมาอธิบายตรงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคต


         “ฟังเด้อ น้องนางรจนา มื้อข้างหน้าเจ่าสิพ้อคนดี”


    เอ่ยขึ้นเพื่อเข้าเรื่อง โดยชี้ให้เห็นวันข้างหน้ารจนาจะมีชายที่นางพึ่งพาได้


    ใช้ชีวิตร่วมกัน สร้างครอบครัวสมบูรณ์ตามหวัง


    ด้านรจนาหงุดหงิดทุกครั้ง ท้าวฟ้าฟื้นดุจกับขับไล่เธอ


         “บ่ต้องฮอดมื้อหน้าดอก มื้อนี่หละนางกะพ้อคนดีแล้ว”


    ยิ่งลักษณะอยากหนีห่าง เป็นตัวเธอจะวิ่งตามเอง รจนาท้าทายผู้ชายตรงหน้า


    อานุภาพต้นรัก ชักนำ ส่งผลทำให้สองคนต่างรู้ดี แต่ต้องซุกซ่อนท่าที


         “จังซั่นกะขอให้สมพรเด้อ”


    ทำไขสือรีบตัดบท ท้าวฟ้าฟื้นอวยพรในประโยคที่ได้ฟัง


         “โตอ้าย เว้าอีหลีบ่”


    โดนผลักไสเจือวลีปรารถนาดี รจนาหยั่งเชิงย้ำกับความจริงใจที่ทำไมดูฝืน ๆ


         “แม่นแล้ว อ้ายยินดีกับเจ่า”


    ท้าวฟ้าฟื้นเกรงจะเผยสิ่งเก็บไว้ในใจ ยิ้มกลบเกลื่อนให้รจนา


         “จังซั่นกะ นางคึดไปเองผู้เดียวตั๊วหนิ”


    หลุดคำตำหนิตัว รจนาเปรยกับคนที่ปฏิเสธเธอ


    ตั้งสติระงับความอยากรู้ ที่กระตุ้นให้กล้าพอเปิดใจพูด


    ก้มหน้ายอมรับสภาพอกหัก รจนาเดินออกมาจากความผิดหวัง


    อันท่าทางท้าวฟ้าฟื้น มองเธอเป็นน้องสาวเท่านั้น


         “รจนา อ้ายฮักเจ่า”


    มือคว้าไว้ทัน สุดท้ายลายสือโกหกตัวเองไม่ลง


         “คนโลเล! ข่อยบ่อยากเว้านำแล้ว”


    ตวาดในความสลับขั่วกับความรู้สึกที่ปลดปล่อย รจนาโมโหใยมาพูดตอนนี้


         “สิเป็นเฮืองบ่น้อ พี่ น้องกันเด้หละเฮา”


    นั่นอย่างไรปัญหาใหญ่ของลายสือ ระบายอุปสรรคข้อจำกัดอึดอัดใจ


         “บ่ต้องญ่านอ้าย ฟ้าบ่ผ่าแต่เจ่าดอก”


    ประโยคชวนให้ยิ้มได้คลายกังวล รจนาเอ่ยขึ้นทั้งยกประวัติเก่าก่อนมาเล่า


    การสมรสกันภายในเครือญาติ อาจไม่ใช่เรื่องผิดในยุคสมัยสร้างบ้านแปลงเมือง


    ตำราที่นางเคยอ่าน ยังเขียนไว้เป็นบันทึกพงศาวดารให้ได้ศึกษา.


    *น้ำกร่อย เกิดจากสภาพทางธรณีวิทยา ที่มีชั้นเกลือหินอยู่ใต้ดิน


    *หมอเหยา คือบุคคลผู้ทำพิธีเหยาของชาวไทโส้ 


    เป็นการรักษาผู้ป่วยทางจิตวิญญาณ โดยเชื่อว่าอาการเจ็บป่วยนั้น


    เกิดจากผีหรือวิญญาณกระทำ ซึ่งหมอเหยาทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง 


    ผ่านการร่ายรำ ร้องเพลง และดนตรี (แคน) เพื่อขับไล่ให้ผีออกจากตัวผู้ป่วย


    ทั้งยังทำพิธีเรียกขวัญ สำหรับความเป็นสิริมงคล


    ของประกอบพิธี มีเครื่องคาย ขันธ์ 5 และขันธ์ 8


    ขั้นตอนและวิธีการเหยาของชาวโส้


    การเตรียมตัวและวินิจฉัย เมื่อมีการเจ็บป่วย 


    ผู้ป่วยหรือญาติจะเชิญหมอเหยามาสอบถามอาการ


    จากนั้นเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย


    การเตรียมเครื่องคาย จัดเตรียมเครื่องบูชาตามความเชื่อ


    จำพวกธูป เทียน ด้านสายสิญจน์ ขันธ์ 5 หรือขันธ์ 8 เพื่อทำพิธีขอขมาหรือเชิญผี


    หมอเหยาจะแต่งกายและร่ายรำไปพร้อมกับการร้องบทกลอนเหยา


    อันมีทำนองเฉพาะตัว โดยมีแคนบรรเลงประกอบจังหวะ


    จุดประสงค์เพื่อใช้สื่อสาร เป็นการติดต่อกับวิญญาณ


    การรักษา หมอเหยาจะคุมผีออกจากการร่ายรำ 


    หรือทำการเรียกร้องขวัญให้กลับคืนร่างผู้ป่วย 


    เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและหายจากอาการเจ็บป่วย


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)