หนึ่งเดือนพ้นผ่าน นับว่าเป็จุดที่แย่ที่สุดของสำนัก ตอนนี้คลื่นใต้น้ำเริ่มทยอยโหมกระหน่ำชัดเจนมากขึ้น การแบ่งฝั่งแทบจะชัดเจนอยู่เนื่อง ๆ
ลานฝึกที่เคยคึกคักกลับเงียบผิดปกติ ศิษย์หลายคนจับกลุ่มกระซิบกระซาบ เมื่อมีเหล่าอาจารย์เดินผ่าน เสียงทั้งหมดดับลงทันที
ทั้งนี้เองเหล่าศิษย์สำนักที่อยู่ภายนอกก็ทยอยเดินทางกลับสำนัก ทางอาจารย์หวงเองก็ไม่อาจวางใจ จึงได้ส่งจดหมายเรียกศิษย์พี่ซูเหมยหลินกลับมา
แน่นอนเื่ในสำนักนั้นเป็เื่เล็กไปเลยหากพูดถึงศิษย์พี่ซูเหมยหลิน มู่ไห่เฉินเองก็อยากให้นางรีบกลับสำนักโดยเร็ว
แต่เช้าตรู่ก็มีศิษย์ผู้หนึ่งมาหา มู่ไห่เฉินแม้ไม่ได้รู้จักคนผู้นี้เป็การส่วนตัวนัก แต่ก็พอคุ้นหน้าว่าเป็คนรู้จักของไป๋ซูหลิง
ศิษย์ผู้นี้กล่าวว่ามารดาของเขาป่วยหนักต้องไปดูแล อีกสองวันข้างหน้าเขาต้องรับผิดชอบไปดูแลงานที่ดาราพังพิงสามวัน เขาบอกว่าไป๋ซูหลิงให้มาร้องขอ ไป๋ซูหลิงกล่าวว่าท่านจะรับปากอย่างแน่นอน
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็ต้องรับปากอย่างที่ว่า จะภารกิจไหนก็ไม่ต่างกันเท่าไร อีกทั้งไหน ๆ ไป๋ซูหลิงก็กล่าวขนาดนั้นก็คงยากปฎิเสธ แต่ภารกิจด้านล่างก็ดีไม่ใช่น้อย อย่างน้อยก็อาจจะหาเวลาเที่ยวได้บ้าง
ทั้งสองเดินไปยังหอบัญชาเพื่อแจ้งเื่การสับเปลี่ยนภารกิจ และก่อนจากกันศิษย์ผู้นั้นยังมอบเงินให้จำนวนหนึ่งเป็ค่าน้ำใจ
ไหน ๆ ่นี้ก็ว่างเว้น มู่ไห่เฉินจึงตรงไปยังเหนือน้ำตก อีกไม่กี่วันศิษย์พี่ก็จะกลับแล้ว เขาตั้งใจจะปรับปรุงสถานที่ให้ดีขึ้นเสียหน่อย
ที่นี่ไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็ร่มรื่นสบายใจเป็ที่สุด หลังจากเก็บกวาดสถานที่จนเรียบร้อยและเป็ที่น่าพอใจ มู่ไห่เฉินล้มตัวนอนจ้องมองท้องฟ้าอย่างเคย
สายลมเย็น ๆ พัดพาละลองน้ำล่องลอยมาััใบหน้า ขณะที่มู่ไห่เฉินกำลังจะเคลิ้มหลับไป ห่างออกไปมีเสียงย่ำกิ่งไม้แห้งและใบไม้
เสียงสายธารและสายลมที่พัดต้องกับต้นไม้ใหญ่ทำให้ฟังเสียงไม่ถนัดนัก ฝีเท้าบาง ๆ นั้นฟังอย่างไรก็น่าจะเป็เสียงคนเดิน แต่ใครเล่าจะเดินที่นี่แห่งนี้กัน
ด้วยความสงสัยมู่ไห่เฉินลองเดินฝ่าหญ้ารกไปตามทิศทางของเสียง ไม่นานนักมู่ไห่เฉินก็ต้องประหลาดใจ ข้างหน้าคือไป๋ซูหลินกับศิษย์อีกสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่
เหมือนว่าพวกเขาจะพูดคุยเสร็จแล้ว และกำลังแยกย้ายกันไป มู่ไห่เฉินค่อย ๆ เดินเข้าไปก่อนจะเรียกไป๋ซูหลินจากที่ไกล ๆ นางหันมาด้วยท่าทีงงงวยก่อนจะโบกมือตอบรับ
ทั้งสองเดินหากันก่อนจะเริ่มทักทายกัน
“เ้ามาทำอะไรที่นี่!”
“เ้ามาทำอะไรที่นี่”
“เ้าพูดก่อน!”
“เ้าพูดก่อน”
“ข้า…!”
“ข้า…”
เสียงหัวเราะของเขาทั้งสองกลบความสงบของป่าทันที ต่างคนต่างพูดในสิ่งที่อีกคนพูด ช่างเป็เื่เผอิญที่หาได้ยากยิ่ง
ไป๋ซูหลินนางกับศิษย์อีกหลายคนได้รับภารกิจตามหาสมุนไพรบริเวณนี้ แต่ตอนนี้พบแล้วศิษย์กำลังนำกลับไป
เมื่อรู้วัตถุประสงค์ของไป๋ซูหลิงแล้ว มู่ไห่เฉินก็พานางไปยังพื้นที่เหนือน้ำตก และแน่นอนนางเมื่อไปถึงก็เบิกตากว้างกับวิวทิวทัศน์เหมือนครั้งแรกที่มู่ไห่เฉินมาที่นี่
“ไม่รู้เลยว่าบริเวณสำนักจะมีที่งดงามได้ถึงเพียงนี้”
ไป๋ซูหลิงนางดูมีความสุขกับสิ่งที่เห็นจริง ๆ นั้นทำให้มู่ไห่เฉินเองก็มีความสุขไปด้วย
ทั้งสองนั่งลงชมทิวทัศน์กว้างใหญ่เบื้องหน้า ไป๋ซูหลิงเริ่มเปิดบทสนทนาถึงสิ่งที่มู่ไห่เฉินอยากทำในอนาคต
แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินอยากออกท่องโลกกว้าง อยากไปชมวิวทิวทัศน์งดงามเช่นนี้อีกหลาย ๆ แห่ง
นางเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างบริสุทธิ์ แววตานั้นจ้องมองออกไปด้วยความสงบนิ่ง
“ข้าเองก็อยากจะทำเช่นนั้น เ้าจะต้องได้ทำสิ่งที่เ้าอยากทำได้แน่ ดังนั้นหากวันหนึ่งข้าไม่อาจจะออกไปได้…เ้าช่วยมองโลกที่งดงามนี้แทนข้าที”
คำพูดของไป๋ซูหลิงคล้ายแฝงความนัย มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็ไม่ได้ยินดีเท่าไรนัก เขาอยากให้นางนั้นออกไปมองโลกใบนี้ด้วยตาของนาง
ไป๋ซูหลิงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข นางบอกว่าครั้งนี้นางอุตส่าห์ตั้งใจพูดให้ดูจริงจังมากที่สุดแล้ว แต่มู่ไห่เฉินก็ยังยิ้มแย้มหยอกล้อนางเช่นเคย
“อ้อ! แล้วมีศิษย์มาไปร้องขอเปลี่ยนงานกับเ้าหรือยัง”
ไป๋ซูหลิงพูดเหมือนพึงนึกออกว่ามีเื่เช่นนี้อยู่
มู่ไห่เฉินบอกว่าเขาได้รับปากแล้ว และทำการสับเปลี่ยนงานเรียบร้อย
นางที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเบาใจ ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นาน วันนี้มู่ไห่เฉินรู้สึกว่านางนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย คำพูดคำจานั้นดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้น
เมื่อถึงเวลาที่สมควรทั้งสองก็ต่างร่ำลากันจากไป
แต่เช้าตรู่ก็มีคนมาเคาะห้องของมู่ไห่เฉินอีกเช่นเคย ภายในใจมู่ไห่เฉินคิดว่าคงจะมีเื่รบกวนอีกเป็แน่
เมื่อเปิดประตูออกก็พบกับจิ้วหยวน นี่ก็นับว่านานแล้วที่ไม่ได้พบเขา ดูจากชุดที่เขาใส่แปลว่าตอนนี้ก็เป็ศิษย์ขั้นฝึกปราณแล้วเช่นกัน
หลังจากสนทนายินดีกันอยู่ครู่หนึ่งจิ้นหยวนก็เริ่มพูดเข้าเื่ด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“เ้ารู้จักแม่นางเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม”
มู่ไห่เฉินพอได้ยินแล้วชื่อนี้ก็คุ้นหูเสียจริง
“เป็แม่นางขั้นฝึกปราณน่ารัก ๆ ผู้นั้นสินะ”
มู่ไห่เฉินนึกย้อนกับไป ก็คงเป็นางที่เคยเฝ้ายามด้านหลังสำนักด้วยกัน
การที่จิ้นหยวนมาร้องขอเช่นนี้ก็ชัดเจนแล้วคงแอบชอบนางเป็แน่ มู่ไห่เฉินเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
แทนที่วันนี้จะต้องเตรียมตัวลงเขา กลายเป็ว่าต้องไปหอบัญชาหมู่ดาวอีกครั้งเพื่อสับเปลี่ยนงาน
ก่อนจากกันจิ้นหยวนยังคงกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข นั้นก็ทำให้ให้มู่ไห่เฉินเองก็มีความสุขไปด้วย ในใจได้แต่หวังว่าสหายผู้นี้จะสมหวังในความรักของเขา
อย่างไรเสียวันนี้ก็เว้นว่างอีกวัน นานแล้วที่ไม่ได้เจอลุงหลี่ วันนี้คงต้องแวะเวียนไปเยี่ยมเสียหน่อย
มู่ไห่เฉินยังจำได้ดีว่าเวลานี้จะพบลุงหลี่ที่ไหน เขาตรงไปยังลำธารข้างสำนัก ตอนนี้ลุงหลี่กำลังตักน้ำกลับสำนัก
“ให้ข้าช่วยท่านเถอะ”
มู่ไห่เฉินกล่าวพร้อมกับจับถังน้ำขึ้นแล้วเดินนำหน้าไป ลุงหลี่ที่เห็นก็ไม่ได่กล่าวอันใด เขาเพียงยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น
หลังจากทั้งสองขนน้ำเสร็จก็มานั่งพูดคุยกันอย่างเช่นเคย อย่างไรเสียการได้นั่งพูดคุยกับลุงหลี่นั้น สำหรับมู่ไห่เฉินแล้ว เขาสบายใจเป็ที่สุด เขาสามารถพูดได้ทุกอย่าง อย่างไม่ต้องปกปิดอะไร ไม่ต้องสวมหน้ากากฐานะ เพียงแค่พูดคุยเหมือนญาติคนสนิท
วันนี้ลุงหลี่กล่าวว่าได้ไก่ป่ามาตัวหนึ่ง ่เย็นอยากชวนมู่ไห่เฉินมานั่งกินด้วยกัน แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินต้องตอบรับอยู่แล้ว
ยามเย็นลานข้างบ้านเก่า ๆ ของลุงหลี่นอกรั้วสำนัก กองไฟเล็ก ๆ กองหนึ่งกำลังลุกโชน บนนั้นมีร่างอันไร้ิญญาของไก่ป่าหนึ่งตัว
มู่ไห่เฉินกับลุงหลี่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ลุงหลี่นั้นมักมีเื่เล่าให้ฟังอยู่ประจำ ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กเื่น้อยในสำนัก หรือแม้แต่ข่าวลือในยุทธภพ
อากาศเย็นใน่หัวค่ำ ไก่ย่างหนึ่งตัวกับเหล้าหนึ่งไห ช่างเป็บรรยากาศที่อบอุ่น เสียงหัวเราะทั้งสองดังก้องไปทั่วบริเวณ
ดึกเพียงใดไม่รู้ แต่บนฟากฟ้านั้นก็เต็มไปด้วยดวงดาวนับพันนับหมื่น มู่ไห่เฉินกล่าวอำลาลุงหลี่ด้วยความรักความอบอุ่น มู่ไห่เฉินสัญญาว่าคราวหลังเขาจะนำไก่มาฝาก แล้วมานั่งดื่มด้วยกันอีก
มู่ไห่เฉินเมื่อถึงห้องก็เข้านอน นี่คงจะเป็อีกราตรีที่หลับตาลงไปด้วยความสุข
เวลาค่อย ๆ เดินไปในความมืดมิด ยามใดแล้วไม่รู้ ทว่าท้องฟ้ายังคงมืดมิดเต็มไปด้วยแสงดาว
มู่ไห่เฉินตื่นขึ้นเพราะเหมือนมีเสียงความวุ่นวายภายในสำนักเกิดขึ้น ยังไม่ทันได้ตั้งสติดีก็มีเสียงถีบประตูและบุกเข้ามา
มู่ไห่เฉินลุกขึ้นยังไม่ทันได้เตรียมตัว สองดาบก็ต่างพุ่งเข้าหา มู่ไห่เฉินรีบเข้าประชิดก่อนใช้วิชาคว้าดาราแย่งดาบทั้งสองเล่มจากคนชุดดำของคนมาได้
มู่ไห่เฉินใช้ดาบสองเล่มตีจนสองคนนั้นสลบไป เสียงด้านนอกนั้นยังคงวุ่นวายไม่ขาดสาย มู่ไห่เฉินรีบถือกระบี่และเร่งฝีเท้าออกไปตรวจสอบ