ทันทีที่รถ SUV สีดำของผู้บุกรุกจอดที่กระท่อมน้อยริมลำธาร เหล่าชายฉกรรจ์นับสิบคนก็กรูกันลงมาจากรถทั้งสามคันนั้น พวกเขากระจายตัวล้อมกรอบรอบตัวบ้าน ตาคอยสังเกตตามประตูหน้าต่างเพื่อตรวจเช็กเื่การป้องกันจากภายใน
ชายเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดไปรเวทแบบคนปกติทั่วไป แต่สวมทับด้วยอุปกรณ์ทางยุทธวิธีและติดอาวุธมาเต็มอัตราศึก ทั้งอาวุธหลักและรองของพวกเขาต่างก็มีการปรับแต่ง และติดตั้งอุปกรณ์เสริมมาอย่างครบเครื่อง เรียกว่าเป็หน่วยรบที่มีการเตรียมพร้อมมาเป็อย่างดีทีเดียว
ะุปืน 2-3 นัดถูกยิงเข้าใส่หน้าต่างแต่ละด้าน จากนั้นะเิสตันจึงถูกขว้างตามเข้าไป เสียงะเิของมันดังสนั่น และแรงดันทำให้กระจกทุกบานแตกละเอียดปลิวออกมาด้านนอก
สิ้นเสียงะเินั้นชายฉกรรจ์ภายนอกก็กรูกันเข้าไปในบ้านจากทุกทิศทุกทาง ห้องทุกห้องถูกตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีใครแอบซ่อนอยู่
“หัวหน้าครับทุกห้องเคลียร์ ไม่มีคนอยู่ครับ”
สิ้นเสียงรายงานผ่านวิทยุเพียงครู่เดียว ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าบ้านมาจากทางหน้าประตู ชายผิวขาวรูปร่างใหญ่โตราวกับนักเพาะกาย ผมบนศีรษะถูกโกนออกและไว้หนวดเครายาวฟูสีน้ำตาล เขาสวมใส่อุปกรณ์พร้อมรบเช่นเดียวกับลูกทีมของเขา
“ไหนได้อะไรบ้าง” ชายผู้นั้นเอ่ยถาม
“หัวหน้า!!..ห้องเก็บของด้านข้างห้องนี้มีอาวุธอยู่จำนวนนึง ผมลองตรวจเช็กดูแล้ว อาวุธพวกนี้ได้รับการปรับแต่งและดูแลอย่างดี มันดียิ่งกว่าการดูแลของทหารทั่วไปซะอีกครับ บางกระบอกเนี้ยบเหมือนเอาไปให้ช่างปืนบำรุงรักษามา ทั้งปืนเครื่องะุกับชุดแต่งทั้งหมดเป็ของดีราคาแพง เดาว่าองค์กรของพวกมันอาจจะทุนหนาพอสมควรเลย”
“แล้วไงอีก”
“มีกันสามคนครับผู้หญิงทั้งหมด” ชายอีกคนที่ยืนพิงกำแพงรายงานพร้อมชี้เข้าไปในห้องนอนที่เขาพึ่งจะค้นมัน
“มีเตียงสามเตียง ตู้สามใบ ในตู้ทุกตู้มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิง ตุ๊กตา เครื่องสำอาง มีครบหมดเว้นที่โกนหนวดดังนั้นให้ผมเดาผมว่าน่าจะเป็เด็กผู้หญิงวัยรุ่น” ชายคนนั้นรายงานต่อ
“แล้วไง ถ้าเป็สาวแล้วผู้หญิงจะเริ่มพกมีดโกนหนวดหรือไงวะ” มีเสียงหนึ่งแซวขึ้นมาขัดคอ
“เออสิวะฉันเคยเห็นเมียแกโกนขนหน้าแข้งตอนอาบน้ำ หลังจากอึ๊บกับฉันเสร็จเว้ย”
“แปลกนะแม่แกไม่เห็นโกน”
เสียงเย้าแหย่ปนโห่ฮาดังขึ้นอย่างครื้นเครงราวกับเป็งานรื่นเริง จนกระทั่งชายคนที่เป็หัวหน้าต้องเบรก
“มีรูปพวกมันมั้ย” หัวหน้าพูดพร้อมยกมือขึ้นห้ามไม่ให้พวกเขาพูดนอกเื่
“ไม่มีครับมือถือก็ไม่มีคงเอาไปด้วย เหลือแค่แล็ปท็อปเครื่องเดียวแต่เราไม่ได้แตะต้องมันตามที่หัวหน้าสั่ง” ลูกน้องอีกคนรายงานต่อ
“พึ่งหนีไปสดๆร้อนๆเลยน่าเสียดายจัง”
เสียงชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นจากนอกระเบียง ชายคนนี้ไม่ได้มากับชุดทหารในรถ SUV แต่ลงมาจากรถบรรทุกคันเล็กที่ตามรั้งท้ายมา
“ทำไมพวกมันถึงรู้ตัวก่อนล่ะโอลก้า ไหนแกคุยว่าตัวเองเป็แฮคเกอร์อันดับหนึ่งของโลกไม่ใช่เหรอ”
ชายคนที่เป็หัวหน้าหันไปพูดกับชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่นอกระเบียง หนุ่มคนนี้แตกต่างจากกลุ่มทหารที่อยู่ในบ้าน เขาแต่งกายอย่างวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป สวมแว่นตา ใบหน้าท่าทางของเขาเหมือนเด็กนักเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่า ไม่ได้ดูเป็ทหารเช่นคนอื่นๆ
“พวกมันไม่ได้รู้ตัวก่อน แต่พึ่งรู้ตัวก่อนหน้าเรามาถึงไม่กี่นาที ดูนี่แซนด์วิชนี่ยังอุ่นอยู่เลยแล้วก็นั่น”
ชายคนที่ชื่อโอลก้าชี้ไปที่มอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดที่ตั้งอยู่ในบ้าน
“นั่นจอรับภาพของกล้องวงจรปิด มันน่าจะมีกล้องอยู่ตรงไหนสักแห่ง จับภาพบนถนนทางเข้าที่เราขับผ่านมา”
“งั้น..ทำไมแกถึงไม่แฮคกล้องมัน”
“โธ่..อย่าคิดว่าแฮคเกอร์จะแฮคอะไรก็ได้ทุกอย่างบนโลกสิเฮีย ไอ้กล้องเนี่ยน่าจะเป็ระบบออฟไลน์ เมื่อมันไม่ต่อกับคอมหรืออินเทอร์เน็ต มันก็เป็ระบบปิดเจาะไม่ได้..เข้าใจยัง?”
ชายหนุ่มพูดจบก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี จากนั้นเขาก็เลิกสนใจเหล่าทหารตรงหน้าเพราะหันไปให้ความสนใจกับแล็ปท็อปเครื่องที่ตั้งไว้บนโต๊ะที่ระเบียงแทน
“ใครทำหน้าจอมันแตกเนี่ยเกิดมันพังขึ้นมาทำไง”
ชายหนุ่มบ่นอย่างหัวเสียเมื่อเห็นรอยร้าวที่หน้าจอ มันคงเกิดจากถูกกระจกที่แตกกระเด็นใส่ แต่พอเปิดขึ้นเครื่องกลับค้างอยู่ที่หน้าจอ system คล้ายกับว่ามันเป็เครื่องใหม่ที่ยังไม่ได้ลงระบบปฏิบัติการใดๆ
“ลบซะเกลี้ยง...น่าสนใจดีนี่ เอวาเจลีน”
ทั้งสามสาวไอริส ไอร์แลนด์ และเชอรี่ ย่ำเท้าเดินฝ่าป่าสนสลับกับทุ่งหญ้าในเขตูเาหลังบ้านของพวกเธอ โดยบ้านของพวกเธอนั้นมีทางเข้าแค่ทางเดียว ถ้าข้าศึกเกิดบุกมาจากทางนั้น เส้นทางหนีที่ดีที่สุดคือลัดเลาะขึ้นเขาไป จากบ้านของพวกเธอถ้าข้ามเขาไปอีกด้านราว 5-6 ไมล์ จะมีถนนเส้นเล็กในูเาที่ผ่านหมู่บ้านชาวไร่ และต่อออกไปยังถนนใหญ่ได้
“ว่าไงนะโอลก้าเหรอ ที่แปลว่าวาฬเพชฌฆาตน่ะนะ” ไอร์แลนด์ถาม
“เปล่าโอลก้าเป็ชื่อคนในภาษายูเครน จริงๆแล้วอย่างไม่เป็ทางการหมอนี่เป็แฮกเกอร์อันดับหนึ่งของโลก” เชอรี่ก้มหน้างุดๆเดินบ่นเหมือนหมีกินผึ้ง
“นึกว่าเชอรี่เป็อันดับหนึ่งของโลกซะอีก” ไอริสถามขณะเดินตาม
“ไม่หรอกฉันไม่เคยชนะหมอนั่นได้..วันนึงพอฉันคิดว่าตัวเองพอจะทาบรัศมีหมอนั่นได้ หมอนั่นก็ดันหายตัวไปไหนไม่รู้ เหมือนหายจากโลกไปเฉยๆ บ้างก็ลือกันว่าตาย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาทำงานให้พวกโต๊ะกลม”
“ตอนนี้ไงโอกาสแก้มือ” ไอริสรีบเชียร์
“ไม่ไหวหรอกดูก็รู้แล้วว่าตอนนี้หมอนั่นพัฒนามากขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาเจาะย้อนทางเข้าคอมฉันได้จนเราต้องมาลำบากอยู่ตรงนี้ไง แล้วตอนนี้ฉันก็มีแค่เ้านี่กับโทรศัพท์ดาวเทียมฉันไม่พร้อมจะสู้กับหมอนั่นหรอกน่า”
เชอรี่ชูแท็ปเล็ตที่มีคีย์บอร์ดในตัวของเธอกับโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม
“ทำไมล่ะ?ไหนเธอบอกว่า แค่โทรศัพท์หรือคอมห่วยๆ ก็สามารถบงการเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่อีกที่หนึ่งให้โจมตีเป้าหมายได้ไม่ใช่เหรอ”
“เพราะรถคันนั้นต่างหาก..รถคันที่สี่ที่เห็นในกล้อง มันเป็รถที่น่าจะบรรทุกเครื่องมือที่เอาไว้ปิดกั้นการสื่อสารระยะไกล ถ้าเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์ดาวเทียมเพื่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ เราก็อาจจะโดนพวกมันดักสัญญาณไว้และแฮคเข้าไปยึดเซิร์ฟเวอร์ของพวกเราซะเอง”
“แย่ชะมัดเลย...เราไม่มีทางสู้หมอนั่นได้เลยเหรอ” ไอริสบ่น
“ทำไมเราต้องสู้หล่ะ?” คำพูดลอยๆของไอร์แลนด์ทำให้ทั้งไอริสและเชอรี่หันมามองเธอ
“ฟังนะเพื่อน ๆ” ไอร์แลนด์ขยับตัวหันหน้าเข้าหาเชอรี่ เอามือสองข้างกุมเข้าที่หน้าของเพื่อนคนนี้เอาไว้
“พวกเราตอนนี้ไม่ได้เป็คนที่พวกเราเคยเป็เมื่อก่อนแล้ว เราเลือกที่จะทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า และในทางที่เราเลือกเดินนี้มันไม่มีอันดับ ไม่มีชื่อเสียง แม้แต่ชื่อกับประวัติของตัวเองเราก็ต้องโยนทิ้งไป เชอรี่เธอยัง้าชื่อเสียงในฐานะแฮคเกอร์มือหนึ่งอยู่เหรอ หรือว่าไอริสเวลาถ้าเธอยิงใส่สไนเปอร์อีกฝ่าย เธอคิดมั้ยว่าเธอกับเขาใครยิงเป้าที่ 1,000 หลาแม่นกว่ากัน”
“ไม่..” ทั้งไอริสและเชอรี่ตอบพร้อมกัน
“ถูกแล้ว..คนพวกนี้มันมาฆ่าเรา พวกมันไม่ได้มาแข่งกับเรา พวกมันกับเราสู้เพื่อเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน และไม่ว่าเหตุผลนั้นจะดีหรือเลว มันก็ไม่ใช่การแข่งขันแน่” ไอร์แลนด์พูดขณะที่จ้องตาเพื่อนทั้งสอง
“ดังนั้นหน้าที่ของเธอเชอรี่..ทำให้หมอนั่น ไอ้เ้าแฮกเกอร์มือหนึ่งของโลกนั่น ฉันไม่สนมันจะเป็ใครก็ช่าง ถ้ามันขวางทางพวกเราก็เขี่ยมันให้พ้นทางไป จะด้วยวิธีไหนก็ได้นั่นหน้าที่เธอ ชั้นกับไอริสจะจัดการพวกทหารที่เหลือเอง”
เชอรี่มองหน้าไอร์แลนด์ รอยยิ้มจางๆเริ่มปรากฏบนใบหน้าของเธอ
“โอเคฝากทางนี้ด้วยเดี๋ยวฉันจะไปจัดการเ้าโอลก้านั่น” เชอรี่กระชับกระเป๋าเข้ากับตัวแล้วพลันหันเดินลงข้างทางที่เป็ทุ่งหญ้ารก ครู่เดียวเธอก็หายไปจากสายตาเพื่อนๆ
“ทางนี้ก็เหลือแต่เราเดาจาก SUV สามคันพวกนั้นน่าจะมากันเกินสิบคน ถ้ารถคันสุดท้ายนั้นบรรทุกอุปกรณ์ดักการสื่อสารมาจริงจำนวนคนที่เป็กำลังรบอาจจะมาพร้อมสามคันหน้าเท่านั้น แต่ถึงยังงั้นอาจจะมีอย่างน้อยสิบถึงสิบห้าคน” ไอร์แลนด์วิเคราะห์สถานการณ์คร่าวๆอย่างรวดเร็ว
“งั้นเราคงจะต้องซุ่มโจมตีแถวนี้น่าจะดีกว่ามีทุ่งหญ้าสลับกับป่าสนเราชำนาญพื้นที่กว่า ไอริสจะขึ้นเนินไปหาที่ซุ่มที่พอจะตรวจการณ์ได้รอบด้าน เราต้องยิงสร้างสถานการณ์ เชอรี่จะได้แอบย้อนทางกลับไปได้ง่ายหน่อย” สาวน้อยไอริสเอ่ยขึ้น
“โอเคเร็วๆด้วย พวกนั้นจะตามมาถึงเร็วๆนี้แหละ” ไอร์แลนด์กล่าว
ไอริสเดินแยกตัวปีนขึ้นเขาไป ในขณะที่ไอร์แลนด์เปิดกระเป๋าแบบสะพายหลังของเธอเพื่อตรวจอุปกรณ์ ภายในนั้นมีตาข่ายพรางอยู่หนึ่งผืนพร้อมสีพรางทาใบหน้าอีกชุดหนึ่ง และอุปกรณ์จิปาถะอีก 2-3 อย่าง
หญิงวัยกลางคนรูปร่างเ้าเนื้อที่จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่สบายใจนัก โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะข้างตัวพลันถูกคว้ามาอย่างรวดเร็ว กดโทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของเ้านายเธอที่บันทึกไว้
“ว่าไงแมรี่”
“คุณริชาร์ดคะ มีการแจ้งเตือนว่าสัญญาณที่บ้านของเด็กๆขาดหายไปราวๆ 20นาทีแล้วค่ะ”
“แน่ใจเหรอ”
“แน่ใจค่ะ”
“งั้นแมรี่คุณเปิดแผนที่มา หาร้านค้าหรือบ้านคนที่อยู่ในรัศมีสองไมล์จากกระท่อมนั้นแล้วโทรไปให้หน่อย จะเป็บ้านใครก็ได้”
“ทำอย่างนั้นทำไมคะคุณริชาร์ด”
“ผมอยากรู้ว่าสัญญาณมันขาดหายไปโดยอุบัติเหตุ หรือมีการบล็อกสัญญาณจากอุปกรณ์อะไรมั้ย ถ้าเราโทรติดเพื่อนบ้าน ก็แสดงว่าอุปกรณ์เราอาจจะเกิดขัดข้อง หรือแค่เชอรี่ทำอะไรแผลง ๆ แต่ถ้าไม่ติดเพื่อนบ้านเลยสักหลังเราอาจจะเจอปัญหา ทำเดี๋ยวนี้ได้ผลเป็ยังไงแจ้งผมด้วย”
ทีมล่าสังหารของ “โต๊ะกลม” จำนวนสิบนายกระจายตัวเดินเท้าฝ่าหญ้าสั้นในเขตป่าสน พวกเขาคอยสังเกตตัวบ่งชี้ที่ผิดปกติมาตลอดทางเพื่อการแกะรอย ทั้งทีมเดินเว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อป้องกันกับดักประเภทะเิและเพื่อการคุ้มกันเพื่อนข้างๆไปด้วย
“หัวหน้าครับข้างหน้าเป็ทางเดินผ่านทุ่งหญ้าเปิดโล่งแถมถูกประกบด้วยเนินเขาสองด้าน ถ้าพวกมันจะซุ่มยิงเราด้านหน้านี้น่าจะมีโอกาสมากที่สุดครับ”
เสียงลูกน้องคนที่เดินตามด้านหลังที่มีหน้าที่ดูแผนที่ไปด้วยรายงาน
“เดินระวังและคอยสังเกตรอบๆให้ดีๆ”
เสียงของชายคนที่เป็หัวหน้าสั่งผ่านระบบสื่อสารของทีม แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวต่อไปพลันมีเสียงะุวิ่งแหวกผ่านอากาศมาด้วยความเร็วสูง ตามด้วยเสียงปะทะที่ดังทุ้มหนัก ะุนัดนั้นเจาะเข้ากับอกลูกน้องนายหนึ่งที่เดินรั้งท้าย แม้เขาจะเลือกใช้เกราะรุ่นที่สามารถกันะุ 7.62 มม.ได้แล้วก็ตาม แต่ะุนัดนั้นมันกลับเจาะผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย ร่างนั้นหงายหลังล้มตึงในทันที
“พลซุ่มยิง!!”
เสียงะโที่ดังขึ้นส่งผลให้ทั้งทีมเหมือนผึ้งแตกรัง สมาชิกในทีมที่เหลือต่างกระจายตัวไปซุ่มซ่อนยังหลังสุมทุมพุ่มไม้ หรือตามโคนต้นไม้ที่คิดว่าบังะุให้ตนเองได้อย่างรวดเร็ว
“ใครถูกยิง!!” เสียงคนเป็หัวหน้าะโถามจากที่ซ่อน
“วินนี่ครับ..หมอนั่นนิ่งไปแล้วไม่เห็นขยับตัวเลยครับ”
“วินนี่...วินนี่...บัดซบเอ๊ยโดนเข้ากลางอก มันเจาะเพลทเข้าไปเลย!” ชายคนที่อยู่ใกล้คนตายที่สุดพยายามชะโงกตัวขึ้นมองแล้วรายงาน
“บ้าชิบ...เจาะเข้าไปได้ไงวะ เพลทเรากันะุ7.62ได้ไม่ใช่เหรอ” อีกคนนึงะโถาม
“น่าจะโดน 300 วินแม็กว่ะ”
“ใจเย็น ๆ มีใครเห็นทิศทางที่ยิงมาบ้าง” ชายคนที่เป็หัวหน้าถามผ่านระบบวิทยุเพื่อป้องกันการถูกแอบฟัง
“ไม่เห็นครับ!”
“ไมเคิลกับสตีวาร์ท พวกแกสองคนใช้ DMR พวกเราจะเป็เป้าล่อให้ พอมันยิงคอยสังเกตทิศทางที่ะุยิงมาแล้วจัดการมันทำได้มั้ย”
คนเป็หัวหน้ารีบวางแผนแบบรวดเร็ว โดยจะให้คนในทีมออกไปวิ่งล่อะุเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธ และคนที่ใช้อาวุธแบบ DMRหรือ Designated masksman rifle (อาวุธสำหรับพลแม่นปืน) จะได้ทำหน้าที่กำจัดพลซุ่มยิงของฝ่ายตรงข้าม
“เอาจริงเหรอครับหัวหน้าพวกมันมีกันตั้งสามคนเลยนะ” ลูกน้องคนนึงถามด้วยความไม่แน่ใจ
“พวกมันน่าจะมีพลซุ่มยิงแค่คนเดียว ไม่งั้นเมื่อกี้คงยิงมาสามนัดแทนที่จะเป็นัดเดียวแล้ว แต่พวกเราต้องวิ่งล่อเปลี่ยนตำแหน่งกันทุกคน และห้ามวิ่งไปในทางเดียวกันหรือวิ่งใกล้กัน ถ้ามีคนวิ่งแค่คนสองคนมันจะสามารถจัดการเราได้ง่าย ที่สำคัญวิ่งกระจายตัวออกไปขอบป่าจะมีกำบังเยอะกว่า ถ้าสบโอกาสก็เข้าป่ากระจายตัวไปตามหาเ้าพลซุ่มคนนี้ให้ได้”
ชายหัวหน้าวิเคราะห์สถานการณ์นั้นอย่างเฉียบแหลม เพราะการยิงเป้าเคลื่อนที่สำหรับพลซุ่มยิงนั้นแม้จะยากแต่ก็ไม่ใช่เื่ที่ทำไม่ได้ แต่ในทางจิตวิทยาการเป็พลซุ่มยิงนั้นต้องใช้ทักษะและสมาธิสูง การที่จู่จู่จะต้องมาเจอเป้าที่ต้องยิงพร้อมๆกันหลายๆเป้า ความสับสนจะส่งผลต่อสมาธิกับความแม่นยำ เพราะการตัดสินใจในการจะเลือกยิงเป้าไหนจะทำให้เกิดความเชื่องช้าตามมานั่นเอง
“เตรียมตัวรอฟังสัญญาณนะ”
“ครับ”
“3..2..1..ไป”
ชายคนเป็หัวหน้าสั่งพร้อมกับตัวเองก็วิ่งเปลี่ยนตำแหน่งไปกับลูกน้องด้วย เพราะถือว่าตัวเองก็ต้องแสดงภาวะผู้นำเช่นกัน ไม่ใช่สั่งแล้วให้ลูกน้องทำตามเพียงอย่างเดียว
หากแต่ว่าแม้การวิเคราะห์สถานการณ์นั้นจะเฉียบแหลมปานใดแต่มันกลับใช้ไม่ได้กับไอริส เธอถูกฝึกมาให้ตั้งสมาธิอยู่กับเป้าหมายทีละเป้า เมื่อยิงเป้าที่หนึ่งแล้วจึงเลือกเป้าที่สองและจัดการไปทีละเป้า ดังนั้นในยามนี้เธอจึงจับเป้าหมายที่ศัตรูอีกคนนึงที่เธอเห็น ไอริสตั้งเขาเป็เป้าหมายที่สองั้แ่เขาซ่อนตัวหลังจากเธอยิงเป้าหมายแรกแล้ว ดังนั้นเมื่อชายคนนี้ลุกขึ้นเพื่อจะไปวิ่งล่อตามแผนของหัวหน้าทีม ทำให้เขากลายเป็รายถัดไปที่ถูกะุ.300วินเชสเตอร์แม็กนั่มของไอริสเจาะเข้าที่กลางอกล้มคว่ำไปอีกคน
“เห็นแล้ว”
ชายคนที่ชื่อไมเคิลซึ่งอาวุธเขาเป็ปืนกึ่งอัตโนมัติแบบ AR10 ที่ติดกล้องเล็งแบบกำลังขยาย 1-6 เท่าเอาไว้ เขาตรวจการณ์เจอเข้ากับไอริสที่ซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งที่จัดว่าผิดปกติ สไนเปอร์จะถูกฝึกให้ซ่อนในที่ๆสามารถตรวจการณ์ได้ยาก แต่ไอริสกลับซ่อนตัวหลังต้นไม้ จุดนั้นเป็แลนด์มาร์คต้องห้ามของพลซุ่มยิงทุกคน เพราะมันสังเกตและจดจำได้ง่าย ดังนั้นหากเกิดมีสิ่งใดผิดปกติจะถูกตรวจสอบเจอได้ก่อน ไมเคิลจึงมองเห็นเธอ
ไมเคิลยิงปืนใส่ไอริสตรงจุดที่ซ่อนไว้แต่มันไม่โดนเธอ เพราะจุดที่ว่านั้นแม้ตรวจจับง่ายแต่การยิงให้ถูกนั้นยากมาก ร่างสาวน้อยคนนั้นมีต้นไม้ทั้งต้นกำบังอยู่โผล่มาแค่เพียงปืนเท่านั้น เมื่อสตีวาร์ทเห็นทิศทางที่ไมเคิลยิงเขาก็ช่วยยิงตาม จนทำให้ไอริสต้องรีบถอนตัวจากจุดซุ่มเพราะถูกยิงกดดันอย่างหนัก
“บนนั้นยิงเลย”
ชายคนที่เป็หัวหน้าสั่งให้ลูกน้องใช้วิธีการยิงคุ้มกันเพื่อเบนความสนใจ จากนั้นตัวเขากับลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งพยายามจะอ้อมทางไปตีโอบด้านข้างทันที
“หัวหน้าครับ..!”
“ว่ามา”
“สตีวาร์ทหายไปครับ”
“แน่ใจเหรอ” หัวหน้าถามกลับ
“เขาหยุดยิงไปผมนึกว่าเปลี่ยนซองะุแต่เขาเงียบหายไปเฉยๆ” ไมเคิลรายงาน
เพราะในระหว่างที่คนอื่นวิ่งเปลี่ยนตำแหน่งและไม่เคิลกับสตีวาร์ทกำลังพยายามมองหาพลซุ่มยิง ไอร์แลนด์ก็โผล่มาจากพุ่มไม้ไม่ห่างจากเขานัก จริงๆแล้วเธอซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นั้แ่ก่อนพวกเขามาถึง และสิ่งที่ดูเหมือนพุ่มไม้นั้นคือร่างของไอร์แลนด์ที่ใช้ตาข่ายพรางตัวเธอด้วยกิ่งไม้และใบไม้รอบบริเวณ ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็เทคนิคแบบเดียวกับการทำชุดกิลลี่สูทของพลซุ่มยิง
ไอร์แลนด์ลุกขึ้นมาจากจุดซ่อนที่อยู่หลังสตีวาร์ทห่างไปแค่ไม่กี่ก้าว เธอย่องเข้าไปในขณะที่เขากำลังยิงไอริสอยู่ การเพ่งสมาธิกับการยิงรวมถึงเสียงปืนทำให้เขาไม่รู้เลยว่าเธอย่องเข้ามาจากด้านหลัง มีด Commando Extrima Ratioในมือของไอร์แลนด์ เป็มีดที่ออกแบบโดยเลียนแบบมีดพกของหน่วยคอมมานโดอังกฤษในสมัยก่อน มีดทรงกริชสองคมปลายแหลมถูกเสียบเข้าที่ช่องว่างข้างลำตัวที่ไม่มีเกราะป้องกัน มืออีกข้างของเธอก็ปิดปากเขาไว้ไม่ให้ส่งเสียง ใบมีดที่ยาวถูกแทงจนมิด สอดผ่านร่องซี่โครงเข้าไปถูกอวัยวะปอดและหัวใจ ทำให้ชายผู้โชคร้ายคนนั้นขาดใจตายในทันที จากนั้นเธอก็เช็ดใบมีดกับกางเกงเขา หยิบวิทยุส่วนตัวไปด้วยก่อนถอยไปเปลี่ยนตำแหน่งการซ่อนตัว
“เปลี่ยนการเคลื่อนที่เป็ระบบคู่เดี๋ยวนี้”
ชายหัวหน้าสั่งเปลี่ยนระบบทีม จากการเคลื่อนที่แบบเดี่ยวให้เป็จับกลุ่มเป็คู่ เพราะยามนี้มีศัตรูที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ การเคลื่อนที่แยกเดี่ยวจึงกลายเป็เื่อันตรายเสียแล้ว
ชายสองคนจากทีมบุกบ้านถูกแบ่งให้ทำหน้าที่เฝ้ารถบรรทุกของโอลก้าที่จอดอยู่บริเวณข้างบ้าน รถคันนี้เป็แบบที่เชอรี่คาดไว้ คือด้านหลังมันบรรทุกห้องที่มีระบบควบคุมการสื่อสาร โดยระบบนี้จะรบกวนการสื่อสารทุกชนิดในรัศมีห้าไมล์รอบตัว ควบคุมไม่ให้มีการโทรออกรับเข้า หรือสามารถควบคุมให้เข้ายึดสายการสื่อสารเพื่อดักดูดักฟังก็ได้
ชายทั้งสองที่ทำหน้าที่เฝ้ารถนั้นตอนนี้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานนี้เท่าใดนัก เพราะเขาทราบว่าตอนนี้ทีมของเพื่อนอีกสิบคนที่ไปทำหน้าที่ตามรอยเด็กสาวถูกลอบโจมตี และอาจจะมีคนตายแล้วถึงสามคน
“แกว่าเอาไงดีเราจะตามไปช่วยดีมั้ย”ชายคนนึงกล่าว
“แต่เราถูกสั่งให้เฝ้าที่นี่ถ้าหัวหน้าไม่ขอชั้นว่าเราอยู่นี่ดีกว่า หัวหน้ากับพวกที่นั่นน่าจะจัดการได้น่า”
“แต่มันน่าเป็ห่วงนี่หว่า”
ชายคนที่ถามถอนหายใจอย่างหัวเสีย แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่ก่อนที่ชายสองคนกำลังจะได้กลับไปประจำตำแหน่ง บางสิ่งพุ่งเข้ากระแทกเข้าที่อกของชายคนแรก ตรงกลางเพลทกันะุพอดี และเ้าสิ่งที่วิ่งมากระแทกด้วยความเร็วนั้นมันก็ะเิใส่ชายทั้ง 2 ที่ยืนใกล้กันในทันที
เสียงะเิดังสนั่นส่งผลชายคนที่โดนยิงอย่างจังนั้นกระเด็นถอยหลังไปชนเข้ากับรถบรรทุกที่จอดอยู่ ส่วนชายอีกคนที่ยืนข้างกันนั้นล้มลงโดยไม่กระเด็น แต่เขาดิ้นพราดๆด้วยความเ็ปจากสะเก็ดะเิ
เชอรี่ปรากฏตัวขึ้นที่ชายป่าไม่ห่างออกไปนัก เธอยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมปืนลูกซอง Salvo12 กับะุ Slug หัวะเิ กระบอกเดียวกับที่เธอใช้ครั้งภารกิจอีสตันบูลตอนที่ถูกไล่ล่านั่นเอง เชอรี่อาศัยจังหวะชุลมุนที่ไอริสและไอร์แลนด์สร้างขึ้น ย้อนทางกลับมาที่บ้านเพื่อจัดการกับโอลก้าตามที่เธอรับปากเพื่อนๆของเธอไว้
เชอรี่สะบัดปืนกระบอกนั่นให้สายสลิงคล้องปืนเหวี่ยงปืนไปอยู่ข้างหลังจากนั้นเธอก็ชักปืนพก Flux MP17 ออกมาจากซองข้างขา นิ้วชี้ปาดกดกับคันบังคับข้างตัวปืนที่เหนือไกปืน พลันพานท้ายแบบหดได้ก็ดีดตัวออกมา เชอรี่ประทับเล็งสายตาลอดผ่านศูนย์ refelx sights ของ Trijicon RMR ทันทีที่จุดแดงทาบกับเป้า เชอรี่ก็เหนี่ยวไกแบบดับเบิลแท็ปใส่ชายคนที่ดิ้นครวญครางอยู่สองชุดติดๆ ได้ผลชะงัดะุสี่นัดทำชายคนนั้นเงียบลงในทันควันเพราะิญญาหลุดลอยออกจากร่าง จากนั้นเธอหันมาเล็งปืนไปที่ชายคนแรกที่ถูกยิงด้วยะุหัวะเินั้น ร่างเขานอนนิ่งไม่ไหวติงแต่เธอก็ยังส่งะุ 1 นัดเจาะเข้าที่กะโหลกศีรษะ เพื่อเน้นให้ชัวร์ว่าเขาไม่ได้แค่าเ็จนหมดสติไป
“โอลก้านั่นเสียงอะไรเสียงปืนหรือเปล่า”
ชายคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเด็กเนิร์ดนั่งร่วมห้องอยู่กับโอลก้าที่ท้ายรถบรรทุกนั้นเอ่ยถาม ในห้องนี้มีโอลก้ากับผู้ช่วยวัยไล่เลี่ยกันอีก 2 คน คนหนึ่งเป็ผู้หญิงแต่สาวคนนี้ดูแตกต่างจากพวกเขา เพราะเธอแต่งกายแบบพังค์ย้อมผมเจาะหูและสักทั่วร่างกาย แต่ถึงแม้บุคลิกจะดูมาดมั่นแต่ยามนี้สีหน้าเธอก็ดูไม่ดีเช่นเดียวกับชายคนที่ถาม
“ทีมคุ้มกันเราร่วงไปแล้ว”
ผู้หญิงคนนั้นบอกเพราะเธอเข้าระบบกล้องวงจรปิดที่อยู่รอบคันและเห็นการโจมตีของเชอรี่ผ่านกล้องนั้นเอง
“บ้าชะมัดไหนดูหน่อย”
โอลก้ากดเข้ากล้องวงจรปิด เขาลองเล่นภาพย้อนหลังก็พบว่าทีมคุ้มกันของรถถูกโจมตีจากที่ไกล แต่ระยะมันห่างเกินที่กล้องจะมองเห็น เขาจึงใช้มือบังคับกล้องเพื่อให้มันเงยกวาดตรวจการณ์ไปรอบๆ แต่ก็ยังไม่เจอใคร และแล้วกล้องนั้นก็ทยอยดับไปทีละตัวๆ ด้วยะุปืนของเชอรี่
“รีบล็อกประตูเร็วเข้า”
โอลก้ารีบชี้นิ้วสั่ง ชายคนที่เป็ลูกน้องรีบกระวีกระวาดไปที่ประตูและกดล็อกอย่างรวดเร็ว
“รถคันนี้มันกันะุใช่มั้ย”ชายคนนั้นถามหลังจากล็อกประตู
“ใช่เท่าที่รู้..ใช่นะ” โอลก้าบอกตอนนี้น้ำเสียงเขาเริ่มสั่นเพราะความวิตกกังวล
“เราต้องรีบบอกให้เฟดเดอริคกลับมาช่วยเรานะ” ผู้หญิงอีกคนรีบเสริม
“ได้ๆ..ใช่โทรไปเลยโทรไป”
โอลก้ารีบชี้ใส่เธอเป็ทำนองว่าให้รีบทำตามนั้น แต่ทว่าเขากลับได้ยินเสียงะเิลูกเล็ก ๆ ติดกัน 4-5 ลูก เหนือหลังคารถของเขาและระบบการสื่อสารทั้งหมดก็ล่มในทันที
เชอรี่นั่นเอง เธอใช้ปืนลูกซองที่มีะุหัวะเิของเธอยิงใส่เสาส่งสัญญาณหลายเสา รวมทั้งจานดาวเทียมที่อยู่บนหลังคารถคันนั้น จนมันพังเละไม่มีชิ้นดีเพื่อตัดการสื่อสารทั้งหมดของรถคันนี้
“บัดซบเอ้ยย!! เวรละ มันตัดการสื่อสารของเรา” โอลก้าสบถออกมาดังลั่น
“ทำไงดีเราจะทำยังไงดี” เสียงของหญิงสาวลูกน้องของโอลก้าเริ่มโวยวายขึ้นมา
“ใจเย็นๆซี่!!..ขอฉันคิดก่อน” โอลก้าะโใส่เธอคนนั้น
“ใช่แล้ว...รถคันนี้มันกันะุยังไงมันก็บุกเข้ามาไม่ได้ เราก็แค่ใช้วิทยุนั่น” โอลก้าชี้ไปที่วิทยุสื่อสารที่มี 2-3 เครื่องบนรถคันนี้
“เสาสัญญาณเราพังไปแล้ว แปลว่าตอนนี้ใครจะติดต่อกันยังไงก็ได้รวมถึงเราด้วย เราก็แค่เก็บตัวรอในห้องนี้แล้วเรียกเฟดเดอริกกับทีมของเขากลับมาช่วยเรา แค่นั้นเอง เธอพยายามวอหาเขานะ ชั้นจะก่อกวนสมาธิของมัน” โอลก้าพูดกับลูกน้องพลางเอื้อมมือไปคว้าไมค์ที่ทำให้พูดกับคนข้างนอกได้มาพูด
“สวัสดี..เฮ้ๆ...เอ่อ..นายเป็ใคร” เสียงของโอลก้าดังผ่านลำโพงข้างตัวรถออกมา และเชอรี่ก็ได้ยิน
“สวัสดีโอลก้า” เสียงตอบของเชอรี่ทำให้โอลก้ารู้ว่าเธอกำลังวนเวียนรอบรถของเขานี่เอง
“เธอเองเหรออีวาเจลีน...ว้าว..เมื่อกี้มันแบบ สุดยอดมากเลยนะเธอ..เอ่อ ..จัดการพวกเขาสองคนได้ง่ายๆเลย”
“ฉันเดาว่านายคงไม่เปิดประตูชวนชั้นเข้าไปเลี้ยงน้ำชาแน่ใช่มั้ย” เชอรี่ตอบ
“เอ่อ..ไม่!!อีวาเจลีน..ขอโทษ แต่ถ้าจะให้ชั้นแนะนำเธอควรหนีไปเร็วๆดีกว่า เพราะชั้นวิทยุเรียกเพื่อนของชั้นให้พวกเขากลับมาช่วยชั้นแล้ว และเธอต้องเน่าแน่ถ้าเจอกับพวกเขา”
โอลก้าหัวเราะแบบฝืนๆ แต่เขาจำต้องทำมันเพราะ้าข่มขวัญของเชอรี่
“รู้มั้ยโอลก้าฉันรู้วิธีเจาะแบบอื่นที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ด้วยนะ”
“เธอหมายความว่าไง?”
เชอรี่ไม่ตอบ แต่คำพูดลอยๆของเชอรี่ทำให้โอลก้าเริ่มกังวลมากขึ้น เขาเคยเผชิญหน้ากับคู่แข่งมามากมายแต่เป็การต่อสู้กันผ่านจอคอมและเขาชนะมาทุกครั้ง แต่ยามนี้คู่แข่งคนนึงที่เขาเคยเอาชนะมาได้อย่างง่ายดายในสมัยก่อน จนถึงก่อนหน้านี้แค่ไม่กี่นาทีเขาก็พึ่งจะสยบเธอไปหยกๆ แต่ในยามนี้ ตอนนี้เธอกลับมาสร้างความกลัวที่เย็นเยือกลงไปถึงไขสันหลังให้แก่เขา ราวกับว่าเด็กสาวคนที่เขาเผชิญอยู่ด้านนอกรถในขณะนี้เป็อสุรกายก็ไม่ปาน
“เธอหมายความว่ายังไง!!” โอลก้ากระแทกเสียงใส่ไมค์อีกครั้งแต่ก็ยังไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
จริงๆแล้วเชอรี่ใช้ความกลัวในใจหลอกให้กลุ่มคนในรถไม่กล้าออกมา จากนั้นเธอก็เพียงเดินกลับเข้าไปในบ้าน โชคดีที่บ้านถูกตรวจค้นเท่านั้น คนพวกนี้ยังไม่ได้ขนของอะไรของพวกเธอไป เชอรี่เดินกลับไปเอาอุปกรณ์ของเธอในกระเป๋าใบใหญ่ในห้องเก็บของ มันเป็แท่งพลาสติกยาวๆต่อกันเป็ทรงกรอบสี่เหลี่ยมขนาดพอๆกับช่องหน้าต่างเล็กๆ จากนั้นเธอก็หยิบสายชนวน ฝักแค ตัวล็อกสายฝักแคและตัวจุดชนวนแบบดึงติดมือออกมา
ครั้นถึงท้ายรถบรรทุกคันนั้น เธอยังได้ยินเสียงโอลก้าที่พยายามคุยกับเธออยู่ ชายคนนั้นคิดว่าที่เธอไม่ตอบเขาเพราะ้าเล่นาจิตวิทยา เชอรี่หยิบเ้าโครงกรอบสี่เหลี่ยมนั้นชูขึ้น แกะเทปกาวตรงด้านนึงออกแล้วประกบติดมันเข้ากับประตูที่ท้ายรถ
สิ่งที่เชอรี่ติดเข้าไปมันคือะเิเจาะกำแพงแบบที่หน่วยสวาทใช้เจาะเข้าอาคาร โดยส่วนใหญ่ะเิชนิดนี้จะใช้ซีโฟร์ แต่เชอรี่เธอชอบประยุกต์ใช้ะเิของตัวเธอเองให้มีหลายแบบ และเ้าตัวนี้มันพิเศษกว่าตัวอื่นตรงที่มีดินะเิหลักเป็ะเิเชฟชาร์จหรือะเิโพรง ซึ่งเธอใช้แม๊กนีเซียมแผ่นยาวทรงตัวแอลคว่ำวาง้า ประกบหลังด้วยดินะเิที่มีส่วนผสมของคอมโพซิชั่นบีกับแพนโทไลท์ ซึ่งมันคือดินะเิที่หัวของระบบจรวดต่อสู้รถถัง แม้แต่ในทางอุตสาหกรรมะเิชนิดนี้ยังถูกใช้ในการตัดเสาเหล็กทั้งต้น เพื่อถล่มตึกแทนการทุบตึกนั่นเอง
เชอรี่ต่อสายชนวนออกมาพร้อมติดตั้งตัวจุดชนวนเข้าไป ก่อนที่เธอจะเบี่ยงตัวมาหลบมุมข้างของรถ จากนั้นเธอก็ดึงห่วงของตัวจุดชนวน ทันใดนั้นเองเสียงะเิดังสนั่นก็พลันเกิดขึ้น ะเิโพรงของเธอเจาะช่องที่ประตูท้ายรถบรรทุกเป็ช่องสี่เหลี่ยมขนาดพอ ๆ กับกรอบของมัน แรงะเิของมันหลอมแม็กนีเซียมเป็ใบมีดความร้อนสูงเจาะผ่านประตูอย่างง่ายดายคล้ายเอามีดที่เผาไฟไปปาดเนย ะเิที่อัดเข้าข้างในทำให้ทั้งโอลก้าและลูกทีมของเขาถึงกับสำลักควัน และหูอื้อจากการโดนเสียงะเิอัดเข้าในห้องแคบปิดตาย
เชอรี่โพล่หน้าเข้าไป เปิดไฟฉายที่ใต้ลำกล้องปืนส่องดูหน้าแต่ละคนช้าๆ ทั้งสามคนจำต้องยกมือขึ้นยอมจำนน
“ใครคือโอลก้า” เชอรี่ถาม
ชายและหญิงคนที่เป็ลูกน้องรีบชี้ไปที่โอลก้าตัวจริง ในขณะที่เขาพยายามชี้โบ้ยไปทางลูกน้องผู้ชายอีกคนนึง แต่ยังไงสองเสียงย่อมชนะหนึ่งเสียง
“นายคือโอลก้าเหรอ” เชอรี่หันไปถามพร้อมชี้ปืนไปหาเขา
“ใช่ก็ได้...อย่ายิงชั้นนะ” โอลก้าขอร้องพร้อมด้วยหน้าซีดเผือด
“ตอนนี้ยัง”
พูดจบเชอรี่ก็ยิงะุสองนัดใส่ลูกน้องสองคนที่เหลือของโอลก้าล้มลง
โปรดติดตามตอนต่อไป...