ณ ดินแดนอสูรกาย ก่อนประตูมิติเปิด
“ข้าแปลกใจนักไม่คิดว่า พญามัจจุราชจะลงทุนมาหาข้าถึงที่” พิเชษฐ์ไชยจ้าวผู้ปกครองดินแดนอสูรกายทักทายเทวราช ขณะที่เดินเข้ามาหาเทวราช ซึ่งได้นั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าควรมาเยี่ยมเยียนท่านตั้งนานแล้ว โปรดอภัยให้ข้าด้วยท่านจอมมาร” เทวราชกล่าวก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อยแสดงความถ่อมตัวต่อจอมมาร
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ท่านมาที่นี่คงไม่คิดที่จะมาเยี่ยมถามไถ่ทุกข์สุขข้าอย่างเดียวหรอกใช่ไหม?” จอมมาเอ่ยถามอย่างรู้ทันกัน พร้อมทำมือเชื้อเชิญให้พญามัจจุราชนั่งลง เทวราชยิ้มแล้วก็หัวเราะ
“ท่านช่างปราดเปรื่องนัก งั้นข้าจะไม่อ้อมค้อมเลยนะ ข้า้าให้ท่านช่วยข้าเปิดประตูมิติ” จอมมารได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขาก็ได้หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยตอบไป
“ข้าจะช่วยท่านเปิดได้อย่างไร ใครๆก็รู้ั้แ่สร้างพรมแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ประตูนั้นก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงวิธีการจะเปิดมันได้”
เทวราชยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะยื่นหน้ามาพูดใกล้ๆพิเชษฐ์ไชย
“แล้วถ้ามันมีคนเปิดได้ละ ท่านสนใจไหม?” เทวราชพูดยิ้มๆสายตาเ้าเล่ห์ของเขามองสีหน้าจอมมารที่กำลังใหนัก อย่างพึงพอใจ แล้วได้ดึงตัวกลับมาอยู่ในท่านั่งปกติ
“ข้าจะได้อะไรจากการช่วยท่าน” จอมมารเริ่มต่อรอง
“เมื่อเปิดประมิติได้ ข้าจะยึดทั้งดินแดน์และดินแดนมนุษย์โลก แล้วตัวท่านก็ปกครองดินแดนอสูรกายและดินแดนยมโลกดีมั้ย?” จอมมารพิเชษฐ์ไชยได้ฟังเช่นนั้นก็มีความพึงพอใจ
“แล้วข้าจะช่วยได้อย่างไร?” จอมมารเอ่ยถาม
เทวราชยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพูดแผนการให้จอมมารฟัง
“ วิหคเพลิงที่ท่านมหาเทพสร้างขึ้น เพื่อมอบเป็ของกำนัลแก่เทพธิดาสุพรรษา ตอนนี้นางเปิดดวงตาที่ 3 ได้แล้ว ดวงตาที่ 3 สามารถหยั่งรู้ทุกเื่ มองเห็นทุกอย่าง ที่อยากรู้ในโลกธาตุนี้ นางได้วางหัวใจไว้ที่เทพธิดาสุพรรษาแล้ว เราจะใช้นางเป็คนเปิดประตูให้เรา”จอมมารอดสังสัยไม่ได้ จะให้วิหคเพลิงเปิดประตูมิติ แล้วนางจะยอมหรือ? แต่ก็ไม่ท้วงติง นิ่งเงียบฟังต่อ
“ข้า้าไข่มุกดำที่เกิดจากน้ำตาของนางปีศาจมัจฉา จากท่าน”
“ท่านจะเอาไปทำอะไร?”จอมมารอดสงสัยไม่ได้
“เมื่อถึงเวลาข้าจะบอกท่านเอง” เทวราชพูดจบ เขาเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้าที่แฝงด้วยชัยชนะของเขา ท่ามกลางความสงสัยของจอมมาร
..........................................................................................................................................................................
ณ ดินแดนมนุษย์โลก
พิทักสินธิ์ ยังคงอยู่ตรงจุดเกิดพลังของวิหคเพลิงครั้งแรก เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างในร้านกาแฟแถวนั้นโดยหันหน้าออกไปหน้าร้าน ถึงเขานั่งเงียบๆ แต่ในห้วงความนึกคิดของเขากลับมีแต่ภาพของหญิงที่เขารักเต็มไปหมด
“กสุณียอดรักของข้า” เขาพรืมพรำ ในขณะที่หลับตาลงหวนนึกถึงวันนั้น วันที่ประตูมิติเปิด วันที่เหล่ามัจุราชและเหล่าอสูรกายโจมตีดินแดน์
“พิทักสินธิ์ เ้าจงพาน้องหญิงกสุณี ไปยังอุโมงค์จุติ”อิศรเทพได้ออกคำสั่ง
“ขอรับท่านมหาเทพ” พิทักสินธุ์รับคำสั่ง
“ท่านพี่ ข้าจะไปได้อย่างไรกัน ข้าไปจากท่านไม่ได้” กสุณีได้คัดค้านคำสั่งผู้พี่
“น้องหญิงเ้าฟังพี่ เราไม่มีเวลาแล้ว เ้าจงไปยังอุโมงค์จุติ หลบซ่อนตนเองในดินแดนมนุษย์โลก เป็ทางเดียวที่พี่จะปกป้องเ้าให้ปลอดภัยได้”
“ท่านพี่”กสุณีได้แต่ร่ำไห้อาวรณ์
“พี่สูญเสียน้องหญิงสุพรรษาและน้องหญิงกสุณาแล้ว พี่จะไม่ยอมสูญเสียเ้าไปอีกคน เ้าเชื่อพี่จงไปกับพิทักสินธิ์ เมื่อเ้าเปิดดวงตาที่ 3 ได้ ถึงตอนนั้นเ้าจงกลับมาช่วยพี่ น้องหญิงของพี่เ้าจงปลอดภัย”อิศรเทพเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้น้องสาว ก่อนจะสั่งให้พิทักสินธิ์พานางไปทันที
พิทักสินธิ์พากสุณีมาถึงอุโมงค์จุติ ทั้งสองจึงเดินผ่านอุโมงค์จุติไปทะลุยังอีกดินแดน ทันใดนั้นก็ปรากฎตัวของสตรีนางหนึ่งที่มีความงดงาม ลอยออกมาจากม่านหมอก ตรงมาหาทั้งสอง เมื่อทั้งสองเห็นผู้มาเยือนจึงได้ทำความเคารพ นางผู้มาเยือนนี้คือ เทพธิดาผู้นำทาง เมื่อเท้านางแตะพื้นแล้ว นางยิ้มให้ทั้งสองอย่างอ่อนโยน แล้วยื่นมือออกมาพร้อมหงายขึ้น ทันใดนั้นก็ปรากฏถ้วยชาที่มีน้ำอยู่แล้วขึ้น แล้วนางก็ยื่นถ้วยชานั้นให้แด่กสุณี
“เ้าดื่มน้ำนี่ซะ” กสุณีรับถ้วยชามา เธอหันไปมองหน้าพิทักสินธิ์ พิทักสินธิ์พยักหน้าให้ น้ำที่เธอกำลังจะดื่มนี้เป็น้ำลบความทรงจำ เป็กฎของผู้ที่จะไปจุติยังดินแดนมนุษย์ กสุณีมองน้ำนี่แล้ว หยดน้ำตาเธอก็ร่วงหล่นจากเบ้าตา จากนั้นเธอก็ดื่มมันเข้าไป แล้วส่งถ้วยคืนเทพธิดานำทาง
การไปจุติเป็หนทางเดียวที่จะซ่อนพลังของเธอได้ ตราบใดที่เธอยังเป็มนุษย์ พลังของเธอจะถูกกดไว้ที่ใต้จิตสำนึกชั้นที่ลึกที่สุด เมื่อเธอสามารถเปิดดวงตาที่ 3 ได้สำเร็จ ทั้งพลังและความทรงจำของเธอจะหวนคืนมาทั้งหมด
“ได้เวลาเดินทางแล้ว” เทพธิดานำทางยื่นมือมาหากสุณี กสุณีเธอหันมามองหน้าพิทักสินธิ์อีกครั้ง เขาได้พยักหน้าให้เธออีกครั้งด้วยสายตาอาวรณ์ยิ่งนัก
“เ้าไม่ต้องกลัวนะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ข้าจะตามหาเ้าเจอ”พิทักสินธิ์พูดกับเธออย่างอ่อนโยน กสุณีพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเอ่ย
“ข้าเชื่อใจเ้า ฝากเ้าช่วยคุ้มครองท่านพี่มหาเทพด้วย” จากนั้นกสุณีก็เอื้อมมือไปจับมือเทพธิดานำทาง ทั้งสองลอยขึ้นเหนือพื้น แล้วลอยตรงไปที่ม่านหมอก กสุณีหันกลับมามองพิทักสินธิ์อีกครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะลอยหายวับเข้าไปในม่านหมอก
พิทักสินธิ์ได้ลืมตาขึ้น นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบนาง
.........................................................................................................................................................................
ณ ดินแดน์ ก่อนประตูมิติเปิด
หลังจากที่กสุณาได้ออกเดินทางตามหาบริวารคู่ใจ นางได้บินมาถึงดินแดนหิมพานต์ ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงเรียกแว่วมาตามสายลม
“นายท่านๆ ข้าอยู่นี่ๆ” กสุณาใช้ดวงตาที่ 3 มองหาต้นตอของเสียง จนไปพบนาคาน้อยตัวหนึ่งอยู่ในสระบัว นางยิ้มแล้วก็บินตรงไปหานาคาน้อย
เมื่อนาคาน้อยมองเห็นกสุณา นาคาน้อยแสดงความดีอกดีใจ สำแดงฤทธิ์เดชเป็นาคาตัวมหึมา ลอยขึ้นจากสระบัวไปบนท้องฟ้าอย่างลิงโลด กสุณาหัวเราะชอบใจกับท่าทีของนาคาน้อย แล้วนาคาน้อยก็ลอยตรงมาหานาง
“ข้าทำให้เ้ารอนานหรือ สหายของข้า”กสุณาเอ่ยถาม
“ก็นานอยู่นายท่าน แต่ยังมีกุมารนาคาอีกตน ที่น่าสงสารกว่าข้าเยอะ” นาคาน้อยพูดจบก็หัวเราะชอบใจ
กสุณาฟังแล้วก็อดขำในคำพูดจาของนาคาน้อยไม่ได้
“เอาละๆ กุมารนาคา สหายของข้า เราต้องเดินทางต่อเพื่อไปหาศาตราวุธต่อนะ” พูดจบสกุณาก็ได้ยื่นแขนออกไปด้านหน้า นาคาน้อยได้เห็นเช่นนั้นแล้ว ก็ได้จำแลงกายให้เล็กลง แล้วลอยตรงเข้าไปพันรอบลำแขนของกสุณา
“แล้วศาสตราวุธของข้าอยู่ที่ไหนละสหาย”
“อยู่ที่หุบเขามรณะขอรับนายท่าน ว่ากันว่าหุบเขาแห่งนั้นเป็ที่รวมของวิเศษเลยนะ” กุมารนาคาเริ่มสาธยาย
“ข้าว่าเ้าพูดเกินไป”
“ไม่นะนายท่าน ท่านไม่เชื่อข้าแล้วท่านจะเชื่อใคร ข้ากับท่านมีดวงจิตเดียวกัน อย่างไรเสียข้าก็ต้องหวังให้ท่านสุขสบายอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรที่มีประโยชน์ต่อท่านข้าก็ต้องสรรหามาให้ ข้ารักท่าน ข้ารักท่าน ท่านได้ยินไหมข้ารักท่าน” กุมารนาคาจ้อไม่หยุด
“เอาละๆข้าเชื่อเ้าก็ได้”แล้วทั้งสองออกเดินทางไปด้วยกัน ตลอดเส้นทางทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันสนุกสนาน
..........................................................................................................................................................................
ณ ดินแดนยมโลก ก่อนประตูมิติเปิด
เทวราชนั่งมองดูกำไลทองคำ ที่มีลวดลายที่วิจิตรงามตา ที่วางอยู่ในกล่องเครื่องประดับ เขาเอื้อมมือหยิบกำไลนั้นขึ้นดู ในขณะที่สายตาของเขาพินิจพิเคราะห์กำไลอยู่ มืออีกข้างของเขากลับกำหมัดแน่น
“ไม่นานเกินหรอก มหาเทวี ข้าจะตอบแทนน้ำใจที่เ้ากับมหาเทพได้มอบไว้กับข้า” ความคับแค้นนี้เขาไม่เคยลืม เมื่อนานมาแล้ว เขาได้ถูกจัดวางให้หมั้นหมายกับมหาเทวี นางคือรักแรกของเขา แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอก ว่านางไม่เคยมีใจให้กับเขานอกจากความเป็สหายที่ดี มหาเทวีได้ยกเลิกการหมั้นหมายกับเขา แล้วไปแต่งงานกับมหาเทพผู้เป็สหายรักของเขา ทั้งสองมีความรักกันตอนไหน ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้ เขาจึงรู้สึกคับแค้นใจต่อสหายรักและคู่หมั้นอย่างมากมาย ที่ปฎิบัติต่อเขาเหมือนคนโง่เขลา ทำให้เขาต้องอับอายไปทั่วทั้งดินแดน 3 โลกธาตุ ต่อมามหาเทวีกับมหาเทพก็ได้ให้กำเนิดบุตร 2 คน คือ เทพธิดาสุพรรษาและมหาเทพอิศรเทพ
“ท่านพ่อ” เสียงของเอกทัศน์ ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์
“เ้ามาแล้วหรือ เข้ามาใกล้ๆพ่อสิ” เทวราชกวักมือเรียกบุตรชาย
เมื่อเอกทัศน์นั่งลงข้างๆแล้ว เทวราชผู้เป็พ่อจึงยื่นกำไลทองคำที่อยู่ในมือส่งให้ลูกชาย
“คืออะไรขอรับ” ลูกชายถาม
“นี่เป็กำไลของแม่เ้า พ่อว่ามันถึงเวลาที่เ้าต้องมอบของแทนใจให้สตรีอันเป็ที่รักของเ้าได้แล้ว” เทวราชมองลูกชายยิ้มๆ เอกทัศน์ได้แต่ก้มหน้ายิ้มเขินๆ
“เื่ของเ้ากับธิดามหาเทพ พ่อรู้มานานแล้ว ว่าเ้าทั้งสองมีใจสมัครรักใคร่กัน เ้าจงมอบกำไลนี้ให้นางเสีย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พ่อจะเจรจากับท่านมหาเทพให้” เมื่อเอกทัศน์ได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขารู้สึกหัวใจพองโต ดีใจยิ่งนัก
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ” เขาโผเข้ากอดผู้เป็พ่ออย่างซาบซึ้ง เทวราชจึงโอบกอดลูกชายแล้วตบหลังเบาๆ แต่สายตาของของเขาแฝงนัยบางอย่างที่แม้แต่ผู้ที่เป็ลูก ยังไม่อาจรู้ได้เลย