“เหมาโรง?”
คุณชายรูปงามขมวดคิ้วรู้สึกว่าคำพูดของเซียวจิ่งหยวนค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็เป็เื่ดีและเขาก็คร้านที่จะค้นหาความจริง แถมจากรูปการก็ดูเหมือนการเหมาโรงจริงๆ
พริบตาเดียวลูกค้าทั้งโรงละครอุปรากรก็จากไปหมดทว่าเวทีแต่ละแห่งยังมีนักแสดงกำลังแสดงอยู่ ทั้งกลืนมีดพ่นไฟ โยนลูกกลม กระบี่กระบอง งิ้ว หุ่นเงา การแสดงหุ่นกระบอก และกายกรรมต่างๆแต่ละรายการถูกแสดงตามโรงละครเล็กต่างกันออกไป มีการร้องรำทำเพลง การบรรเลงเครื่องเล่นสายที่ต่อเนื่องกันอย่างมีชีวิตชีวา
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ คุณชายรูปงามก็ออกแววอยากรู้อยากเห็นอยู่นิดหน่อยเขามองไปซ้ายทีขวาทีราวกับถูกดึงดูดด้วยฉากตรงหน้าที่แสนมีชีวิตชีวา...
“พี่ชายๆ” เซียวจิ่งหยวนโบกมือไปมาเรียกสติ“ไปกันเถอะ ไปหาป้ายที่ท่านพูดถึงกัน”
“อืม”
คุณชายรูปงามตอบรับเหมือนอยู่ในภวังค์ค่อยๆ ลอยมาอย่างเชื่องช้าร่อนไปที่พื้นโดยไม่ต้องออกแรงร่างกายบางเบาเหมือนเมฆที่เคลื่อนตัวผ่านไปอย่างสงบและผ่อนคลาย
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกสงสัยเป็อย่างมากชายหนุ่มรูปงามก็คือเซียน...ไม่สิ ไม่ใช่เซียนเสียทีเดียว น่าจะแค่กึ่งเซียนเท่านั้นอย่าไรเสียด้วยพลังสายตาของเขาในตอนนี้ย่อมไม่อาจมองเห็นระดับอันลึกล้ำของชายรูปงามคนนี้ได้รู้เพียงแต่เก่งกว่าตัวเขามากโข
ชายรูปงามลอยไปด้วยความเร็วระดับหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าโรงละครขนาดเล็ก ข้างในมีคนหนึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายตัวตลกเท้าทั้งสองเหยียบอยู่ที่กระดานหกพยายามทรงตัว มือก็กำลังโยนลูกกลมแปดลูกที่ลอยอยู่ในอากาศราวกับกงล้อ
ชายหนุ่มรูปงามหยุดมองสายตาจดจ้องอย่างชื่นชม
“ท่านไม่เคยเห็นการแสดงกายกรรมแบบนี้มาก่อนหรือ”
เซียวจิ่งหยวนเดินมาด้วยความแปลกใจเล็กน้อยท้ายที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว การขว้างดาบและโยนลูกกลมนั้นต่ำต้อยไม่มีการใช้ศาสตร์ใดๆ เป็พิเศษ แต่ว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับมีท่าทางตั้งอกตั้งใจดูรับชมอย่างจริงจัง
หนุ่มรูปงามไม่พูดไม่จามีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้นที่ใต้เท้าของเขา จากนั้นเขาก็ลอยออกไปสองสามฉื่อบนพื้นสะอาดหมดจดไม่เหลือไว้แม้แต่รอยเท้า
เมื่อเห็นดังนั้นเซียวจิ่งหยวนก็นิ่งงันก่อนรีบตามไปพอเขาตามชายหนุ่มผู้งดงามทันก็ลอยข้ามเวทีไปราวกับม้าห้อ
ทันใดนั้นเขาก็หยุดและจ้องมองไปยังโรงละครขนาดใหญ่ ในโรงละครปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกที่ทำให้คนสำลักได้ เซียวจิ่งหยวนเดินเข้าไปใกล้แล้วได้กลิ่นเผาไหม้ของถ่านจางๆในใจเขารู้ว่าเมฆหมอกที่ปกคลุมโรงละครนั้นเป็เพราะมีคนซ่อนเตาถ่านเอาไว้ใต้โรงละครแล้วค่อยๆ พัดให้ควันกระจายออกไป
นี่คือบรรยากาศที่แท้จริงของโรงละคร เปรียบได้ดังดอกไม้ไฟชื่นชมจากระยะไกลดูงดงามมีมนต์ขลัง หากแต่เมื่อเข้าใกล้ อาจถูกรมควันจนน้ำตาเล็ดแน่นอนว่านักแสดงที่อยู่บนเวทีคุ้นชินกับสภาพเช่นนี้แล้ว แต่ละคนมีท่าทีสงบแสดงมายากลเสกคนเข้ากล่องเปล่าอยู่บนเวที กล่องที่ว่างเปล่าทั้งสี่ด้านแข็งแรงมีเพียงผ้าหนึ่งผืนที่คลุมอยู่ตรงปากกล่อง เสียงกลองดังระรัวและเมื่อหยุดลงก็มีคนดึงผ้าคลุมออก แล้วก็มีคนเดินออกมาจากในกล่อง
ชายหนุ่มรูปร่างงดงามเฝ้าดูอย่างเงียบๆดวงตาราวกับคลื่นน้ำนั้นเปล่งประกายระยิบระยับ
“อะแฮ่ม...” เซียวจิ่งหยวนเดินออกมาและมองตามก่อนที่จะทำลายความเงียบ “กลนี่...”
“ข้ารู้ อย่าเสียงดังสิ!” ชายรูปงามมองค้อนด้วยความรู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อยปนหลากหลายอารมณ์ จากนั้นก็ชมการแสดงไปพลางพูดไปว่า “เ้าไม่คิดว่าพวกเขาฉลาดมากหรือ”
“หือ?” เซียวจิ่งหยวนงงงวยไม่เข้าใจ
โชคดีที่ชายรูปงามไม่ได้ใส่ใจแล้วพูดต่อ“พวกเขากลืนมีดพ่นไฟได้ ทั้งยังโยนลูกกลมโยนดาบได้ หรือกระทั่งเคลื่อนย้ายูเาและทะเลแม้สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็กลสำหรับการแสดงเท่านั้นก็ตาม” ดวงตาของชายหนุ่มรูปงามสว่างไสวเต็มไปด้วยความชื่นชม “แต่พวกเขาเป็เพียงคนธรรมดาที่ร่างกายไม่มีปราณิญญาเซียนอาศัยความสามารถอันน่าทึ่งและความเฉลียวฉลาดเอาวิชาอาคมนู่นนี่มาเลียนแบบท่าทางไม่น่าเคารพนับถือหรือ”
เซียวจิ่งหยวนทำหน้าแปลก กลอกตาก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแบบขอไปที“ก็จริง”
“เ้าน่ะไม่จริงใจ ปากอย่างใจอย่าง ขอไปทีอะไรอย่างนี้” ชายหนุ่มรูปงามกลอกตาแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เข้าใจเลยจริงๆพวกเ้าทำไมถึงได้ลืมรากเหง้าของตนเองได้ง่ายนัก แต่ละคนอยากเป็เซียนแต่กลับลืมว่าตนเองก็เป็คนธรรมดามาก่อนเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตน...ขี้หลงขี้ลืมกันแบบนี้ ไม่ช้าต้องเจอปัญหาใหญ่แน่”
“อะไรนะ”
เซียวจิ่งหยวนงุนงง ‘พระเ้าช่วย ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรเลย’
“ป้ายที่ข้าพูดถึงก็คือป้ายอันนั้น” ชายหนุ่มรูปงามไม่อธิบายต่อก็เปลี่ยนเื่ แล้วชี้นิ้วน้อยๆ ไปทางหนึ่ง
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนมองตามก็รู้สึกประหลาดใจเพราะสิ่งที่ชายรูปงามชี้นั้นเป็มุมหนึ่งของโรงละคร มีนักดนตรีสี่หรือห้าคนอยู่นักแสดงเหล่านี้ซ่อนอยู่หลังม่านไม้ไผ่บางๆ ก่อนเริ่มการแสดง พวกเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อบรรเลงเพลงเพิ่มความสนุกสนาน
เซียวจิ่งหยวนยกมือขึ้น เสียงดนตรีพลันหยุดลงนักแสดงเจ็ดแปดคนหยุดการแสดงในทันทีจากนั้นก็โค้งคำนับทีละคนและลงจากเวทีไปอย่างเงียบๆ จากนั้นก็มีนักดนตรีเปิดม่านออกช่วยพวกเขาถือเครื่องดนตรีต่างๆที่อยู่ในมือขึ้นไปยืนบนเวที
เซียวจิ่งหยวนกวาดตา มองไปที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นแต่เขาดูไม่ออกว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้มีอะไรพิเศษ ได้แต่เอียงคอมองอย่างงุนงง “อันไหนหรือ”
“อันนั้น!”
ชายหนุ่มรูปงามยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยนิ้วเรียวชี้ไปยังชั้นวางเครื่องดนตรีโดยไม่ลังเล บนชั้นมีท่อนเหล็กหลายอันแขวนแยกกันเหล็กทุกชิ้นส่งเสียงต่างกันไป เป็เครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่พบเห็นได้ทั่วไป
“เอ๋?”
สายตาของเซียวจิ่งหยวนไล่ตามปลายนิ้วเรียวของชายหนุ่มรูปงามแล้วจ้องไปยังท่อนเหล็กขนาดใหญ่แท่งหนึ่งบนชั้น ปกติเขาไม่เคยใส่ใจ แต่ในตอนนี้เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแผกไปจากเดิม
เหล็กแท่งนั้นสีดำเทาธรรมดาทั้งท่อน ทว่าเมื่อดูจากรูปร่างลักษณะ้าโต ด้านล่างเล็กกว่านิดหน่อย ดูคลับคล้ายเหรียญมีด[1]หากแต่เพราะไม่มีลวดลายหรืออักขระที่เป็ที่รู้จักจึงถูกนักดนตรีเข้าใจผิดคิดว่าเป็ท่อนเหล็กธรรมดาจึงนำมาใช้เป็ขั้นบันไดเสียงสำหรับการแสดง
“จะเป็อะไรได้บ้างนะ”
เซียวจิ่งหยวนคาดเดาอยู่ในใจปฏิกิริยาก็ไม่ได้ช้า เขากวักมือเรียกนักดนตรีผู้ฉลาดหลักแหลมก็แก้มัดท่อนเหล็กในทันที แล้วรีบวิ่งนำมายื่นให้พวกเขา
“พี่ชาย ใช่อันนี้หรือไม่” เซียวจิ่งหยวนยื่นของให้
“ใช่ อันนี้แหละ!”
ชายหนุ่มรูปงามยิ้มสดใสนิ้วเรียวขาวคีบท่อนเหล็กขึ้นมาวางไว้บนมือ เมื่อเขาลูบมันเบาๆก็มีแสงเป็ประกายเล็กน้อย เหล็กแสนธรรมดาท่อนนี้พลันมีแสงสีขาวเงินส่องสว่างเหมือนดาวบนท้องฟ้า
“เฮ้ย...”
เซียวจิ่งหยวนตกอกใรีบตั้งอกตั้งใจดู
อันที่จริงเขาก็เตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วว่าสิ่งที่ชายหนุ่มรูปงามมองหาอยู่นั้นมิอาจเป็ของธรรมดาแต่นึกไม่ถึงว่าท่อนเหล็กสีดำเข้มอันนี้จะเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็ป้ายเสียกระนั้น
ท่อนเหล็กกลายเป็ป้ายจริงๆ มันส่องแสงราวดวงดาววิบวับในความมืดพร้อมกับอักขระโบราณที่ปรากฏขึ้นมา
“เป็ป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์จริงๆ ด้วย!” ชายหนุ่มรูปงามชูป้ายขึ้นดู ดวงตาฉายแววยิ้มแย้มโค้งงอราวจันทร์เสี้ยวดุจจิ้งจอกน้อยที่ขโมยองุ่นกิน เ้าเล่ห์น่ารัก
“ป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์...” ดวงตาของเซียวจิ่งหยวนเบิกกว้างพูดกับตนเองด้วยความใ “สระกระบี่เนินพยัคฆ์!”
คุณชายรูปงามสะบัดฝ่ามือเรียว แสงดาวของป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์เป็ประกายก็หายไปในทันทีสีหน้าของเขาหวาดระแวง ถอยหลังมองไปที่เซียวจิ่งหยวนและกล่าวชัดว่า “ป้ายนี้เป็ของข้า...”
“ข้ารู้” เซียวจิ่งหยวนฝืนยิ้ม “ เป็ของของเ้านั่นแหละ ไม่มีผู้ใดแย่งเ้าหรอก”
ดูจากท่าทางของชายหนุ่มรูปงามแล้วเขาก็รู้ได้ว่าป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์นี้ต้องเป็ของล้ำค่ามากแน่การที่เขาช่วยตามหาสิ่งนี้มาให้ชายหนุ่มตรงหน้านับได้ว่าเป็การตอบแทนบุญคุณส่วนหนึ่ง คิดได้ดังนี้เซียวจิ่งหยวนก็ดีใจ
บางทีอาจเพราะรับรู้ถึงความรู้สึกที่อยู่ในใจของเขาได้ชายหนุ่มรูปงามก็มีท่าทีเขินอายเล็กน้อยผิวหน้าที่ขาวราวกับหยกของเขาเหมือนถูกแต้มด้วยสีชาด แดงระเรื่อสดใสสะดุดตา
“อย่างไรครั้งนี้ต้องขอบคุณเ้าแล้วหากมีวาสนาคงได้พบกันอีก”
ทันใดนั้น ชุดอันสง่างามของชายหนุ่มรูปงามก็กลายเป็ปีกคู่หนึ่งลวดลายสีสันสดใสราวกับปีกผีเสื้อ ร่ายรำขึ้นไปในอากาศ
เขาบอกจะไปก็ไปโบกมือไม้แล้วก็จากไปอย่างไร้ร่องรอย
“เอ่อ...”
เซียวจิ่งหยวนตกตะลึงอยู่นานถึงได้สติยกมืออยากกวักมือเรียกหา แต่เมื่อมองขึ้นไป เห็นเพียงฟ้าสีครามในตอนเช้าก้อนเมฆสีขาวที่กำลังเคลื่อน ชายหนุ่มรูปงามหายไปที่ใดกัน
“โอ้โห!”
ในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งโรงละครไป๋ก็เกิดเสียงดังโครมครามราวกับฟ้าร้องจากนั้นผู้คนจำนวนมากก็วิ่งเข้ามาล้อมรอบเซียวจิ่งหยวนเอาไว้และแย่งกันโวยวาย
“เทพเซียนๆ”
“ท่านนักพรต ท่านเจอเซียนหรือ”
“ท่านนักพรตได้รับการชี้แนะจากเทพเซียนเช่นนี้ หรือว่าท่านก็้าเป็เซียนใช่หรือไม่...”
เสียงเอะอะโวยวายระลอกแล้วระลอกเล่าทวีคูณความวุ่นวายดังจนหูแทบฉีก เซียวจิ่งหยวนเวียนหัวจนทนไม่ไหว
“หยุด เงียบให้หมด”
เซียวจิ่งหยวนไม่สามารถทนได้อีกต่อไปเขาะโออกมาหนึ่งครั้ง และรอบตัวก็เงียบลงในทันทีจนได้ยินเสียงหล่นของใบไม้เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มองไปรอบๆ และถามว่า “เส้าไป๋ล่ะทำไมไม่เห็นเขา”
“ท่านนักพรต ลูกพี่ไป๋ไปสถานศึกษาแล้ว” มีคนยกมือปิดปากตามคำสั่งของเขา จึงตอบเสียงอู้อี้เล็ดรอดมือออกมา
“สถานศึกษา... เข้าใจแล้วข้าจะไปหาเขา มีธุระ...ลาก่อน ไว้เจอกัน” เซียวจิ่งหยวนเมื่อได้ฟังก็พยักหน้าแล้วถือโอกาสโกยแน่บ
[1]เหรียญมีดหรือ เตาปี้ คือสกุลเงินของจีนยุคชุนชิว-จ้านกั๋ว (ประมาณ 1000-200ปีก่อนคริสตกาล)