เวลา 6 โมงเช้าของวันหนึ่ง
‘เมฆ’ เด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ผมสีดำ ตาสีดำ หน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรที่โดดเด่น กำลังรอเพื่อนมาหาที่บ้านเพื่อเดินทางไปโรงเรียนพร้อมกัน และเนื่องจากไม่มีอะไรทำจึงนั่งดูโทรทัศน์ฆ่าเวลา
โรงเรียนของเขาอยู่ใกล้มาก สามารถขับรถมอเตอร์ไซค์ไปได้โดยใช้เวลาเพียงครู่เดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรีบร้อน นี่ยังเช้าตรู่อยู่เลย
กว่าเพื่อนของเขาจะมาถึง รายการนี้น่าจะจบก่อนเสียอีก
รายการนั้นคือสารคดีเื่หนึ่ง เป็รายการที่เขาดูอยู่เป็ประจำ
เสียงอินโทรดังขึ้นสักพักก่อนตัดเข้าสู่รายการ เสียงพิธีกรเริ่มบรรยายพร้อมภาพเคลื่อนไหว
โลก...ดาวเคราะห์ทรงกลมสีฟ้าดวงหนึ่ง สีเป็เช่นนั้นเนื่องจากผืนผิวที่เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งคือองค์ประกอบหลักบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนั้น มีสีเขียวเหลือบน้ำตาลของแผ่นดินประกอบอยู่ประปราย
ด้วยสภาพที่เหมาะสม ดาวเคราะห์ดวงนี้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตมากมาย ขนาดั้แ่เล็กจนตาไม่สามารถมองเห็นได้ จนไปถึงขนาดเท่าตึกระฟ้า
สิ่งมีชีวิตแรกกำเนิดขึ้นเมื่อใดไม่อาจให้คำตอบได้อย่างแน่ชัด แต่จากหลักฐานของบรรพชีวิน เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตแรกถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน เติบโต สืบพันธุ์ ปรับตัว และพัฒนา ตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ก่อให้กำเนิดกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย
สิ่งมีชีวิตต่างๆ มี่ที่รุ่งเรือง และมี่ที่ดับสูญ อันเป็ปัจจัยจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดสิ่งเ่าั้
หลักฐานว่าไว้ โลกนี้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตมาแล้ว 5 หน ทุกครั้งที่เกิดสิ่งเ่าั้ สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดอยู่จะกลายเป็ผู้ปกครองโลกใบนั้นแทน
ไดโนเสาร์ พวกมันเคยปกครองและใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน แต่ด้วยเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตซึ่งเกิดขึ้นในอดีต อุกกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลกก่อให้เกิดวิกฤตทางธรรมชาติมากมาย สุดท้ายในปัจจุบันพวกมันกลับสูญพันธุ์ไปทั้งหมด
นั่นคือการสูญสิ้นครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตครั้งที่ 5 ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขึ้นมาปกครองโลกนี้แทน
ตลอดหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนเป็เหตุให้สิ่งมีชีวิตได้เกิดขึ้น และดับสูญ แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่ใช่การสูญสิ้นครั้งใหญ่ครั้งที่ 6
จนมาถึงยุคปัจจุบัน
มนุษย์ หรือก็คือพวกเรา...สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง เชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน
มนุษย์ มีสติปัญญามากกว่าสัตว์ชนิดใด ทำให้มีความสามารถในการเอาตัวรอดได้มากกว่าแทบทุกสรรพสิ่งบนโลก
ด้วยเหตุผลนั้นทำให้โลกในปัจจุบันถูกปกครองด้วยประชากรของมนุษย์เป็หลัก แต่พวกเราเองก็เป็สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่โดยสัญชาตญาณ มีความ้าไม่น้อยกว่าสัตว์ชนิดอื่น อาจมากกว่าทุกชนิดเสียด้วยซ้ำ
พวกเราเป็สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักพอ และใฝ่หาการพัฒนาอยู่เสมอ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกถูกมนุษย์ใช้ไปอย่างไม่หยุด จนท้ายที่สุดด้วยเหตุผลนั้นทำให้โลกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม อันเป็ฝีมือของพวกเราเอง
มนุษย์อย่างพวกเราใช้ทรัพยากรมากเกินไป และเริ่มส่งผลให้เห็นมากขึ้นจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น้ำท่วม แผ่นดินไหว ขยะล้น รวมไปถึงปรากฏการณ์โลกร้อน
ทำให้หลายคนเชื่อว่าการสูญสิ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งที่ 6 อาจมาถึงมนุษย์ได้ในไม่ช้า
เคยมีแิที่หลายคนเชื่อ โลกนี้จะเกิดการสูญสิ้นอีกครั้งในปี 2012 ตามความเชื่อในปฏิทินของชาวมายันหรือชาวมายา ชนเผ่าโบราณที่โด่งดังชนเผ่าหนึ่ง
ตามปฏิทินของชาวมายา กล่าวไว้ว่าโลกจะบูดเบี้ยวและแตกดับลงในปี 2012
ดั่งเช่นในหนัง 2012 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อนั้น นำเสนอในแง่มุมว่ามนุษย์ได้ทำร้ายโลกใบนี้มากเกินไป ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และเกิดมหันตภัยต่างๆ สิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งหมดเกือบสูญสิ้น โดยปรากฏการณ์นั้นถูกเรียกว่า ‘วันสิ้นโลก’
แม้ปัจจุบันในปี 2022 จะล่วงเลยคำทำนายตามความเชื่อในปฏิทินของชาวมายามาแล้วมาถึง 10 ปี ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าวันสิ้นโลกนั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะโลกยังคงไม่สามารถฟื้นตัวได้
หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่ใช่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงวันสิ้นโลกได้เลยหรือ?
แต่ด้วยในปัจจุบัน มนุษย์มีภูมิปัญญาขั้นสูงที่เกิดการพัฒนา ดาวเทียม และสิ่งตรวจวัดต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้รับรู้ว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ที่จะทำให้เกิดวันสิ้นโลกได้
ฉะนั้น มนุษย์อาจไม่ได้สูญสิ้นโดยง่าย เชื่อว่ามนุษย์จะรับมือได้หากวันนั้นมาถึง
เช่นโปรเจค ‘นิวเวิลด์’ ...ชื่อของสถานีอวกาศซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมนุษย์ให้ขึ้นไปอยู่อาศัย ซึ่งเป็ 1 ในตัวอย่างของการรับมือวันสิ้นโลกที่อาจมาถึง
ในตอนนี้สถานีอวกาศนิวเวิลด์ถูกทดลองปล่อยออกไปอยู่ในวงโคจรเป็เวลากว่า 10 ปีแล้ว และมีคนได้ขึ้นไปทดลองอยู่บนนั้นจำนวนประมาณ 1000 กว่าคน แต่นั่นก็เป็จำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้นเมื่อเทียบกับประชากรโลกทั้งหมด
หมายความว่าหากวันสิ้นโลกเกิดขึ้นในวันนี้ โดยไร้การเตือนภัย แต่เกิดอย่างฉับพลัน เราคงไม่มีทางหนีจากการสูญสิ้นได้เลย
ทำให้มีคำถามว่า จะมีวิธีอะไรที่ดีกว่านี้ไหม? ในการช่วยมนุษย์ทุกคนไว้จากวันสิ้นโลก
เมฆฟังเื่ราวทั้งหมดก่อนจะนั่งคิด
“วันสิ้นโลกเหรอ...ช่างเหอะ ยังไงก็คงไม่ใช่วันนี้อยู่แล้วล่ะ”
คิดด้วยซ้ำว่าตลอดชั่วอายุขัยของเขา ไม่น่าจะเกิดเื่แบบนั้นขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการทำนายว่าจะเกิดมหันตภัยกับดาวดวงนี้ แต่มันเคยมีการทำนายมาแล้วหลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่ใช่เื่จริงเลยสักเื่
เสียงผู้บรรยายรายการสารคดีเริ่มบรรยายต่อ
เคยมีคนกล่าวอย่างติดตลก ‘ถ้าหากโลกนี้จะสูญสิ้นไป ถ้างั้นทำไมเราไม่ไปอยู่ในโลกอื่นเลยเสียเลยล่ะ ไม่ใช่ดาวเคราะห์อื่นนะ หมายถึงโลกเราในอีกมิติน่ะ’ มันดูเป็คำพูดที่ชวนขบขัน แต่ถ้ามันทำได้จริงล่ะ? มนุษย์คงไม่สูญสิ้นแน่นอน
นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบของเื่ ‘มิติคู่ขนาน’ นั้นมาเป็เวลานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งนั้นได้เลย
ศ.สตีเฟน ฮอว์กิ้ง และศ.โทมัส แฮร์ท็อก คือนักวิทยาศาสตร์คนล่าสุดที่พยายามพิสูจน์ทฤษฎีนี้ โดยเรียกมันว่า ‘เอกภพคู่ขนาน’ แต่ก็ยังคงไม่อาจพิสูจน์ถึงสิ่งนั้นได้อย่างเป็รูปธรรม นอกจากนั้นแล้ว ศ.สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ยังเสียชีวิตไปก่อนที่จะพิสูจน์ทฤษฎีนี้สำเร็จเสียอีก
ทำให้ตอนนี้เื่มิติคู่ขนาน ยังคงเป็เพียงทฤษฎีเท่านั้น
แนวของอนิเมหรือการ์ตูนที่กำลังมาแรงใน่นี้ มันถูกเรียกว่า ‘เกิดใหม่ในต่างโลก’ โดยกล่าวถึงตัวเอกที่มักจะเสียชีวิตจากการถูกรถบรรทุกชน และได้ไปเกิดใหม่อยู่อีกโลกหนึ่ง โลกนั้นมักจะเป็โลกแฟนตาซีย้อนยุค และเต็มไปด้วยเวทมนตร์ดูเสมอ
ต่างโลกที่ว่า อาจเป็โลกในอีกมิติหนึ่งของเราก็เป็ได้
แล้วเราจะไปที่ต่างโลกนั้นได้อย่างไร?
คำถามนั้นตอบได้ยากเหลือเกิน แต่หากอ้างอิงจากอนิเมหรือการ์ตูนเ่าั้ เราคงต้องเสียชีวิตจากการถูกรถบรรทุกชนสินะ ถึงจะได้ไปเกิดใหม่ที่ต่างโลก
...ผมแค่ล้อเล่น อย่าทำแบบนั้นเลย คงไม่มีใครอยากทำเื่แบบนั้นเพื่อไปยังต่างโลกหรอกจริงไหม?
กลับมาเข้าเื่เดิม หากเราเดินทางไปยังต่างโลกได้ โลกนั้นจะเป็อย่างไรกันนะ?
บางทีมันอาจเป็เพียงโลกอีกใบที่เหมือนกับโลกใบนี้ไม่ผิดเพี้ยน หรืออาจจะเป็โลกแฟนตาซีที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายสิ่งใดได้
ถึงอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั่นเป็เพียงทฤษฎีที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ในปัจจุบัน
หากวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำให้เราเดินหน้าไปมากกว่านี้ เราอาจต้องมีเวทมนตร์เพื่อเดินทางไปยังต่างโลก แต่ว่าเราก็ไม่มีของแบบนั้น
แต่ถ้าเราไปต่างโลกได้จริง นั่นคงเป็ทางออกในการรับมือการสูญสิ้นของมวลมนุษย์ได้แน่นอน
คุณล่ะ เชื่อว่าต่างโลกนั้นมีจริงไหม? ลองเก็บไปคิดดูสิ
และนั่นคือเื่ราวในวันนี้ ไว้พบกันใหม่ในคราวหน้า สวัสดีครับ
สิ้นเสียงของพิธีกร รายการสารคดีได้ตัดเข้าสู่เครดิตฉากจบ
เมฆกดรีโมทปิดทีวี เพราะรายการที่เขาชอบดูจบแล้ว
“เกิดใหม่ที่ต่างโลก...นั่นก็แฟนตาซีเกินไป เพ้อฝันชะมัด อนิเมที่ไอซ์ให้มาดู ก็โดนรถบรรทุกชนไปเกิดใหม่ที่ต่างโลกเหมือนกันสินะ ดูไม่จบซะด้วยสิ แผ่นบลูเรย์ภาพสวยดี แต่เนื้อเื่ไม่ไหวแฮะ” เมฆพูดไปถึงเพื่อนของเขาที่ชื่อไอซ์ เ้านั่นยัดเยียดอนิเมเื่หนึ่งมาให้ลองดู
ดูได้ครึ่งเื่ก็ไม่ได้ดูต่อ เพราะเบื่อ
เื่ราวของอนิเมนั้น เล่าเกี่ยวกับตัวเอกถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต แล้วได้ไปเกิดใหม่ในต่างโลก โลกนั้นเป็โลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์
ดำเนินเื่ตามฉบับอนิเมติดตลาดที่มีอยู่เกลื่อน
ตัวเอกเกิดใหม่มาพร้อมพลังโกงแบบหน้าด้านๆ หน้าตาสดใส โลกสวย รักความยุติธรรม ชอบทำตัวเป็พระเอกขี่ม้าขาวโดดเข้าไปช่วยหญิงมั่วซั่ว หญิงหลายคนแอบหลงรัก จบด้วยฮาเร็มปลายเปิด บลาๆๆ ...แค่ดูครึ่งเื่ก็เดาเนื้อหาได้เกือบหมด
เื่จริงถ้าตัวเอกไม่มีพลังโกงติดตัว ไปช่วยคนมั่วแบบนั้นมีหวังตายเร็วแหง
เมฆหยิบแผ่นอนิเมเื่นั้นเก็บใส่กระเป๋านักเรียน เตรียมจะเอาไปคืนเพื่อน ต่อให้ดูไม่จบ ก็ไม่คิดจะดูต่อ
ตอนนี้เป็เวลา 7 โมงครึ่ง
ในที่สุดเสียงก็มีเสียงดังขึ้นที่หน้าบ้านของเมฆ
“เมฆเว้ยยยย! ไปได้แล้วเดี๋ยวก็สายอีกหรอก เฟลมไคเซอร์มาแล้วนะ”
มองตามเสียงไปจะพบกับเด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วมในชุดนักเรียน ยืนะโเรียกคนในบ้าน และยังคงะโอย่างต่อเนื่อง
เขานั้นเป็เพื่อนร่วมชั้นของเมฆ มีผมสีส้ม ใส่แว่นตาหนาเตอะ และใช้ชื่อเรียกแทนตัวเองด้วยฉายาจูนิเบียว
เมฆได้ยินเสียงเรียกจึงหยิบกระเป๋านักเรียน เตรียมตัวจะออกจากบ้าน
“ไอซ์ ฉันได้ยินแล้วน่า เลิกะโได้ที และช่วยเลิกพูดไอ้ฉายาบ้าๆ นั่นด้วย มันอายชาวบ้าน”
เขาขับรถมอเตอร์ไซค์ออกมานอกบ้าน ไอซ์ขึ้นซ้อนท้าย เช็คแล้วว่าประตูบ้านล็อคเรียบร้อย
ออกเดินทางมุ่งสู่โรงเรียนของพวกเขาที่อยู่ไม่ไกล
“แล้วเป็ไง ดูจบยัง?” ไอซ์ที่ซ้อนท้าย ทักถามเมฆถึงอนิเมที่เขาให้มาดู
“ก็สนุกดี แต่ดูไม่จบ ไม่มีแนวอื่นให้ดูบ้างรึไง? เกิดใหม่ต่างโลกด้วยพลังโกงๆ แบบนั้นมันน่าเบื่อจะตาย ของแบบนั้นมันขี้โกงจะตาย”
“อะไรนะ! เบื่อหรอ? นายนี่มันไม่มีความแฟนติไซส์เอาซะเลย ใครๆ พอไปเกิดใหม่ต่างโลกเขาก็อยากได้พลังโกงกันทั้งนั้นแหล่ะ”
งี้สินะ เื่แนวนี้มันเลยติดตลาด
ส่วนคำว่า ‘แฟนติไซส์’ เป็คำนิยามที่ไอซ์คิดขึ้นมาเอง มีความหมายว่า ชอบความแฟนตาซี
“แต่มันน่าเบื่อไงเล่า และฉันก็ไม่ได้อยากไปเกิดใหม่ต่างโลกซะหน่อย”
เขามีสิ่งที่อยากทำอยู่ในโลกนี้ ถ้าได้ไปเกิดใหม่ที่ต่างโลกก็ทำเื่ที่อยากทำไม่ได้กันพอดี
พอเขานึกถึงเื่นี้ทีไร อารมณ์ก็ขุ่นมัว
เนื่องจากรู้สึกเครียดนิดหน่อย เลยออกแรงเร่งเครื่อง
“เดี๋ยวก่อน อย่าขี่เร็วดิ เดี๋ยวรถชน” ไอซ์ออกปากเตือน
แต่เมฆไม่สนใจ
“ชอบความแฟนติไซส์นักไม่ใช่หรอ? ลองให้รถบรรทุกชนหน่อยเป็ไง จะได้ไปเกิดใหม่ต่างโลก”
“ม่ายอ๊าววววว~” ไอซ์ร้องเหมือนผู้หญิงจนถึงโรงเรียน
.
.
บริเวณสนามหน้าตึกเรียนขนาดใหญ่สูง 8 ชั้น เป็ตึกที่ค่อนข้างเก่าและเต็มไปด้วยรอยร้าว
ทุกคนมารวมตัวกันเข้าแถวหน้าเสาธงตามกิจวัตรประจำวันที่เคยทำในทุกวัน
เมฆได้แต่เหม่อคิดไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้อ้าปากร้องตามคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ทว่าทุกคนก็ต้องเงียบ เพราะััได้ถึงแรงสั่นะเืจากพื้นดิน
เริ่มจากเริ่มสั่นเล็กน้อยและเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดการสั่นะเืเริ่มรุนแรงจนทุกคนโซเซ บางคนถึงขนาดล้มลงไปอยู่บนพื้น
สิ่งของต่างๆ เริ่มโยกเยกและล้มลงมา
“แผ่นดินไหว ทุกคนถอยไปให้ห่างจากอาคารเร็วเข้า!” เสียงอาจารย์ท่านหนึ่งะโดังขึ้นแต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้ยิน และมันสายไปที่จะหนีแล้ว
อาคารที่เก่าเริ่มนั้นเริ่มมีรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ตึกได้โน้มตัวถล่มลงมาสู่บริเวณสนามด้านหน้า
เมฆทำได้เพียงมองตึกที่กำลังตกลงมาทับตัวเองอย่างช้าๆ หัวสมองที่ขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วในเพียงเวลาไม่ถึงนาที
อยู่ดีๆ มีความคิดหนึ่งที่แล่นเข้ามาในหัวจากสารคดีที่ดูเมื่อเช้า... ‘วันสิ้นโลก’
ไม่มีแม้แต่เสียงร้องใดๆ ออกมาจากปาก ไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร แค่จะคิดวิ่งยังไม่ทันเสียด้วยซ้ำ
เมฆจมอยู่ภายใต้ตึกนั้นไปแล้ว คงไม่มีทางที่เขาจะรอดได้
ภาพจำฉากสุดท้ายที่เขาเห็นคือตึกที่กำลังตกลงมาทับ จากนั้นสติก็หลุดไป
อย่างที่ใครหลายคนว่า ในเวลาที่คนเราจะตายมักจะไม่ได้ตั้งตัวก่อนเสมอ ยังไม่ได้ทันได้เสียดายชีวิตก็สายไปแล้ว
เสียงตึกถล่มลงสู่พื้นดังสนั่นหวั่นไหว ทุกชีวิตที่อยู่ที่นั่น อยู่ภายใต้ตึกที่ถล่มทั้งสิ้น
แผ่นดินไหว น้ำท่วม ูเาไฟปะทุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่บอกกล่าวนี้ เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเพียงสั้นๆ
เมื่อมันเกิดขึ้น...ไม่มีเวลาให้เตรียมใจ ไม่มีเวลาให้บอกลา
เป็เื่น่าแปลกใจ
ก่อนเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ จากเครื่องตรวจวัดรอบโลก
มนุษย์คิดค้นหนทางที่จะรับมือเหตุการณ์วันแบบนี้เอาไว้แล้ว แต่นั่นจำเป็ต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือ
พอมันเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เกิด และไม่มีใครรับมือได้ทัน
ประชากรสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดบนโลกนี้ได้สูญเสียไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้น
นี่ใช่การสูญสิ้นครั้งที่ 6 หรือเปล่านะ?
ใช่วันสิ้นโลกที่เคยหวั่นว่าจะมาถึงในสักวันหรือเปล่านะ?
ในตอนนี้ไม่อาจมีใครสามารถให้คำตอบได้