ตอนที่ 17 เชื้อเชิญ
หลังจากใช้เวลาร่วมกับสวี่หยาง หลินอวี้ก็เข้าใจนิสัยของเขาว่าไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งของตน
“โลกนี้อันตราย คงไม่ดีนักหากผู้อื่นทราบถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเรา” สวี่หยางอธิบาย
“ข้ารู้ ข้าไม่พูดจาเหลวไหลหรอก”
“ทำไมถึงถามเื่นี้หรือ?”
“ตอนไปซักผ้าเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนบ้านมักจะถามเกี่ยวกับเ้าว่าความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นั้แ่เมื่อไร ใช้วิธีการฝึกตนแบบใด ข้าก็เลยแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่”
สวี่หยางครุ่นคิดสักพัก “อืม ไม่ต้องพูดอะไรหรอก”
“พรุ่งนี้ไปขายปลาเขียวิญญาทั้งสิบตัวกันเถอะ”
“เก็บไว้ให้ตัวเองห้าตัว เ้าอาจจะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามได้ ถึงตอนนั้นเ้าจะมีร่างกายที่ดีขึ้น”
หลินอวี้ตกตะลึง “จะเสียของเอาน่ะสิ ข้ากินได้แต่ของธรรมดาเท่านั้น”
นี่คือปลาเขียวิญญา ตอนพ่อของนางได้มาสองตัว เขาไม่ยอมเก็บไว้กับตัวแล้วนำไปแลกเป็หินิญญาทั้งหมด
“ให้กินก็กินไป เ้าเองก็ควรบำรุงร่างกายเหมือนกันรู้หรือไม่?”
“อื้ม ขอบคุณสามี” หลินอวี้กอดสวี่หยางไว้แน่น
...
วันต่อมา สภาพอากาศยิ่งอึมครึม ไม่ช้าก็เริ่มมีฝนตกลงมา
สวี่หยางเห็นรางวัลบนหน้าต่างระบบทันทีที่ลุกขึ้น
[เนื่องจากความแข็งแกร่งของท่านเพิ่มขึ้น ทำให้ภรรยามีความสุขอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในน้ำเมื่อวานเป็อย่างมาก ท่านยิ่งทำให้นางพึงพอใจ ส่งผลให้ได้รับคะแนนพิเศษ 80 แต้ม พร้อมกับยันต์ขั้นสูงระดับสอง: ยันต์แสงทอง]
“ฮ่า ๆ แน่นอนว่าการเพิ่มความแข็งแกร่งและทำให้ภรรยามีความสุขเป็บ่อเกิดของรางวัลจำนวนมาก แต่น่าแปลกที่ของรางวัลเป็ยันต์แสงสีทองขั้นสูงระดับสอง”
หากใช้ยันต์แผ่นนี้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถจัดการกับคนที่อยู่ขั้นต้นของขอบเขตสร้างรากฐานได้ แน่นอนว่าการจัดการกับคนที่อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลายย่อมเป็เื่ง่ายดาย!
“อวี้เอ๋อร์ชอบทำในน้ำนี่เอง ข้าเข้าใจ เข้าใจแล้ว!”
ขณะมองยันต์แสงสีทองระยิบระยับในมือ สวี่หยางก็เก็บมันไปอย่างระมัดระวัง
...
หลินอวี้ห่อปลาเขียวิญญาห้าตัวอยู่ในห้องครัว จากนั้นหยิบเสื้อกันฝนกับหมวกฟางที่แขวนอยู่บนผนังออกมา ก่อนจะมอบให้สวี่หยาง
“สามี สวมเ้านี่ไว้ ฝนคงไม่หยุดตกง่าย ๆ”
ถึงสวี่หยางจะสามารถใช้ปราณิญญาเพื่อป้องกันไม่ให้โดนฝนได้ แต่การเดินทางไปมานั้นสิ้นเปลืองปราณิญญาค่อนข้างมาก ดังนั้นหากเขาไม่แข็งแกร่งกว่านี้ก็คงอดทนไม่ไหว
สวี่หยางรับเสื้อกันฝนและหมวกฟางมาสวม จากนั้นถือกระเป๋าที่ใส่ปลาเขียวิญญาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็หยิบเสาวรสมาบางส่วน ก่อนจะข้ามแอ่งน้ำตรงทางเข้าประตูแล้วเดินออกไปทีละก้าว
ผู้คนไม่มากออกมาทำงานที่ทุ่งในวันฝนตก สวี่หยางชื่นชมทิวทัศน์ของบ้านเรือนที่อยู่ระหว่างทาง
เมื่อพูดถึงเื่นี้ แม้จะเป็โลกเซียน แต่ชีวิตของผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั่วไปก็คล้ายกับชีวิตของมนุษย์
คราวนี้เขามาที่ร้านของเถ้าแก่สวี แต่เมื่อมาถึงประตูก็พบว่ามีผู้คนจำนวนมากอยู่ข้างใน พวกเขากำลังพากันเก็บข้าวของ บ้างก็ย้ายออกไปวางข้างนอก บ้างก็ใส่ในถุงเก็บของราวกับกำลังจะย้ายบ้าน
ก่อนจะทันได้เดินเข้ามาก็ถูกใครบางคนห้ามไว้ “มาซื้อของหรือ?”
“ใช่ ข้ารู้ว่าเถ้าแก่สวีอยู่ที่นี่” สวี่หยางมองชายวัยกลางคนผู้มีท่วงท่าสง่าผ่าเผยในชุดคลุมสีเขียว
“เถ้าแก่สวี” ชายวัยกลางคนะโไปที่ด้านใน
ผ่านไปสักพัก เถ้าแก่สวีก็ปรากฏตัว ใบหน้าของเขาซีดเผือดขณะเดินก้มหน้ามา แม้จะเห็นสวี่หยางก็ยังไม่คิดที่จะทักทาย
“เถ้าแก่สวี กำลังทำอะไรน่ะ? ย้ายร้านหรือ?”
“ใช่ เ้ายังจำผู้ชายสองคนในร้านของข้าได้หรือไม่? พวกเขาตายแล้ว”
“ว่าอะไรนะ?” สวี่หยางตกตะลึง “เมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังเห็นอยู่เลย เหตุใดพวกเขาถึงได้ตายเสียแล้วเล่า?”
“ฝีมือของผู้บำเพ็ญมารน่ะ ทั้งแก่นแท้และโลหิตต่างเหือดหายไปจากร่างกาย อีกทั้งของมีค่าทั้งหมดในร้านก็หายไป เฮ้อ... หลังจากนี้ก็ระวังไว้ด้วยล่ะ มีผู้บำเพ็ญมารอยู่ในหมู่พวกเรา พวกข้าเลยต้องย้ายร้านไปอยู่ที่เมืองชั้นในซึ่งปลอดภัยกว่าชั่วคราว”
สีหน้าของสวี่หยางพลันเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์
ผู้บำเพ็ญมารคือตัวตนที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าโจร
เพราะนอกจากการปล้นชิงแล้ว พวกเขายังปฏิบัติกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ในฐานะอาหารและใช้เืเนื้อของพวกเขาเพื่อการฝึกตน
“หากภายภาคหน้าเ้า้าซื้ออะไรก็ไปที่เมืองชั้นใน พวกข้าหอการค้าหลินไห่มีสองสาขาอยู่ที่นั่น” เถ้าแก่สวีถอนหายใจ “จะว่าไป เ้ามาที่นี่เพื่อซื้ออะไรหรือ?”
“มาขายของน่ะ เมื่อวานข้าจับปลาเขียวิญญาได้ห้าตัว”
“หืม! เ้าจับปลาเขียวิญญาได้แล้วหรือ ช่างมีความสามารถนัก”
เถ้าแก่สวีประหลาดใจ
ชายวัยกลางคนผู้สง่าผ่าเผยที่อยู่ข้างกายก็มองมาด้วยความประหลาดใจเช่นกัน “สิ่งที่ยากที่สุดในการจับปลาเขียวิญญาก็คือมันมีความคล่องตัวตอนอยู่ในน้ำมาก หากไร้ซึ่งอุบายย่อมไม่สามารถจับได้”
สิ้นคำเขาก็จับจ้องไปที่ปลาเขียวิญญา แต่น่าเสียดายที่สวี่หยางรักษาาแของมันจนหมดแล้ว จึงทำให้สภาพของพวกมันดูปกติดี
“ข้าเองก็มีโชคเหมือนกัน” สวี่หยางไม่เอ่ยมากความ
“อื้ม นอกจากเ้าจะอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสามเป็อย่างต่ำแล้ว ก็ยังััถึงกลิ่นอายได้ดีด้วยใช่หรือไม่?”
สวี่หยางตกตะลึง ชายวัยกลางคนสามารถเดาได้ถึงขนาดนี้ เขาจึงไม่ปิดบังแล้วพยักหน้า
ชายวัยกลางคนเอ่ยต่อ “เ้าคือผู้ปลูกถ่ายิญญา แต่กลับมีความแข็งแกร่งขนาดนี้ นับว่ามีพร์ไม่เบา ข้าขอถามว่าเ้าสนใจที่จะเข้าร่วมหอการค้าหลินไห่หรือไม่? พวกข้าหอการค้าหลินไห่มีดินแดนิญญาขั้นสูงอยู่ หากเ้าทำนาในดินแดนดังกล่าว ไม่เพียงไม่เสียค่าเช่าเท่านั้น แต่ยังมีบ้านพักให้อยู่อาศัย สามารถต่อรองเงินเดือนได้ รวมถึงมีหลักประกันความปลอดภัยให้ด้วย”
เถ้าแก่สวีคลี่ยิ้ม “สวี่หยาง เขาคือผู้าุโซ่งเหว่ย ผู้ดูแลแคว้นของหอการค้าหลินไห่ นี่นับเป็ข้อเสนอที่ดีมาก โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบด้วย”
การตอบสนองแรกของสวี่หยางคือปฏิเสธ
แม้เงื่อนไขการเข้าร่วมหอการค้าหลินไห่นับว่าไม่เลว แต่นั่นต้องแลกด้วยอิสรภาพ
ความลับยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการกระตุ้นพืชิญญา หลังจากเข้าร่วมแล้วก็จะถูกจำกัดการเดินทาง ทำให้ภายภาคหน้าไม่สามารถซื้อขายพืชิญญาได้อย่างอิสระ
เขาเผยสีหน้าสับสนพลางเลียริมฝีปาก จากนั้นถอนหายใจ “ข้ารู้ว่าเงื่อนไขค่อนข้างดี แต่ข้าคุ้นเคยกับชีวิตในหมู่บ้านไปแล้ว เกรงว่าจะไม่สามารถปรับตัวได้”
“ลองคิดให้ถี่ถ้วนแล้วกัน”
่นี้ซ่งเหว่ยก็ขาดแคลนแรงงานเช่นกัน เขาจึงย้ำเตือนกับอีกฝ่าย แต่ถ้าสวี่หยางยังไม่รู้สึกรู้สาอีกก็ทำได้เพียงปล่อยวาง
หลังจากเดินไปหลังร้าน เถ้าแก่สวีก็รีบดึงสวี่หยางไปกระซิบกระซาบ “สวี่หยาง เหตุใดเ้าถึงปฏิเสธโอกาสดีเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าดินแดนิญญาที่ผู้ดูแลซ่งรับผิดชอบอยู่ข้างบ้านพักของคุณหนูใหญ่ซ่งอวี่ฉิง หากฝึกตนในดินแดนิญญาจะทำให้ได้ผลลัพธ์เป็สองเท่า โดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว อีกทั้งผู้ดูแลซ่งเหว่ยยังเป็ทายาทสายตรงของหอการค้าหลินไห่ หากเป็ที่โปรดปรานของเขาขึ้นมา เ้าจะมีอนาคตที่สดใสแน่นอน”
“ถะ… ถ้าอย่างนั้น ข้าจะลองคิดดูหลังจากกลับถึงบ้านแล้วกัน”
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เถ้าแก่สวีพูดอีก สวี่หยางรับปากส่ง ๆ ว่าจะกลับไปคิดอีกที
“เอาละ นับจากนี้ไป เ้าสามารถมาหาข้าที่ร้านในเมืองชั้นในได้ เดี๋ยวขอคำนวณปลาเขียวิญญาห้าตัวให้เ้าก่อน”
สุดท้ายพวกมันก็ถูกขายในราคาหินิญญายี่สิบห้าก้อน
หลังเดินออกจากร้าน สวี่หยางก็ขมวดคิ้วมุ่น มีผู้บำเพ็ญมารอยู่ที่นี่
เมืองชั้นนอกของเมืองฟางเริ่มไม่ปลอดภัยแล้วสิ
“หรือว่าต้องย้ายไปอยู่เมืองชั้นใน?”
สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือหินิญญา หินิญญาจำนวนมาก
ต่อให้เป็บ้านราคาถูกที่สุดในเมืองชั้นในก็ยังต้องใช้หินิญญาอย่างน้อยสี่ถึงห้าร้อยก้อน หากเป็เ้าของร่างเดิมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่สิบปีจึงจะสามารถเก็บหินิญญาได้จำนวนขนาดนั้น
แน่นอนว่าเขาสามารถเช่าได้ แต่เห็นได้ชัดว่าการเช่าบ้านพร้อมที่ดินไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับเขาซึ่งเป็ผู้ปลูกถ่ายิญญา
“ดูท่าว่าคงทำได้เพียงเพิ่มมาตรการป้องกันเท่านั้น”
ตอนมาถึงร้านของเสิ่นม่านอวิ๋น เขาก็เห็นนางถอนหายใจอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน “ข้าจะทำยังไงดี ข้าจะทำยังไงดี”
สีหน้าของสวี่หยางเปลี่ยนไปขณะเอ่ยถาม “เหตุใดสหายเต๋าเสิ่นถึงถอนหายใจั้แ่เช้าด้วย?”
“เกรงว่าข้าจะรักษาร้านนี้ไว้ไม่ได้แล้ว พวกเขาอยากให้ข้าจ่ายค่าเช่าภายในสิบวัน แต่ตอนนี้ข้ายังขาดหินิญญาอีกแปดสิบก้อน”
มุมปากของสวี่หยางกระตุกขณะลอบคิดว่าหากเสิ่นม่านอวิ๋นปิดร้านแล้ว เขาควรไปติดต่อค้าขายกับผู้อื่นเสียที
“เฮ้อ… ข้าผิดเองที่ก่อนหน้านี้กังวลมากเกินไป ข้าซื้อวัตถุดิบทำยันต์จำนวนหนึ่งด้วยหวังว่าจะเขียนยันต์เพิ่มเพื่อสร้างวาสนา ใครจะรู้ว่ามันจะออกมาเลวร้ายขนาดนี้ ข้าในตอนนี้ไม่เพียงทำเงินไม่ได้เท่านั้น แต่ยังสูญเสียเงินไปเป็จำนวนมาก ซ้ำยันต์ส่วนใหญ่ก็ขายไม่ได้อยู่ดี”
สวี่หยางเอ่ยถาม “ยันต์ของสหายเต๋าเสิ่นอยู่ระดับไหนหรือ?”
“ขั้นต่ำระดับหนึ่ง ทั้งยังไม่มั่นคงเล็กน้อย”
เยี่ยมไปเลย ช่างทำยันต์ขั้นต่ำระดับหนึ่ง นอกจากเป็ระดับต่ำสุดแล้ว ซ้ำยังไม่มั่นคงด้วย
เกี่ยวกับเื่นี้ สวี่หยางทำได้เพียงแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ก็ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้
“สหายเต๋าเสิ่นเคยได้ยินเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญมารในแถบนี้หรือไม่?”
“ข้าเคยได้ยินเหมือนกัน หากไม่ได้อยู่ที่นี่อีกจะยิ่งเป็อันตราย”
ร้านที่นางเช่ามีค่ายกลป้องกันขั้นสูงระดับหนึ่ง หากย้ายออกไป นางก็ต้องคิดเื่ค่ายกลใหม่
“เฮ้อ… ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าจะทำอย่างไรดี สหายเต๋ามีทำเลบ้านที่เหมาะสมบ้างหรือไม่ หากไม่มี ข้าก็ต้องหาที่อยู่ใหม่”
นางคิดไว้แล้วว่าหากไม่ได้จริงก็ต้องหาสถานที่เหมาะแก่การทำยันต์เพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่นเดียวกับช่างทำยันต์ทั่วไป
“สหายเต๋าเสิ่นไม่คิดที่จะอยู่ในเมืองหรือ?”
“ข้าจ่ายไม่ไหวหรอก” เสิ่นม่านอวิ๋นส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ ทันใดนั้นก็เอ่ยว่า “เดี๋ยวนะ! ข้าลืมทักทายสหายเต๋าสวี่ไปเลย สหายเต๋าสวี่นั่งลงก่อน เ้ามีธุระสำคัญอะไรหรือ?”
หากสวี่หยางพบโสมหญ้าโลหิตอีกสิบกว่าต้นก็อาจจะสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนให้นางได้
โชคยังดีที่สวี่หยางไม่ทราบว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ หาไม่แล้วเขาคงต่อว่านางที่ทำตัวละโมบเกินไป
หลังจากนั้น สวี่หยางก็หยิบเสาวรสออกมาหลายสิบลูก “การเก็บเกี่ยวเป็ไปด้วยดี ดังนั้นข้าเลยเก็บมาเพิ่มอีก”
“เ้าร้ายกาจไม่เบา ดูท่าว่าเคล็ดปลูกถ่ายิญญาคงอยู่ขั้นสูงระดับหนึ่งเป็อย่างน้อยสินะ”
สวี่หยางยิ้มโดยไม่เอ่ยอะไร
คราวนี้เสาวรสขายได้ในราคาหินิญญาแปดสิบก้อน ทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย
“เฮ้อ ข้าเปิดกิจการที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว เลยไม่สามารถทำกำไรได้ สหายเต๋าสวี่ช่วยข้ามองหาบ้านที่ใกล้กับละแวกนี้ให้หน่อยสิ”
“ถ้าบ้านก็ยังพอมีอยู่” สวี่หยางรวบรวมหินิญญาพลางเอ่ยว่า “มีหลายครอบครัวที่ถูกโจรฆ่า ทำให้บ้านเ่าั้ว่างเปล่า หากเ้าสนใจก็สามารถไปดูได้”
“จริงหรือ ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลย”
สวี่หยางกำลังพูดถึงบ้านที่หวังหู่เคยอยู่ รวมถึงบ้านของเหล่าหวังกับโจวปัว
ในบรรดาบ้านเ่าั้ บ้านของโจวปัวอยู่ห่างจากเขาไปสามสี่หลัง ทำเลของบ้านนั้นใหญ่โต มีลานบ้านและสวนหลังบ้านที่ใหญ่กว่าบ้านของเขาเท่าตัว
“เยี่ยมไปเลย เดี๋ยวข้าจะกลับไปดู”
…
หลังออกจากที่นี่ สวี่หยางก็ไปยังร้านขายค่ายกลในเมือง
ตอนนี้เขามีหินิญญาเกือบห้าร้อยก้อน ทำให้สามารถซื้อค่ายกลขั้นสูงระดับหนึ่งได้ เขาจึงตัดสินใจซื้อหนึ่งชุด
ด้วยเหตุนี้ บ้านจึงยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเมื่อมีค่ายกลสามแห่งติดตั้งอยู่
สมกับเป็สถานที่ที่ขายค่ายกลโดยเฉพาะ ของที่นี่มีระดับสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เขามองค่ายกลอัคคีขั้นสูงระดับหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนกับค่ายกลชุดแรกที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ แต่ระดับของมันต่างกันเล็กน้อย
หากใช้คู่กันจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
แต่ราคาก็นับว่าสูงไม่เบา มูลค่าของมันเท่ากับหินิญญาสามร้อยสี่สิบก้อน!
“น้องชาย ค่ายกลนี้สามารถดึงปราณิญญาฟ้าดินได้ เ้าไม่จำเป็ต้องถ่ายปราณิญญาเข้าไป ทั้งยังมีความทนทานสูงมาก เ้าอาศัยอยู่ในเมืองชั้นนอกซึ่งตอนนี้มีผู้บำเพ็ญมารออกป้วนเปี้ยนอยู่ หากมีค่ายกลนี้ เ้าจะปลอดภัยหายห่วง”
เ้าของร้านรายนี้เห็นว่าสวี่หยางไม่ได้สวมชุดคลุม จึงสามารถเดาได้ว่าเขาอาศัยอยู่ในเมืองชั้นนอก
หลังจากต่อรองราคา ในที่สุดเขาก็ได้ซื้อด้วยหินิญญาที่ถูกกว่าปกติถึงห้าก้อน
หลังจากจ่ายหินิญญาแล้ว เขาก็ไปที่ตลาดมือสองแล้วใช้หินิญญาแปดสิบก้อนเพื่อซื้อถุงเก็บของที่สามารถบรรจุของได้เพียงสองลี่ฟาง*[1] เท่านั้น
เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปหลายสิบวัน
ใน่เช้าตรู่ของวันนี้ เถ้าแก่สวีมาบอกข่าวว่าผู้บำเพ็ญมารได้สังหารพ่อค้าหนึ่งคนกับคนธรรมดาอีกห้าคนอย่างน่าเวทนา
ในเวลาเดียวกัน คนจากตระกูลสวีก็มาตรวจสอบผู้ที่ยังไม่จ่ายค่าเช่า
เนื่องจากมีทั้งหมดสิบเอ็ดครอบครัวที่จ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา พวกเขาจึงต้องถูกไล่ออกไป
[1] ลี่ฟาง คือ หน่วยลูกบาศก์ในหน่วยเมตริก