ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างของเฉิน ฮ่าวหราน และ ฟาง เจี๋ย แตะลงบนพื้นศิลาอันมั่นคงและเย็นเฉียบของแท่นปลายทาง ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของหุบเขาเสียงสะท้อน ความรู้สึกโล่งอกอย่างมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจของพวกเขาราวกับเขื่อนที่เพิ่งพังทลายลง เด็กชายทั้งสองต่างทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงในทันที ใบหน้าเปื้อนไปด้วยเหงื่อและฝุ่นผงจากการเดินทางและการต่อสู้อันยาวนานหลายชั่วยาม แต่ถึงกระนั้น สายตาของพวกเขากลับเปล่งประกายแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง
เสียงแตรสัญญาณที่ทำจากเขาสัตว์โบราณ ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากจุดสูงสุดของแท่นศิลา เสียงนั้นดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขาเสียงสะท้อน เป็สัญญาณที่ชัดเจนบ่งบอกว่า การทดสอบคัดเลือกศิษย์ใหม่ในด่านสุดท้ายอันแสนทรหดนี้ ได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์แล้ว ผู้เข้าสอบคนใดที่ยังไม่สามารถเดินทางมาถึงแท่นศิลาแห่งนี้ได้ทัน ณ ขณะนี้ ถือว่าได้พลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการก้าวเข้าสู่ประตูของสถาบันเทียนซวนในปีนี้ไปโดยปริยาย
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามสายที่เริ่มสาดส่องลงมาอย่างเต็มที่ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงของผู้ฝึกตนขั้นสูงดังขึ้นอย่างเป็จังหวะ ก่อนที่ร่างสูงสง่าของบุรุษชราผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีดำหม่นที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงอำนาจ จะก้าวออกมายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเหล่าผู้เข้าสอบที่รอดชีวิตมาได้ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมแท่นศิลาแห่งนี้ เหล่าผู้เข้าสอบทุกคนต่างรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณในทันทีว่า บุรุษชราผู้นี้คือหนึ่งในผู้มีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งแห่งสถาบันเทียนซวนอย่างแน่นอน
"การทดสอบในด่านสุดท้าย... การเดินทางข้ามผ่านหุบเขาเสียงสะท้อน... ได้สิ้นสุดลงแล้ว!" น้ำเสียงของผู้าุโเถี่ย (ตามที่ฮ่าวหรานจำได้จากคำบอกเล่าของศิษย์พี่) นั้นหนักแน่น ทุ้มต่ำ หากแต่กลับทรงพลังและก้องกังวานยิ่งนัก "เด็กๆ ทั้งหลาย ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ ณ แท่นศิลาแห่งนี้ได้... พวกเ้าคือผู้ที่ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถฟันฝ่าทุกอุปสรรคและภยันตรายในหุบเขาเสียงสะท้อนนี้มาได้สำเร็จ ข้าขอแสดงความยินดีด้วย พวกเ้าทั้งหมด ถือว่าได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้น และมีคุณสมบัติพอที่จะก้าวเข้าสู่ประตูของสถาบันเทียนซวนแห่งนี้!"
สิ้นเสียงประกาศนั้น เสียงถอนหายใจแห่งความโล่งอกก็ดังขึ้นระคนไปกับเสียงโห่ร้องยินดีเบาๆ จากกลุ่มเด็กน้อยราวร้อยห้าสิบชีวิตที่ยืนกระจายตัวกันอยู่บนแท่นศิลาอันกว้างใหญ่ หลายคนโผเข้ากอดสหายที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันด้วยความดีใจจนน้ำตาไหล บางคนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ในขณะที่บางคน เช่น หลิง ชิงเยว่ ก็ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็เื่ที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วและไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนางเลยแม้แต่น้อย
ฟาง เจี๋ย หันมากระซิบกับฮ่าวหรานด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้นและดีใจไม่หาย "สหายเฉิน! ท่านได้ยินไหม! พวกเราผ่านแล้ว! พวกเราผ่านการทดสอบแล้วจริงๆ! ข้ายังนึกอยู่เลยว่าพวกเราอาจจะตกลงไปในเหวหรือโดนเ้าวัวหินนั่นขวิดตายไปแล้วเสียอีก!"
เฉิน ฮ่าวหราน คลี่ยิ้มบางๆ ออกมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาของเขาฉายแววลึกซึ้งและมีความเข้าใจบางอย่างที่เติบโตขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าสีครามที่ปกคลุมอยู่เหนือหุบเขา ในใจพลันเกิดความรู้สึกสงบนิ่งและปลอดโปร่งอย่างประหลาด 'ข้าไม่เพียงแต่รอดชีวิตจากการทดสอบที่แสนโหดร้ายนี้มาได้เท่านั้น... แต่ข้ายังสามารถทะลวงระดับพลัง และเริ่มที่จะควบคุมพลังอัสนีาได้ดีขึ้นอีกด้วย'
เสียงของผู้าุโเถี่ยยังคงกล่าวต่อไป "...แต่พวกเ้าจงอย่าเพิ่งลำพองใจหรือชะล่าใจไป การทดสอบที่แท้จริงในฐานะศิษย์ของสถาบันเทียนซวนนั้น ยังมิได้เริ่มต้นขึ้นเลยด้วยซ้ำ ผลการจัดอันดับคะแนนรวมจากทั้งสามด่านที่พวกเ้าได้เข้าร่วมมา จะถูกนำไปคำนวณและประกาศให้ทราบในอีกสองวันข้างหน้า ณ หอประกาศผลกลางนครเมฆคราม การจัดอันดับในครั้งนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะมีผลต่อเส้นทางและโอกาสที่พวกเ้าจะได้รับในสถาบันแห่งนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็การถูกจัดสรรเข้าสู่ตำหนักฝึกฝนที่แตกต่างกัน การแบ่งกลุ่มเรียนตามระดับความสามารถ หรือแม้แต่โอกาสในการได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์หรือผู้าุโระดับสูงโดยตรง จงกลับไปพักผ่อน เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับทุกสิ่งที่จะตามมา!"
จากนั้น ศิษย์พี่ในชุดคลุมสีฟ้าสดใสจำนวนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลังของผู้าุโเถี่ย พวกเขาเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบและดูน่าเกรงขาม ผู้าุโเถี่ยพยักหน้าให้สัญญาณเบาๆ ศิษย์พี่เ่าั้ก็เริ่มเข้ามาจัดกลุ่มผู้เข้าสอบที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางกลับลงจากเทือกเขาัครามสู่นครเมฆครามเบื้องล่าง
ระหว่างการเดินทางกลับลงเขา ฟาง เจี๋ย ยังคงพูดคุยอย่างไม่ขาดปาก เขาเล่าถึงตอนที่เขาเกือบจะตกจากเสาหินในหุบเหวด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและออกรสออกชาติ เสียงของเขายังคงสั่นเครืออยู่เล็กน้อยเมื่อนึกถึงความน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความโล่งใจ เฉิน ฮ่าวหราน รับฟังเื่ราวของสหายใหม่อย่างเงียบๆ บางครั้งเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย บางครั้งก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางที่ดูตลกขบขันของฟางเจี๋ย
เมื่อขบวนผู้ผ่านการทดสอบเดินทางกลับมาถึงนครเมฆครามในยามใกล้ค่ำ แสงแดดสีทองสุดท้ายของวันกำลังสาดส่องลงบนหลังคาอาคารไม้และหอคอยสูงต่ำที่ตั้งสลับกันอยู่ในเมืองอย่างสวยงาม ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีส้มอมแดงเป็สีครามเข้ม กลิ่นหอมของเครื่องเทศและอาหารจากร้านค้าต่างๆ ริมทางลอยมาแตะจมูก ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นอย่างประหลาดหลังจากที่ต้องเผชิญกับความตึงเครียดและอันตรายมาตลอดทั้งวัน
ศิษย์พี่คนหนึ่งที่ทำหน้าที่นำทางได้ส่งเสียงบอกให้เหล่าเด็กๆ ที่ผ่านการทดสอบทุกคนแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตน และให้เตรียมพร้อมสำหรับการประกาศผลอย่างเป็ทางการในอีกสองวันข้างหน้า ฟาง เจี๋ย โบกมือลาฮ่าวหรานอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะวิ่งแยกตัวไปทางตรอกด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็ที่ตั้งของโรงเตี๊ยมที่เขาพักอยู่
เฉิน ฮ่าวหราน เดินกลับมายังเรือนพักเมฆาสงบด้วยจิตใจที่เงียบสงบและปลอดโปร่งกว่าครั้งใดๆ ประตูไม้เรียบๆ ของเรือนพักยังคงตั้งตระหง่านรอคอยเขาอยู่ตรงหน้า ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นและกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูนั้น เสียงบานประตูกลับถูกเปิดออกมาก่อนอย่างเงียบเชียบ โดยฝ่ามือเรียวยาวขาวผ่องของสตรีที่เขาคุ้นเคยและรักที่สุดในชีวิต
เฉินหลิว สตรีผู้เป็มารดาของเขา ในชุดผ้าแพรสีอ่อนเรียบง่าย หากแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความลึกลับ นางยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมสวยคู่นั้นจับจ้องมายังร่างที่ดูอิดโรยและเปรอะเปื้อนเล็กน้อยของบุตรชายด้วยแววตาที่อ่านความรู้สึกได้ยากยิ่ง ครู่หนึ่ง นางก็ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย เป็การเปิดทางให้เขาได้ก้าวเข้ามาในห้อง
"เ้ากลับมาแล้วหรือ ฮ่าวหราน" เสียงของนางไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับเต็มไปด้วยน้ำหนักและความรู้สึกบางอย่างที่เขาััได้
เฉิน ฮ่าวหราน พยักหน้าตอบรับอย่างเงียบงัน เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องพัก ดวงตาของเขาเปล่งประกายเล็กน้อยเมื่อสบตากับมารดา "ข้า... ข้าผ่านการทดสอบทั้งสามด่านมาได้แล้ว ขอรับ ท่านแม่"
เฉินหลิวแย้มยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยที่มุมปาก นางเดินเข้ามาใกล้บุตรชาย ใช้มืออันอบอุ่นแตะลงบนไหล่ของเขาเบาๆ แววตาที่มองมานั้นอบอุ่นและลึกซึ้งยิ่งนัก "แม่รู้ว่าเ้าต้องทำได้... เ้าทำได้ดีมากแล้วลูกรัก..." นางกล่าวเสียงเบา ก่อนจะเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจริงจังเล็กน้อย "แต่จงจำไว้เสมอ บนเส้นทางแห่งการฝึกตนอันยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนามนี้ การผ่านพ้นอุปสรรคหนึ่งไปได้นั้น หาใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทางไม่ หากแต่มันคือการเริ่มต้นของบททดสอบใหม่ที่อาจจะยิ่งใหญ่และท้าทายยิ่งกว่าเดิมเสมอ"
เฉิน ฮ่าวหราน พยักหน้าอีกครั้ง เขาทรุดกายนั่งลงบนม้านั่งไม้ที่วางอยู่ใต้บานหน้าต่าง ร่างกายที่เหนื่อยล้าและตึงเครียดมาหลายวันเอนพิงพนักอย่างผ่อนคลาย ลมหายใจที่เคยอัดแน่นอยู่ในอกมาตลอดหลายวัน เริ่มคลี่คลายและผ่อนปรนออกมาทีละน้อย
ท้องฟ้านอกหน้าต่างบัดนี้เริ่มเปลี่ยนเป็สีครามเข้มเกือบจะมืดสนิทแล้ว แสงจันทร์แรกแห่งค่ำคืนเริ่มฉายแสงสีเงินนวลบางเบาลงมา ส่องผ่านม่านไม้ไผ่โปร่งบางเข้ามาในห้องพักอันเงียบสงัด
ค่ำคืนแห่งการพักผ่อนที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ในใจของเด็กชายผู้แบกรับความลับอันยิ่งใหญ่แห่งพลังอัสนีา กลับพลันรู้สึกร้อนระอุและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าชะตากรรมหลังจากนี้จะเป็เช่นไร เขาจะได้รับการจัดอันดับที่เท่าใด เขาจะถูกส่งไปอยู่ตำหนักไหน หรือจะได้พบเจอกับอาจารย์และสหายเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างแน่ชัดในตอนนี้คือ—
“ข้า... ยังคงมีเส้นทางอีกยาวไกลให้ต้องก้าวเดินต่อไป”
(จบตอนที่ 31)