การมาครั้งนี้ของลู่เฉียวตงยังมีธุระอื่นที่ต้องจัดการ และอยากจะมาดูวิธีการทำยาด้วยตาตัวเอง เขาจึงต้องอยู่ที่นี่ประมาณสิบวัน
เยวี่ยฉิงจ้าวดูเหมือนจะชอบจิ่งเยี่ยนกุยมากและบรรยากาศในบ้านของเธอด้วย เขาเองก็ไม่อยากจะพาเธอไปอยู่ข้างกายตลอดเวลา การที่ให้เธอพักอยู่ที่นี่ชั่วคราวก็ทำให้เขาสบายใจ
ทางด้านหยางหว่านซิ่วก็ตอบตกลงทันที “ได้สิ ที่บ้านมีห้องเยอะแยะ ถ้าไม่รังเกียจว่าบ้านฉันโทรมก็มาพักอยู่ที่นี่ได้ตามสบาย พวกเราจะได้พลอยมีบุญไปด้วย”
เยวี่ยฉิงจ้าวหันไปมองจิ่งเยี่ยนกุย จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเราเพิ่งย้ายเข้ามา ข้าวของยังไม่ครบ กลัวว่าพวกคุณจะรังเกียจค่ะ”
เยวี่ยฉิงจ้าวรีบพูดว่า “ไม่รังเกียจๆ ฉันว่าอยู่ที่บ้านสบายกว่าโรงแรมเยอะเลย!”
เรื่องนี้ก็ตกลงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากทานอาหารเสร็จ ลู่เฉียวตงก็ไปคืนกุญแจห้องและออกจากโรงแรม แล้วไปซื้อเครื่องนอนและของใช้จำเป็นอื่นๆ ที่ห้างสรรพสินค้ากับจิ่งเยี่ยนกุย
ลู่เฉียวตงใช้เงินแต่ละทีล้วนเลือกแต่ของที่ดีที่สุด จิ่งเยี่ยนกุยคำนวณจำนวนเงินแล้วก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เสียเงินก็เพื่อเรียกเงินที่มากกว่าเข้ามา ดูแลเทพเจ้าแห่งโชคลาภให้ดี จะได้หาเงินได้มากขึ้น!
ลู่เฉียวตงมองดูท่าทางตระหนี่ของเธอแล้วก็รู้สึกขบขัน เขาเข้าใจว่าเธอไม่ได้สุขสบาย และเขาก็ไม่มีทางให้เธอจ่ายเงินจริงๆ ทว่าตอนนี้เขากลับอดไม่ได้ที่จะแกล้งเธอเล่นๆ สักหน่อย “อากาศเริ่มหนาวแล้ว แม่ฉันขี้หนาว กลัวว่าผ้าห่มผืนเดียวจะไม่พอ ต้องซื้อเพิ่มอีกผืน”
จิ่งเยี่ยนกุยให้พนักงานเอาผ้าห่มนวมที่ดีที่สุดมาอีกผืนอย่างใจกว้าง ช่วงฤดูกาลนี้ของยังไม่ค่อยมี ผ้าห่มไหม ผ้าห่มขนเป็ดอะไรพวกนั้นจึงยังไม่มีขาย
เธอพลางดูคุณภาพของผ้าห่มและถามว่า “คุณน้าเยวี่ยดูเหมือนจะไม่ค่อยสบาย ตอนเย็นฉันขอดูอาการให้ท่านได้ไหมคะ?”
“เธอดูคนป่วยเป็นด้วยเหรอ?” ลู่เฉียวตงแปลกใจเล็กน้อย
จิ่งเยี่ยนกุยพูดอย่างจริงจัง “คุณชายลู่ ฉันก็เป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์ซูเชียวนะ คุณจะมาดูถูกฉันแบบนี้ไม่ได้”
ลู่เฉียวตงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ไม่ได้ดูถูกเธอ เพียงแต่ว่าโรคของแม่ฉันจริงๆ แล้วเป็นโรคทางจิตใจ ถ้าไม่เจอสิ่งที่เยียวยาหัวใจได้ โรคนี้ก็ไม่มีวันหาย เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
เขาพูดความจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่มาตรวจดูอาการให้เยวี่ยฉิงจ้าวต่างก็เป็นหมอที่มีฝีมือดีทั้งนั้น แต่โรคของเยวี่ยฉิงจ้าวก็ไม่เคยหายขาด เขารู้ดีว่าถ้าหาตัวน้องสาวไม่เจอ โรคของเยวี่ยฉิงจ้าวก็ไม่มีวันหายดี
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็ไม่ถามอะไรต่อ เพราะถ้าเป็นเรื่องโรคทางจิตใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะไปก้าวก่ายได้
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน จิ่งเยี่ยนกุยก็ได้ยินคนเรียกเธอ “จิ่งเยี่ยนกุย!”
เธอหันหลังไปมอง ก็เห็นอู๋หมิงลี่กับผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านอีกฝั่งหนึ่ง แววตาของเธอก็เย็นชาลงทันที
ลู่เฉียวตงถามอยู่ข้างๆ ว่า “คนรู้จักเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยส่ายหน้า “แค่หมาบ้าตัวหนึ่ง ไม่ต้องสนใจ”
อู๋หมิงลี่ได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด รีบเดินเข้ามาพูดว่า “ทำไมแกพูดจาแบบนี้?”
เธอพูดจบก็หันไปมองลู่เฉียวตง เขามีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น สูงสง่า แถมยังมีบุคลิกที่ดีเยี่ยมอีกด้วย เมื่อมองดูชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ตัวเองแล้ว จากที่เมื่อก่อนคิดว่าก็ดูดีอยู่ แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกับลู่เฉียวตงแล้วก็ดูไม่ได้เลย!
เธอรู้สึกไม่พอใจ จึงพูดประชดประชันว่า “โอ้โห จิ่งเยี่ยนกุย เธอนี่มันมั่วผู้ชายจริงๆ เลยนะ หาผู้ชายใหม่ได้อีกแล้วเหรอ?”
สีหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยเย็นชาลง ปากของอู๋หมิงลี่นี่มันหยาบคายกว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเสียอีก เธอกำลังคิดว่าจะให้บทเรียนที่ทำให้อู๋หมิงลี่ไม่มีวันลืม เพื่อให้อู๋หมิงลี่ได้จดจำบ้าง
อู๋หมิงลี่เห็นว่าเธอไม่พูดอะไรก็คิดว่าเธอกลัว จึงรู้สึกได้ใจขึ้นมาเล็กน้อยและหันไปพูดกับลู่เฉียวตงว่า “ท่านสุภาพบุรุษคงเพิ่งรู้จักกับจิ่งเยี่ยนกุยใช่ไหมคะ ยังไม่รู้เรื่องที่หล่อนทำอะไรแย่ๆ เอาไว้สินะ”
“วันนี้คุณโชคดีที่ได้เจอฉัน ไม่งั้นคุณคงไม่รู้ว่าจะถูกหล่อนหลอกไปถึงเมื่อไหร่!”
“ฉันจะบอกให้นะ ก่อนที่คุณจะรู้จักหล่อน หล่อนก็อาศัยความสวยของตัวเองไปยุ่งกับผู้ชายหลายคน ที่บ้านนอกก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว หล่อนยังทรยศคู่หมั้นไปคบกับผู้ชายแก่ๆ อายุสี่สิบกว่าเพื่อหวังผลประโยชน์”
“ไหนจะเรื่องที่เธอไปยุ่งกับเจ้าของกิจการในเมืองอีกคนเพื่อหาเงิน ปากบอกว่าจะขายยาให้เขา แต่จริงๆ แล้วน่าจะขายตัวเอง! หล่อนเป็นคนขายตัวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย!”
ลู่เฉียวตงเกิดในครอบครัวผู้ดี คนรอบข้างล้วนมีมารยาทและการศึกษา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับผู้หญิงอายุยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งที่พูดจาร้ายกาจได้ขนาดนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองได้เปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะมาก!
ถึงแม้เขาจะเพิ่งเจอจิ่งเยี่ยนกุยเป็นครั้งที่สอง แต่เขาก็รู้จักนิสัยของเธอดีอย่างลึกซึ้ง เธอเป็นพริกขี้หนูตัวเล็กๆ เรื่องที่ว่าเธออารมณ์ร้อนนั้นเขาเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าเธอทำเรื่องแบบนั้น เขาไม่เชื่อสักคำ
เขาหันไปมองจิ่งเยี่ยนกุย เห็นว่าเธอมีแววตาเย็นชาแต่ไม่ได้ฉายแววโกรธเคือง เขาจึงเริ่มเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
จากนั้นเขาก็เห็นจิ่งเยี่ยนกุยเดินไปหาอู๋หมิงลี่ด้วยท่าทีสงบแล้วพูดว่า “ฉันทรยศคู่หมั้นไปคบกับผู้ชายแก่ๆ อายุสี่สิบกว่า คนที่เธอพูดถึง คืออู๋ซือเหยี่ยใช่ไหม?”
อู๋หมิงลี่หัวเราะเยาะ “ที่แท้ก็มีอู๋ซือเหยี่ยด้วยเหรอ! จิ่งเยี่ยนกุย ตกลงเธอมีผู้ชายกี่คนกันแน่…อ๊ะ…”
จิ่งเยี่ยนกุยหยิบไข่เยี่ยวม้าขึ้นมายัดใส่ปากเธอ
ไข่เยี่ยวม้าของเมืองหยางเฉิงทำจากดินโคลนผสมกับโซดาไฟ จิ่งเยี่ยนกุยเพิ่งเดินผ่านตลาดสดกับลู่เฉียวตง เห็นคนขายไข่เยี่ยวม้าก็เลยซื้อมาสิบกว่าฟอง ตั้งใจจะเอาไปให้หยางหว่านซิ่วทำผัดพริกไข่เยี่ยวม้า
จริงๆ แล้วเธออยากจะเอาไข่เน่ามายัดปากอู๋หมิงลี่มากกว่า แต่เสียดายที่ไม่มี เลยต้องใช้ไข่เยี่ยวม้าแทน เธอรู้สึกเสียดายไข่เยี่ยวม้าของเธอเล็กน้อย
เปลือกไข่เยี่ยวม้าเต็มไปด้วยดินโคลนและโซดาไฟ ความรู้สึกตอนที่ถูกยัดเข้าไปในปากแบบนั้น ทำเอาอู๋หมิงลี่แทบคลั่ง!
รสชาติมันยากที่จะบรรยายจริงๆ!
อู๋หมิงลี่โกรธจนแทบจะระเบิดออกมาในทันที อยากจะอาละวาดแต่จิ่งเยี่ยนกุยเร็วกว่า พลันคว้าผมของเธอเหมือนจับลูกไก่ตัวน้อยๆ แล้วลากออกไปข้างนอก
ตอนที่ออกไปเธอยังไม่ลืมหันไปพูดกับลู่เฉียวตง “คุณชายลู่ ขอโทษนะคะ ฉันขอจัดการเรื่องส่วนตัวก่อน คุณดูของไปก่อนนะคะ”
ก่อนหน้านี้ลู่เฉียวตงก็รู้ว่าเธอเก่งกาจ แต่ตอนนี้พอเห็นท่าทางที่เธอทำร้ายคนก็ถึงกับตาค้าง เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงต่อสู้แบบนี้มาก่อน!
มีเรื่องสนุกขนาดนี้แล้วจะพลาดได้ยังไง!
เขาจึงส่งของให้พนักงาน แล้วรีบตามออกไปดูเรื่องสนุก!
พวกเขาอยู่ชั้นหนึ่ง จิ่งเยี่ยนกุยลากอู๋หมิงลี่ออกไปข้างนอกจึงไม่ได้ใช้แรงมากนัก
แต่เพราะมีไข่เยี่ยวม้าที่เต็มไปด้วยดินโคลนอยู่ในปาก เผ้าผมก็ถูกดึงจนไม่มีแรง อู๋หมิงลี่อยากจะดึงผมจิ่งเยี่ยนกุย แต่ก็เอื้อมไม่ถึง
อีกอย่างปกติเธอได้รับการดูแลอย่างดีจากอาหญิงใหญ่จิ่ง ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง จะสู้แรงจิ่งเยี่ยนกุยที่ทำงานไร่ทำนาทุกวันได้ยังไง เธอจึงไม่มีทางสู้ได้!
จิ่งเยี่ยนกุยลากอู๋หมิงลี่ออกมาจากห้างสรรพสินค้า แล้วหัวเราะเยาะ “เรามาคุยกันดีๆ ที่นี่ดีกว่า จะได้ไม่ทำสถานที่เลอะเทอะ เดี๋ยวฉันต้องเสียเงินค่าทำความสะอาด”