วันนี้เป็วันแรกของการถ่ายทำซีรีส์โดยใช้โลเคชั่นบ้านหรูในแถบชานเมืองเป็สถานที่หลัก
นักแสดงทุกคนต่างพร้อมใจกันมาแต่เช้าอาจเพราะความตื่นเต้นและเพราะส่วนหนึ่งเป็นักแสดงหน้าใหม่ที่ต้องปฏิบัติตัวให้ดีเพื่อชื่อเสียงในอนาคตของตัวเอง
แม้ชีวิตเื้ัแนชกับกวินจะตกลงร่วมมือสะสางปัญหาและแก้แค้นศัตรูด้วยกันแต่เบื้องหน้าทั้งคู่คือดารานักแสดงที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่และแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างสุดความสามารถ
กวิน: เก่งมาก! ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็การแสดงครั้งแรกของนาย
แนชที่กำลังนั่งพักดื่มน้ำพร้อมทั้งตรวจเช็กอีเมลในโทรศัพท์มือถือพอเห็นข้อความของกวินจากแอปพลิเคชั่นบนหน้าจอจึงกดเข้าไป
แนช: ขอบคุณครับ
เขาตอบเพียงเท่านั้นก็เลื่อนดูอีเมลต่อไป...คืนนั้นที่พวกเราคุยกันได้แลกเบอร์ส่วนตัวกันเอาไว้ด้วย คิดว่าอาจได้ใช้ติดต่อธุระที่จำเป็เร่งด่วนแต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะส่งข้อความไร้สาระมาทุกวันทั้งวันทั้งคืน!... ว่างนักหรือไงก็ไม่รู้
ไม่นานข้อความก็เด้งขึ้นมาอีก
กวิน: (สติ๊กเกอร์ทำหน้าโกรธ)
แนชชะงักเงยหน้าหันไปมองรอบตัวเพื่อหาเ้าของข้อความ...มันใช่เวลาไหม? ต่างคนต่างทำงานไปสิ ตัวเองก็ต้องเข้าฉากไม่ใช่หรือไง
“หาอะไรเหรอ อยากได้อะไรเดี๋ยวพี่ไปเอามาให้” เจ๊หลินเห็นท่าทางแปลกๆเลยถามดู
“เปล่าครับ”แนชยิ้มเล็กน้อยก่อนที่ช่างแต่งหน้าจะเดินเข้ามาขอเติมแป้งจัดทรงผมให้อีกหน่อยเพื่อรอเข้าฉากต่อไป
ก่อนหน้านี้แนชเข้าฉากในบทบาทลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวที่เพิ่งได้รับคำสั่งประกาศิตจากผู้เป็พ่อให้แต่งงานกับบุรุษผู้หนึ่งตามคำสัญญาที่พวกท่านตกลงกันไว้
เขาไม่ต้องพูดอะไรมากเพียงแค่แสดงสีหน้าใผิดหวัง และแฝงด้วยท่าทีดื้อรั้นไม่ยินยอม ซึ่งไม่ได้ยากนักเพราะโดยปกติเขาก็ปะทะคารมกับผู้เป็พ่อด้วยการแสดงสีหน้าอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนคุณกวินได้ยินว่าไปถ่ายฉากเปิดตัวง่ายๆแค่ก้าวขาลงจากรถพร้อมทำหน้าหล่อๆ เท่านั้น จึงมีแค่ตากล้องและผู้ช่วยผู้กำกับที่แยกไปถ่ายทำกันเงียบๆ
“ผู้กำกับเรียกประชุมด่วนค่ะ”มีเด็กฝึกงานวิ่งมาตามแนชกับเจ๊หลิน
พอทั้งคู่เข้าไปในห้องประชุมจึงพบคุณปกรณ์กับกวินและเ้าหน้าที่อีกสองสามคนรออยู่ก่อนแล้วพอทักทายกันเสร็จ คนเป็หัวเรือใหญ่ก็พูดขึ้น
“วันนี้ผมจะขอถ่ายฉากเลิฟซีนเบาๆเพื่อให้ทีมงานตัดต่อเป็ทีเซอร์โปรโมต พวกคุณพอไหวกันไหมครับ” เพราะรู้ว่าทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันไม่นานการที่ปุบปับจะให้มาใกล้ชิดกันเลยก็คงตะขิดตะขวงใจไม่น้อย
แนชหัวใจกระตุกหันไปมองกวินโดยอัตโนมัติและยิ่งตกประหม่าเมื่อพบว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ก่อนแล้วทั้งคู่จึงประสานสายตากันอย่างจัง
“ผมไม่มีปัญหาครับ”กวินเผยสปิริตนักแสดงมืออาชีพ
แนชเบือนหน้าหลบดวงตาคมของกวินแล้วใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างหนัก...เขายังไม่ได้เตรียมใจมาเลยแม้จะรู้ว่าต้องมีฉากแบบนั้นแต่ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีดูเหมือนผู้กำกับจะเข้าใจจึงขอตัวออกไปข้างนอกพร้อมกับทุกคนแล้วปล่อยให้พระเอกนายเอกปรึกษากันสองคนโดยมีเจ๊หลินกับเคิร์ทอยู่เป็เพื่อน
“นายกลัวเหรอ”กวินถามยิ้มๆ แกมหยอกเย้า
แนชยังคงเงียบงันสีหน้าซีดเผือดส่วนเจ๊หลินได้แต่ลูบหลังให้กำลังใจ เพราะยังไงเื่แบบนี้แนชต้องตัดสินใจเอง
“ไม่เอาน่า...นี่นายกลัวฉันจริงๆ เหรอเนี่ย”
“ผมไม่ได้กลัวคุณแต่แบบ...” แนชอึกอักพยายามหาคำพูด “คือ ผมเป็ผู้ชายนะ คุณเข้าใจไหมแล้วคุณก็เป็ผู้ชาย”
คำพูดของแนชเหมือนมีดปลายแหลมเสียบทะลุอกของกวินไปหนึ่งแผลแบบเจ็บๆ
“เขาใช้เทคนิคมุมกล้องนายเคยเรียนการแสดงมาแล้วไม่ใช่เหรอ” ใบหน้ากวินเปลี่ยนเป็บึ้งตึงติดเ็าเล็กน้อย
“นั่นสิแนช”เจ๊หลินช่วยอธิบาย “เดี๋ยวตากล้องเขาต้องเตรียมเซตฉากทำความเข้าใจกับเราก่อนถ้ามุมไหนแนชรู้สึกไม่สบายใจก็ขออะลุ่มอล่วยกันได้”
แนชนิ่งคิดชั่งใจครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับกวินเป็เชิงขู่กลายๆ
“แค่มุมกล้องเท่านั้นนะถ้าคุณตุกติกผมต่อยจริงๆ ด้วย”
“...โอเค”ต่อยก็ต่อยสิ หึหึ กวินขบขันกับท่าทางเหมือนแมวน้อยขู่ฟ่อๆดูน่ารักน่าหยิกมากกว่าจะน่ากลัว
หลังจากตกลงกันได้แล้วก็เชิญทุกท่านเข้ามาร่วมหารือกันอีกครั้งสรุปว่าเป็ฉากที่พระเอกนายเอกปะทะคารมถกเถียงกันสั้นๆ แล้วพระเอกดึงนายเอกเข้ามาจูบประกบปากโดยจะใช้มุมกล้องด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังเพื่อให้แผ่นหลังของกวินบังใบหน้าของทั้งคู่เอาไว้
**********
พอถึงตอนบ่ายทุกคนมารวมตัวกันยังจุดนัดหมาย เพราะเป็ฉากเข้าพระเข้านายครั้งแรกนักแสดงคนอื่นๆ รวมถึงทีมงานต่างตื่นเต้นและมาเฝ้ารอชมกันอย่างคับคั่งเรียกว่าทิ้งงานทิ้งการชั่วคราวเพื่อมาเกาะขอบสนามกันเลยทีเดียว
แนชมองไปรอบตัวด้วยสีหน้าหวาดหวั่นพอเห็นเจ๊หลินส่งสัญญาณให้กำลังใจเขาจึงยิ้มรับพร้อมสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งเพื่อตั้งสติ
“นายพร้อมไหม?”กวินถามเรียบๆ แต่น้ำเสียงแฝงความยินดีจนปิดไม่มิด
“ไม่พร้อมได้ไหมล่ะ!” แนชขมวดคิ้วหน้ายุ่ง “ทำให้เหมือนกับตอนซ้อมนะคุณ”แค่ใกล้มากแต่ไม่ได้ััก็ถือว่ารับไหวอยู่
กวินยิ้มเกลื่อนเต็มวงหน้าตอบรับส่งๆให้อีกฝ่ายสบายใจ จากนั้นผู้กำกับและตากล้องเข้ามานัดแนะอีกครั้งก็เริ่มถ่ายได้
แนชสวมบทนายเอกที่กำลังสาดคำพูดรุนแรงใส่พระเอกเพียงสองสามประโยคก็ทำให้พระเอกเดือดดาลรวบดึงนายเอกเข้ามากดจูบสั่งสอนตอนที่ซ้อมกันกวินจะใช้ฝ่ามือจับที่แก้มแนชแล้วแตะริมฝีปากกับนิ้วของตัวเองซึ่งเป็การกระทำที่ถูกต้องในการแสดงและแนชก็ตกลงตามนั้น
อันที่จริงกวินตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้วแต่เพราะแนชแสดงได้สมบทบาทเกินไปจนสามารถส่งอารมณ์ให้เขาเกิดโทสะขึ้นมาจริงๆ กวินจึงกดริมฝีปากปิดทับกลีบปากบางสวยของแนชอย่างจังแบบไม่ทันให้ตั้งตัวทั้งยังดูดดึงขบกัดคล้ายมีเจตนาปลุกเร้า แนชเบิกตาโพลงทั้งใทั้งตื่นตะลึงกลั้นลมหายใจโดยอัตโนมัติก่อนจะผลักอกอีกฝ่ายออกไปแล้วเงื้อหมัดตะบันใส่ใบหน้าหล่อๆเข้าเต็มเปา
ผลัวะ!
ทุกคนที่มามุงดูส่งเสียงกรีดร้องเอามือปิดปากกันเป็แถว...ตายละว้า!นายเอกดันต่อยพระเอกเข้าจริงๆ งานนี้จะไปกันรอดไหม วงแตกสิทีนี้ แต่ละคนต่างก้มหน้าก้มตาแยกย้ายไปทำงานของตัวเองพร้อมเสียงซุบซิบแว่วมาเป็ระยะ
กวินเซถอยหลังไปเล็กน้อยเพราะใมากกว่าจะรู้สึกเจ็บพอได้ยินเสียงผู้กำกับสั่งคัท เคิร์ทรีบวิ่งเข้าไปดูแลเ้านายของตัวเองทันทีเพราะไม่มีใครกล้าแตะต้องอีกฝ่ายอยู่แล้วนอกจากเขาพร้อมๆ กับเจ๊หลินปรี่เข้าไปหาแนชที่ยังยืนตัวแข็งทื่อเหมือนกำลังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พอรู้สึกตัวได้สติแนชหันไปมองกวินที่จ้องเขาตาเขม็งพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็การแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้าที่ทำให้คนมองตัวสั่นและเสียวสันหลังได้
“คุณกวินผม ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ คือว่า...” แนชละล่ำละลักลนลาน
ยังพูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็แทรกขึ้น“ไม่เป็ไร” ด้วยเสียงต่ำที่แฝงความเ็า พอพูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันทีโดยไม่มีใครกล้าดึงรั้งขัดขวาง มีเพียงเคิร์ทเท่านั้นที่วิ่งตามหลังไปติดๆ
แนชเดินเข้าไปหาผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังจอมอนิเตอร์และกำลังพูดอะไรบางอย่างกับผู้ช่วยด้วยรอยยิ้มชอบใจ
“ผมขอโทษนะครับคุณปกรณ์”แนชยกมือไหว้นอบน้อมสำนึกผิดจากใจจริง “ผมขาดสติจนทำให้ฉากเมื่อกี้เสียหาย” และอาจต้องถ่ายทำใหม่แถมพระเอกของเื่ดันหนีไปแล้วด้วย
“ไม่เลย! ไม่ได้เสียหายอะไร มันดีมากด้วยซ้ำ”คุณปกรณ์บอกทั้งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พออกพอใจ “คุณทั้งคู่เข้าถึงอารมณ์ได้ดีมากยอดฝีมือจริงๆ” ผู้กำกับยังชมไม่ขาดปาก แม้พระเอกจะโดนต่อยจริงๆ ก็เถอะอันนั้นไปเคลียร์กันเองนะ
“...!?” แนชทำหน้าเหวองุนงง ทั้งที่เขาเล่นนอกบทแถมยังผิดคิวอีกเนี่ยนะ ในบทนายเอกแค่ผลักพระเอกออกแล้วเดินหนีไปแต่เขากลับผลักและยังต่อยอีกด้วย
“เอ่อพวกเราขอบคุณคุณปกรณ์มากนะคะที่เมตตางั้นวันนี้หลินกับน้องขอตัวกลับกันก่อนได้ไหมคะ” เจ๊หลินขออนุญาตเพราะรู้สึกว่าเด็กของตัวเองคงไม่มีอารมณ์จะทำงานต่อแล้ว
“ครับ ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเคลียร์คิวให้แนชพักสักวันแล้วจะโทรไปแจ้งอีกทีก็แล้วกัน” ผู้กำกับอนุญาตให้อย่างใจดี
หลังจากนั้นสองพี่น้องก็กล่าวลาแล้วเตรียมตัวเก็บสัมภาระพากันกลับไปพักผ่อน
**********
พอลับหลังสองคนนั้นไปแล้วมาร์ชพาผู้จัดการส่วนตัวมาขอพบคุณปกรณ์อย่างรวดเร็วด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าแนชถูกผู้กำกับมือทองไล่กลับไปเพราะไม่พอใจที่ทำงานเสียหาย
“แนชคงไม่ค่อยเข้าใจในบทนายเอกเท่าไรคุณปกรณ์อย่าเพิ่งโกรธเขาเลยนะครับ” มาร์ชพูดเสียงอ่อนนอบน้อม แล้วส่งสายตาให้เจ๊แป๋วผู้จัดการสาวรุ่นใหญ่พูดต่อ
“เนี่ยถ้าเปลี่ยนให้น้องมาร์ชเป็นายเอก คุณกวินก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้หรอกค่ะ”
“ผมว่าแนชทำได้ดีนะครับ และดีมากด้วย” ผู้กำกับพูดบอกจากใจจริง“พวกเขาสองคนเข้ากันได้ดีทีเดียว ส่วนเื่เมื่อครู่คุณกวินโทรมาบอกเองว่าได้เตรียมกับแนชเอาไว้แล้ว ไม่ใช่ผิดคิวแต่เป็การจงใจของเขาทั้งคู่”
เจอคุณปกรณ์ผู้กำกับใหญ่ตอกกลับมาแบบนี้มาร์ชถึงกับหน้าเหวอไปไม่เป็ จนเจ๊แป๋วต้องฝืนยิ้มแล้วดึงเด็กของตัวเองออกไปจากตรงนั้นทันที
“เห็นไหมพี่บอกแล้วคุณปกรณ์เลือกนักแสดงเองกับมือจะพลาดได้ยังไง”
“ฮึย! นี่ผมกำลังจะแพ้มันอีกแล้ว ก่อนหน้านี้เพราะมันหายไปผมถึงก้าวขึ้นมาเหนือมันได้”
“มันกลับมาคราวนี้เหมือนจะมีแบ็คดี”เจ๊แป๋วครุ่นคิดพูดแบบมีเลศนัย
“เจ๊หลินของมันน่ะเหรอ?”มาร์ชขมวดคิ้วประหลาดใจ
“ไม่ใช่! แต่พี่ได้ยินมาเขาใหญ่กว่านั้นอีก ทุกคนคาดไม่ถึงเลยล่ะ”
“...?”
เจ๊แป๋วดึงศิลปินของตัวเองหลบเข้ามุมลับตาแล้วกระซิบกระซาบ“พี่ได้ข่าวว่าคุณกวินเป็นายทุนหลักสร้างซีรีส์เื่นี้แถมยังมีเงื่อนไขว่านายเอกต้องเป็แนช”
ฟังถึงตรงนี้มาร์ชทำตาโตตะลึงงัน...เท่านั้นยังไม่พอ
“ที่สำคัญตอนนี้คุณกวินยังไปพักที่โรงแรมเก่าๆโทรมๆ ของแนชด้วย”
“เออใช่!” คราวนี้มาร์ชถึงกับร้องลั่นจนเจ๊แป๋วต้องรีบตะปบปากอีกฝ่ายทันที
“เห้ยอย่าดังไปสิ”
“พี่กำลังจะบอกว่าไอ้แนชมันมีคุณกวินหนุนหลังงั้นเหรอ”
“มันก็น่าคิดไหมล่ะไม่แน่อาจจะเอาตัวเข้าแลกเลยก็ได้”
“งั้นข่าวลับที่ว่าไอ้แนชเป็ตุ๊ดอยากมีผัวจนพ่อรับไม่ได้ต้องไล่ออกจากบ้านก็จริงน่ะสิ”
“เื่นั้นเธอปิดปากให้มิดเชียวคุณปริญฟ้องยับเลยนะถ้ามีข่าวหลุดออกไปน่ะ”
มาร์ชรีบปิดปากตัวเองเผยแค่สายตาลับๆล่อๆ มองไปรอบตัวพอเห็นว่าปลอดคนก็พูดต่อ
“แต่เมื่อกี้มันต่อยคุณกวินจริงๆนะพี่ กล้ามาก”
“แหม๋คุณปกรณ์ก็บอกแล้วว่าพวกเขาตกลงกันเอง เพื่อแสดงให้สมจริงก็ต้องยอมเจ็บจริงหน่อย”เจ๊แป๋วเบะปากหมั่นไส้ “เธอเชื่อฉันสิ เดี๋ยวพอเจอกันคราวหน้าก็ดีกันแล้ว หึ! เื่ผัวเมียน่ะ เขานอนคุยกันพวกเราไม่รู้หรอก”
“ลองดูกันหน่อยว่าใครจะอยู่ใครจะไป”มาร์ชเปรยออกมาจนคนข้างๆ มองอย่างสนใจ
“นี่เธอคิดจะทำอะไร”
“ผมจะแฉไอ้แนช!” มาร์ชหรี่ตาเย้ยหยัน“ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมคุณกวินถึงไปพักที่โรงแรมเก่าๆ นั่น”แค่สะกิดเื่นี้ เดี๋ยวนักข่าวก็ขุดคุ้ยไปจนถึงที่มาของการเป็นายเอกซีรีส์ของแนชเองโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร
“เห้ยพี่ว่าดูๆ กันไปก่อนเถอะ อย่าเพิ่งใจร้อน ความจริงเป็ยังไงเรายังไม่รู้แน่ชัดเลย”เจ๊แป๋วเอ่ยเตือนศิลปินในความดูแลของตัวเอง จะเล่นกับไฟอย่างคุณกวินไม่ใช่เื่ง่ายเผลอๆ จะพากันลงเหวจบอนาคตไปด้วย
แนชกลับมาถึงโรงแรมก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องไม่พูดไม่จากับใครจนกระทั่งเย็นค่ำ
“แนชเป็อะไรหรือเปล่าให้พี่เข้าไปได้ไหม” เจ๊หลินเคาะประตูห้องถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงั้แ่ขึ้นรถมาเด็กหนุ่มในความดูแลก็นั่งซึมเงียบงันเขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่กับตัวเองสักพักแล้วค่อยคุยกัน
“...ได้ครับ”
เสียงคนในห้องเอ่ยอนุญาตแล้วเขาจึงเปิดเข้าไป
“เป็ไงบ้างหิวหรือยัง”
“ไม่หิว”เ้าของห้องส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเหม่อลอยร่างสูงนั่งอยู่บนเตียงสีหน้าดูสับสนระคนเศร้าหมองคล้ายคิดไม่ตก
“พี่ถามคุณเคิร์ทหรือยัง... เขา เอ่อ คุณกวินเป็ยังไงบ้าง” ตอนนี้แนชไม่กล้าแม้จะส่งข้อความไปถามเลยด้วยซ้ำฝ่ายนั้นก็เงียบหายไปเช่นกัน
“ถามแล้ว”เจ๊หลินดึงเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งออกมานั่ง “เขาบอกว่าไม่ได้เป็อะไรมากอาจมีรอยฟกช้ำนิดหน่อยพรุ่งนี้คงต้องพักงาน”
“ครับ”แนชตอบรับแล้วนั่งเหม่อเหมือนเดิม
“แนชโกรธคุณกวินมากขนาดนั้นเลยเหรอ”คนเป็พี่ทอดถอนใจ “ถ้าเราขอถอนตัวตอนนี้รับรองว่าโดนค่าปรับบานแน่ๆขายโรงแรมก็ยังไม่พอ”
“ผมไม่ได้คิดถึงขั้นจะถอนตัวหรอกพี่แต่ผม... แบบ... ก็เขาไม่ทำตามที่ซ้อมกันไว้นี่ ผมเลยใ”
“ห๊ะ!? นี่อย่าบอกนะว่าคุณกวิน...” เจ๊หลินตาโตอ้าปากค้างพอแนชพยักหน้าเท่านั้นแหละคนฟังถึงกับกรี๊ดลั่นออกมา“ตายแล้วลูกชายฉันโดนคุณกวินจูบหรือเนี่ย”
“โธ่... พี่หลิน อย่าแซวได้ไหม ผมยิ่งเครียดๆ อยู่”แนชกระฟัดกระเฟียดน้อยๆ แต่หน้ากลับแดงก่ำลามไปถึงใบหู
“ตอนที่เขาจูบเธอรู้สึกยังไงรังเกียจหรือเปล่า รู้สึกแบบขยะแขยงอะไรแบบนี้ไหม”ผู้มีประสบการณ์ข้ามเพศถามอย่างตรงไปตรงมา
“เพราะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นน่ะสิผมถึงเครียด” แนชพูดลอยๆ ออกมาคล้ายคนละเมอ แต่พอรู้ตัวก็รีบตะครุบปากตัวเองอย่างไว
“นั่นแน่...”เจ๊หลินลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงเพื่อมองหน้าใกล้ๆ “แล้วใจเต้นด้วยไหม”
แนชไม่ตอบแต่กำลังไตร่ตรองกับตัวเองพอคิดว่าถูกคุณกวินแตะต้องหรือััไม่ว่าจะเป็ตอนที่กอดหรือจูบ ตอนนั้นนอกจากใแล้วยังมีความรู้สึกแปลกๆแทรกเข้ามา ไม่เพียงแค่เขาจะไม่รังเกียจและไม่ได้สะอิดสะเอียนเท่านั้น แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็อะไรที่แปลกใหม่น่าตื่นเต้นและน่าเขินอายอีกด้วย
เจ๊หลินมองคนตรงหน้าด้วยแววเอ็นดูระคนห่วงใยเื่ของหัวใจจะให้คนอื่นชี้ตรงๆ ฟันธงเลยก็คงไม่ได้ หากจะฝืนใจกันยิ่งไม่ได้ใหญ่นอกจากเ้าตัวจะเปิดใจเอง
“เมื่อกี้คุณปกรณ์โทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้เราหยุดหนึ่งวัน”
“จริงเหรอพี่!” เขาจะได้มีเวลาเตรียมใจอีกหน่อย ก็เล่นมามุงดูกันทั้งกองถ่าย เขาก็อายนะ
“อื้อจริงสิ” เจ๊หลินพยักหน้า“แล้วยังเล่าให้ฟังอีกว่าคุณกวินโทรไปบอกด้วยตัวเองว่าเขาเป็คนบอกให้แนชต่อยเขาจริงๆไม่ใช่เล่นนอกบทหรือผิดคิว”
“ห๊า...อะ อะไรนะพี่” นี่คุณกวินยังมารับผิดชอบแทนอีก
“แนชพี่ว่าเธอควรไปดูคุณกวินเขาหน่อยนะ”
“อืมผมก็คิดไว้เหมือนกัน” แนชตัดสินใจแล้วก้าวลงจากเตียง“พี่โทรไปถามคุณเคิร์ทให้หน่อยสิเผื่อเขายังไม่สะดวก”
เจ๊หลินเดินออกไปคุยโทรศัพท์ครู่หนึ่งก็เดินกลับมา
“คุณกวินหลับน่ะเดี๋ยวแนชค่อยลงไปแล้วกัน”
แนชเพิ่งสังเกตคิ้วเรียวจึงขมวดมุ่นมองคนเป็พี่ั้แ่ศีรษะจรดเท้า
“แล้วนี่พี่แต่งตัวจะไปไหน”
“ฉันจะไปปาร์ตี้กับเพื่อนย่ะพรุ่งนี้เธอหยุดฉันก็ไปสนุกได้” คนได้เที่ยวออกตัวกระดี๊กระด๊าสุดฤทธิ์
“อ้าวแล้วใครจะไปเยี่ยมคุณกวินกับผมล่ะ” แนชทำหน้าเหวอ
“เอ้าเธอก็ไปเองสิยะ” เจ๊หลินจิ้มแก้มใสๆ ของคนตรงหน้า “เธอเป็คนทำให้เขาเจ็บตัวนะไม่ใช่ฉันสักหน่อย”
“หูย...ทีแบบนี้ทิ้งกันเลยนะ” ไม่รักกันจริงนี่หว่า แนชทำแก้มป่องกระเง้ากระงอดแล้วเดินดิ่งเข้าห้องน้ำไป
ระหว่างที่แนชกำลังอาบน้ำเจ๊หลินคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้พอดีจึงหยิบแท็บเล็ตออกมาเปิดค้นหาอยู่สักพักก็เจอสิ่งที่้าเขาหยิบกระดาษมาเขียนโน้ตแปะไว้ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ทางด้านคนเจ็บตัวด้วยความเต็มใจ กวินนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานภายในห้องพักพลางคิดถึงใครบางคนไปด้วย
พอตอบอีเมลเื่งานเสร็จก็หันไปถามลูกน้องคนสนิทข้างกาย
“ทางนั้นติดต่อมาหรือเปล่า”
“ครับคุณหลินโทรมาถามว่าเป็อย่างไรบ้าง ผมตอบไปว่าอาจมีรอยฟกช้ำพรุ่งนี้คงต้องลาหยุด”
กวินพยักหน้ารับพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเขาไม่ได้ส่งข้อความไปหาแนชเหมือนอย่างเคย อีกฝ่ายก็เงียบไปเช่นกันคิดว่าแนชคง้าเวลาทบทวนตัวเองเขาจึงไม่อยากรบกวน
หลังจากที่เขาโทรไปหาคุณปกรณ์เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเขาก็ทำงานผ่านอีเมลที่น้องสาวส่งมาให้จนถึงตอนนี้
“แกเคยคิดจะเป็เกย์ไหม”
“...!?” คำถามของเ้านายทำให้เคิร์ทถึงกับผงะหน้าหงาย
พอเห็นอาการแปลกๆของลูกน้องคนสนิทเขาจึงรีบขยายความ
“ฉันแค่อยากเปรียบเทียบน่ะว่าผู้ชายที่เป็ผู้ชายจริงๆ จะคิดเปลี่ยนรสนิยมบ้างไหม มีอะไรเป็แรงจูงใจ”
“ผมผมเป็ผู้ชายครับ ไม่เคยคิดเปลี่ยน” เคิร์ทตอบพลางปาดเหงื่อที่เริ่มซึมลงมา
“แล้วถ้าแกถูกผู้ชายจูบล่ะจะรู้สึกยังไง”
“...! เอ่อ... คือ”
“พูดมาเถอะฉันไม่ถือ”
“รังเกียจครับแล้วก็รู้สึก เอ่อ ขยะแขยงด้วย อาจถึงขั้นอยากฆ่าคนคนนั้นเลย” พูดไปกลัวไปจนเหงื่อท่วมตัวแล้วเนี่ย
กวินถอนหายใจหนักๆเฮือกหนึ่ง... แนชจะรู้สึกแบบนั้นหรือเปล่านะ?
“แกมีอะไรก็ไปทำเถอะฉันจะนอนพัก”
เคิร์ทโค้งตัวรับคำสั่งแล้วเผ่นออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้เ้านายมีอารมณ์แบบไหน ทางที่ดีรีบไปให้พ้นหน้าก่อนดีกว่า
กวินเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างเศร้าใจ...ถึงอย่างไรแนชก็เป็ผู้ชายแท้ๆ การถูกผู้ชายด้วยกันจูบมันคงทำให้รู้สึกไม่ดีสินะแต่เขาอดใจไม่ไหวจริงๆ นี่ ก็นายยั่วยวนเกินไปจนฉันจะอกแตกตายอยู่แล้ว
ป่านนี้อีกฝ่ายอาจจะเกลียดเขาไปแล้วก็ได้ เฮ้อ... ถ้าเป็แบบนั้นจริงเขาคงต้องปล่อยแนชไปแนชเป็เด็กผู้ชายปกติธรรมดาคงจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบปกติซึ่งแตกต่างจากเขาอีกอย่างรสนิยมพิเศษแบบนี้ก็เป็ทางเลือกของตัวเอง มีแค่ตัวเองที่เข้าใจก็พอแล้วเขาชินกับการผิดหวังในเื่ความรักแล้วล่ะ
แนชอาบน้ำเสร็จเปลี่ยนเป็ชุดนอนเรียบร้อยก็เดินมานั่งบนเตียง พลันเหลือบไปเห็นแท็บเล็ตมีโน้ตใบหนึ่งแปะอยู่จึงหยิบขึ้นมาดู
...คืนนี้เหงาๆก็ดูหนังไปนะ...
แนชส่ายหน้าเอือมระอาแล้ววางมันไว้ที่เดิมจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ต่อสายลงไปข้างล่างเพื่อสั่งอาหาร พร้อมถามถึงลูกค้าวีไอพีด้วยพอรู้ว่าทางนั้นยังไม่ได้สั่งมื้อเย็นและไม่ได้ออกไปข้างนอก เขาจึงสั่งซุปสไตล์บราสเซอรีลาซานญ่า และอาหารฝรั่งเศสอีกสองสามอย่างฝากไปให้คุณกวิน ส่วนเขาขอข้าวต้มปลาก็พอแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่อาหารก็มาเสิร์ฟพร้อมยาแก้ฟกช้ำที่เขาสั่งพนักงานไปหาซื้อมาให้
แนชกินอาหารของตัวเองด้วยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดว่าทางนั้นก็คงกำลังทานอาหารอยู่เช่นเดียวกัน คุณกวินเงียบไปแบบนี้เขาเลยไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
เวลาล่วงเลยอย่างเงียบงันจนถึงสี่ทุ่มแนชจึงตัดสินใจส่งข้อความไป
แนช:นอนหรือยังครับ
ผ่านไปไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา
กวิน:ยัง
แนชพยายามควบคุมนิ้วมือไม่ให้สั่นเพื่อพิมพ์ข้อความต่อไป
แนช:ผมจะไปพบคุณได้ไหม สะดวกหรือเปล่า
กวิน: มาสิ
พระเ้าเท่านั้นที่รู้ว่ากวินดีใจมากแค่ไหนที่แนชบอกว่าจะมาหา
ตอนที่ได้รับอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษจากแนชเขาก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าอีกฝ่ายคงหายโกรธแล้ว แถมยังอาจรู้สึกผิดอีกด้วยเขาจึงแกล้งเงียบต่อไปเพื่อดูท่าทีอีกฝ่าย แต่คิดไม่ถึงว่าแนชจะกล้ามาพบเขาในเวลาแบบนี้หัวใจดวงแกร่งที่ห่อเหี่ยวจึงลิงโลดแทบกระโจนออกมานอกอก
**********
แนชก้มมองข้อความที่คุณกวินตอบรับกลับมาร่างสูงเดินวนไปวนมาเพื่อเตรียมใจครูหนึ่ง ก่อนจะหยิบยาและคีย์การ์ดก้าวออกไปจากห้อง
เพราะเป็ผู้บริหาร เขาจึงมีคีย์การ์ดที่สามารถเปิดได้ทุกประตูรวมถึงประตูลับบานนี้ซึ่งมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้มันเป็ทางเชื่อมระหว่างชั้นผู้บริหารกับที่พักของลูกค้าวีไอพี
แก๊ก!
จู่ๆ ประตูที่เหมือนปิดตายก็เปิดออกทำให้ชายในชุดสูทสองสามคนที่ยืนออกันอยู่หน้าลิฟต์หันมามองด้วยความใและประหลาดใจก่อนจะรีบสาวเท้าจนแทบวิ่งเข้ามาหาเขา
“คุณแนช!?” เคิร์ทร้องทักด้วยสีหน้างุนงง แล้วมองเขาสลับกับหันหลังไปมองลิฟต์
“...ครับ”แนชยิ้มรับพร้อมชี้แจงพอเป็พิธี “ผมลงมาจากข้างบนน่ะก็เลยไม่ได้ขึ้นลิฟต์ตัวนั้นมา” ดูท่าคุณกวินคงบอกไว้แล้วว่าเขาจะมาหาคนพวกนั้นเลยไปยืนรอรับที่ประตูลิฟต์แน่ๆ
“ครับผมไม่คิดว่าประตูบานนั้นจะเปิดได้” เคิร์ทพูดลอยๆ
“ผมเปิดได้คนเดียวครับ”
“อ้อ...งั้นเชิญทางนี้ครับ” เคิร์ทส่งเสียงเข้าใจ แล้วพาแขกคนสำคัญเข้าไปส่งที่ห้องพัก ของผู้เป็นาย
“คุณกวินรออยู่ในห้องนอนเชิญคุณแนชตามสบายนะครับ”เคิร์ทพูดบอกเพียงเท่านั้นก็หายวับออกไปอย่างรวดเร็วจนเรียกไม่ทัน
“เห้ย! ดะ เดี๋ยวครับ” อ้าว ทิ้งกันแบบนี้เลยเหรอ ช่างเหมือนกันเหลือกันนะ แนชคิดถึงพี่หลินกับคุณเคิร์ทซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ถูกคนเป็พี่ทิ้งให้เคว้งคนเดียว
แนชสูดหายใจลึกแล้วเคาะประตูห้องสองสามครั้งพอได้ยินคนข้างในอนุญาตแล้วจึงเปิดเข้าไป
เ้าของห้องอยู่ในชุดนอนคล้ายกับเขาร่างสูงใหญ่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย พอเห็นแขกผู้มาเยือนยังยืนเก้ๆกังๆ อยู่ตรงประตูจึงเอ่ยปาก
“เข้ามาก่อนสิ”กวินพับปิดหนังสือในมือแล้ววางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง
แนชเดินเข้าไปช้าๆไม่รู้จะทักทายด้วยคำไหน ก็เอาตามมารยาทไปก่อนแล้วกัน
“...สวัสดีครับ”เขากำลังมองหาที่นั่งที่เหมาะสมอยู่แต่เ้าของห้องกลับพูดขึ้น
“มานั่งตรงนี้ก็ได้”ร่างสูงใหญ่ขยับตัวแบ่งพื้นที่ริมเตียงให้เขา
“เอ่อไม่เหมาะมั้งครับ ผมว่าคุณออกไปนั่งคุยกับผมข้างนอกเถอะ”
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายแล้วเจ็บแผลด้วย ไม่อยากลุกจากที่นอน” กวินซ่อนรอยยิ้มเ้าเล่ห์“นายมาเยี่ยมฉันไม่ใช่เหรอ แล้วนั่นใช่ยาของฉันหรือเปล่า”นิ้วเรียวชี้ที่ถุงยาในมือแนช
“อะใช่ ใช่ครับ” แนชรีบปรี่เข้าไปเหมือนลืมตัว “แผลคุณเป็ยังไงบ้างขอผมดูหน่อยนะครับ” ร่างผอมบางนั่งลงตรงที่ว่างบนเตียง
“เจ็บไม่เท่าไรหรอกแต่เกรงว่าจะเป็รอยมากกว่า” กวินใช้สายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตำหนิเล็กน้อย“พวกเราทำงานแบบนี้เื่ภาพลักษณ์เป็สิ่งสำคัญนายก็รู้”
พอถูกตำหนิตรงๆแนชก็ยิ่งรู้สึกผิด
“ผมขอโทษครับ”แต่จะว่าไปยังแฝงความไม่พอใจอยู่นิดๆ “ก็คุณนั่นแหละไม่ทำตามที่ซ้อมกันไว้น่ะ”พูดแล้วก็นึกโมโหขึ้นมา
“ใครใช้ให้นายน่าจูบล่ะ” กวินโพล่งออกไปอย่างใจคิดทำให้คนฟังถึงกับชะงักลมหายใจสะดุด
“คุณกวิน! ผมไม่ใช่...” แนชกำลังจะเถียงแต่คนตรงหน้ากลับแทรกขึ้น
“นายรู้สึกรังเกียจหรือเปล่า”
สิ้นคำถามนั้นทั้งคู่ต่างเงียบกันไปพักใหญ่แนชเบือนหน้าหลบสายตาคมที่มองเขาเป็ประกายวาววับคล้ายมีแววลึกซึ้งพาดผ่านอย่างที่เขาไม่เคยได้พบเห็นจากใครมาก่อน
“ผม...ผมแค่ใน่ะ” แนชไม่ได้ตอบว่ารังเกียจหรือไม่แต่เลือกที่จะอธิบายการกระทำของตัวเองออกไปแทนแล้วชวนเปลี่ยนเื่เพื่อทำลายสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้
“และนี่คุณทายาบ้างหรือยัง”ถามไปพลางมองสำรวจรอยเขียวช้ำตรงมุมปากของอีกฝ่าย พยายามหลีกเลี่ยงดวงตาคมคู่นั้น
“ทาให้หน่อยสิ”กวินบอกยิ้มๆ เขาดูออกว่าแนชกำลังเขิน และนั่นทำให้เขาหัวใจพองโต... ทำเขินอายอย่างกับสาวน้อยแรกรุ่นยังจะมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็ผู้ชายอีก
แนชก้มมองหลอดยาในมือด้วยหัวใจเต้นรัวรู้สึกร้อนผ่าวที่ผิวแก้มจนคิดว่าตอนนี้หน้าเขาต้องแดงมากแน่ๆ
“...เร็วสิ” คนเจ็บรบเร้าจนแนชไม่ทันได้หาคำมาปฏิเสธจึงรีบตอบรับกลับไป
“ครับ”
แนชขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงอีกนิดแล้วยื่นมือวางคีย์การ์ดกับโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เปิดฝาหลอดยาแล้วบีบเนื้อครีมออกมาใส่ปลายนิ้วเล็กน้อยแตะลงไปเบาๆ ที่รอยช้ำตรงมุมปากหยักสวยของคนตรงหน้า พลางชวนคุยแก้อาการเขินอาย
“ขอบคุณที่ชี้แจงกับคุณปกรณ์ให้นะครับ”
กวินพยักหน้าเล็กน้อยจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาแสนงดงามไม่วางตาคนที่เขาชอบกำลังขะมักเขม้นทายาให้เขา ดวงตาสวยจับจ้องอยู่ที่ปลายนิ้วของตัวเองดูตั้งอกตั้งใจแต่สำหรับเขามันช่างน่ารักน่ามองจนไม่อาจละสายตาได้ ริมฝีปากที่เม้มน้อยๆผมสั้น้าชี้โด่ชี้เด่เป็ธรรมชาติ ทุกๆ การแสดงออก ทุกๆการเคลื่อนไหวของคนคนนี้ช่างงดงามชวนให้ลุ่มหลงเหลือเกิน... แนช ฉันคงปล่อยนายไปไม่ได้จริงๆ
ระหว่างที่แนชกำลังนวดคลึงให้ตัวยาซึมลงไปจู่ๆ คนเจ็บก็คว้ามือเขาลงมากะทันหัน
“เดี๋ยวๆนี่อย่าบอกนะว่านายลงลิฟต์ไปชั้นใต้ดินแล้วเดินมาขึ้นลิฟต์วีไอพีด้วยสภาพนี้น่ะ” ชุดนอนบางๆเนี่ยนะ แม้จะเป็กางเกงขายาวก็เถอะ... หวงเว้ย! ถึงจะแค่ชอบแต่ก็หวงนะ
“...!?” แนชขมวดคิ้วงุนงงแต่ก็ยอมอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ“ผมเดินลงมาไม่ได้ใช้ลิฟต์”
“ไหนบอกว่าประตูบานนั้นเปิดไม่ได้”กวินคาดคั้น เพราะเขาเคยถามพนักงานแล้วมีแต่คนบอกว่าจะขึ้นไปข้างบนได้ต้องลงไปขึ้นลิฟต์ผู้บริหารเท่านั้น
แนชมองไปยังคีย์การ์ดของตัวเองเป็คำตอบกวินหันขวับแล้วหยิบคีย์การ์ดสีทองที่สลักชื่อโรงแรม ไม่สิ! ก็ชื่อเ้าของโรงแรมนั่นแหละขึ้นมาดู
“ทำยังไงฉันถึงจะมีคีย์การ์ดแบบนี้”มันต้องไม่ได้มีแค่ใบเดียวแน่ๆ
“งั้นคุณก็ต้องเป็เ้าของที่นี่แล้วล่ะ”แนชตอบด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะก่อนจะเปลี่ยนเป็อุทานเสียงหลงเมื่อตัวเองลอยหวือหงายหลังลงไปบนที่นอนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“อ๊ะ! เหวอ...”
จากนั้นร่างสูงใหญ่ก็คร่อมทับตามลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมคำพูดหยอกกระเซ้า
“เป็‘เ้าของ’คนนี้น่ะเหรอ?”
“เห้ย! ไม่ใช่” แนชตื่นตะลึงลนลานทั้งพยายามผลักอกอีกฝ่ายไม่ให้ทาบทับลงมา
“งั้นฉันจะซื้อโรงแรมนี้”
“ไม่ขาย!” แนชสวนทันควัน
“อ้อ...งั้นก็มีวิธีเดียวสินะ”คนพูดกวาดตามองคนใต้ร่างอย่างหื่นกระหายจนคนถูกมองขนลุกเกรียว
“คุณกวิน!คุณอย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”
“อย่าขยับส่งเดชสินายกำลังจะทำให้ฉันหมดความอดทนนะ” เขาปรามเสียงต่ำเจือแหบพร่าเล็กน้อย ส่งสายตามองลงไปเบื้องล่างเพื่อสื่อความหมายบางอย่าง
แนชเบิกตาโพลงเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรเพราะตอนนี้ส่วนล่างของพวกเราสองคนกำลังแนบชิดกันโดยมีเพียงเนื้อผ้าบางๆกั้นไว้เท่านั้น
“คนบ้า! ลามก! นี่คุณ...” ให้ตายสิ! เขา‘แข็ง’ใส่ผมได้ยังไงทุเรศที่สุด
กวินยิ้มโปรยเสน่ห์คล้ายยอมรับอย่างหน้าไม่อายจนคนมองยิ่งโมโหระคนขัดเขิน
“ลุกออกไปได้แล้วผมจะกลับห้อง”
“นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“...?”แนชสบตาเขา
“นายรังเกียจหรือเปล่า...รู้สึกไม่ดีกับััของฉันบ้างไหม” กวินจงใจใช้เสียงทุ้มนุ่มแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดยั่วเย้าอุณหภูมิในร่างกายแนชพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ความปรารถนาในกายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นยิ่งทำให้หัวใจสั่นไหว
แนชเอียงหน้าหลบเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลากำลังก้มต่ำลงมาเรื่อยๆ
“...ผมไม่รู้”
“งั้นลองดูใหม่ก็แล้วกัน”
กวินกดริมฝีปากลงไปที่ลำคอขาวของคนใต้ร่างจนอีกฝ่ายสะดุ้งหันหน้ามาจึงเป็โอกาสให้เขาได้ประทับจูบลงไปบนกลีบปากนุ่มได้สมใจ
“อ๊ะ! อื้อ...”
คนมากประสบการณ์ไม่ได้ผลีผลามรวบรัดเอาแต่ใจเขาอยากให้คนในอ้อมกอดค่อยๆ รู้จักเขาทีละน้อย ริมฝีปากร้อนจูบซับขบเม้มคล้ายหยอกล้อสลับใช้ลิ้นเลียไล้แ่เบาไปบนกลีบปากนุ่มเลาะเล็มหยั่งเชิงแล้วขยับแทรกเข้าไปช้าๆพันเกี่ยวดูดดึงชวนให้เคลิบเคลิ้มทั้งเสียดสียั่วเย้าปลุกเร้าอารมณ์ความใคร่ให้ลุกโชน
เพราะไม่เคยเป็ฝ่ายถูกจูบทำให้แนชรู้สึกเหมือนคนหลงทิศลิ้นร้อนที่ซอกซอนเข้ามาในโพรงปากดูดกลืนลิ้นของเขาเสียจนแขนขาอ่อนแรงลงเรื่อยๆ แพขนตาสั่นระริกใบหน้าแดงสุกปลั่ง พยายามสะกดกลั้นหัวใจที่เต้นแรงกับเสียงร้องครวญครางของตัวเองเอาไว้
ความสุขแปลกประหลาดแล่นริ้วราวกระแสไฟฟ้าไล่ไปตามโสตประสาทการรับรู้แข้งขาอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ยิ่งถูกฝ่ามือร้อนลูบไล้เบาๆ ั้แ่เอว แขน ลาดไหล่และลำคอ ทำให้สมองเขาพร่าเบลอมึนงงไปชั่วขณะ
กวินค่อยๆถอนริมฝีปากออกเพื่อเปิดโอกาสให้คนใต้ร่างได้หายใจดวงตาคมยังจับจ้องอยู่ที่กลีบปากอิ่มบวมช้ำอย่างหลงใหล
แนชหัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ตัวเองใจเต้นแรงเพราะจูบจากเพศเดียวกัน เขาสูดหายใจแรงเพื่อตั้งสติแก้วตาสะท้อนภาพใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจ กลิ่นอายแบบบุรุษเพศอันเปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูดกระตุ้นความหวั่นไหวให้แผ่ซ่านไปทั่วกาย
“คงไม่ได้...รู้สึกไม่ดีใช่ไหม” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นใกล้ใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวไล้แ่อยู่บนแก้มนุ่ม
“ปล่อย! ผมจะกลับห้อง” แนชสบตาเขาดวงตาสวยฉายแววดื้อรั้นระคนสับสน
“มองฉันด้วยสายตาแบบนี้คิดดีแล้วหรือ” กวินปรามเสียงต่ำลึก พยายามสะกดกลั้นความ้าของตัวเองอย่างสุดกำลัง
แนชเบือนหน้าถอนใจจนปัญญา พยายามบิดกายออกจากร่างใหญ่ที่กดทับบนตัวเขาพอเทียบกันจริงๆ แล้ว อีกฝ่ายกำยำบึกบึนกว่ามาก ไม่อยากคิดเลยว่าเนื้อตัวภายใต้เสื้อผ้านั่นจะเต็มแน่นไปด้วยมัดกล้ามขนาดไหนเขาเองก็เป็ผู้ชายแต่กลับบอบบางไร้เรี่ยวแรง
กวินกดจูบลงไปบนหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นร่างเพรียวบางใต้วงแขนยังสั่นน้อยๆ ทั้งน่าสงสารทั้งน่าฟัดน่ารังแกจนเขาต้องกัดฟันฝืนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วพูดอย่างตัดใจ
“...ไปสิ”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นพร้อมทั้งฉุดดึงคนใต้ร่างให้ลุกตาม
ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาจนกระทั่งทั้งคู่มาหยุดยืนที่ประตูห้อง
“ฉันจะขึ้นไปส่ง”กวินวาดวงแขนแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดรอบเอวเล็กแล้วดึงเข้ามาประชิดอย่างเอาแต่ใจ
“มะไม่ต้องครับ ไม่ต้อง” แนชรีบปฏิเสธปากคอสั่นพยายามขืนตัวออกจากพันธนาการเหล็ก...ถ้าให้อีกฝ่ายขึ้นไปส่ง เขาก็ต้องลงมาส่งอยู่ดี ในเมื่อคีย์การ์ดที่เปิดประตูทางเชื่อมนั้นได้มีแค่ของเขาคนเดียวหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องมอบคีย์การ์ดใบนี้ให้ไป
กวินหลุดหัวเราะเมื่อถูกรู้ทันเขายกมือยอมแพ้พร้อมส่งสายตาวิงวอน
“หาให้ฉันอีกใบไม่ได้เหรอ...ไอ้คีย์การ์ดพิเศษนั่นน่ะ”
“ผมขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”
“นายยังต้องคิดอะไรอีก”คนพูดพยายามหาเหตุผลมาหว่านล้อม “ต่อไปหากเราอยากพบกันเป็การ‘ส่วนตัว’จะได้ไม่ต้องยุ่งยากไง”
คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้แนชคล้อยตามเลยสักนิดกลับยิ่งรู้สึกอันตรายด้วยซ้ำ พอนึกถึงความเป็ส่วนตัวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยิ่งทำให้หวาดหวั่น
“พวกเรามีเื่ตั้งมากมายต้องปรึกษากันนะ”
แต่พอเจอประโยคนี้เข้าไปทำให้แนชต้องหยุดคิด...จะว่าไปก็จริง เพราะเขากับอีกฝ่ายต้องร่วมมือกันต่อกรกับพวกดารินบางทีอาจมีเื่กะทันหันเร่งด่วนก็ได้ เมื่อไตร่ตรองดิบดีแล้วจึงตอบตกลง
“ครับเดี๋ยวผมจัดการให้”
กวินยิ้มพอใจและยังยืนยันที่จะขึ้นไปส่งแนชข้างบน แล้วได้ยึดคีย์การ์ดใบนั้นมาเป็ของตัวเองั้แ่บัดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจกลางคัน
....................
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
^_^
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย
***แนะนำให้ซื้อ E-book ที่หน้าเว็บ จะได้ราคาถูกกว่าในแอปมือถือค่ะ***
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)