จินหงเหว่ยเดินเข้ามาในกลุ่มของเฉินโจวที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสใน่พักเที่ยง หลิวจื้อิที่เห็นหน้าเขาก็รีบปรี่เข้าไปถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ว่าไง จินหงเหว่ย เซ็นสัญญากับบริษัทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเรียบร้อยดีใช่ไหม?”
ท่าทางกระวนกระวายของเขาทำให้จินหงเหว่ยหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดูในความเป็ห่วงของเพื่อน
“เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย” จินหงเหว่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความยินดี
“คนที่มาคุยตอนเซ็นสัญญาชื่นชมคลิปแรกของเรามาก บอกว่าทำได้ดีเกินคาด แล้วกับคลิปที่เรากำลังทำกันอยู่ตอนนี้ ทางบริษัทเขาก็ให้ความสนใจและคาดหวังสูงมากทีเดียว” เขาพูดพลางยิ้มเล็ก ๆ
“ส่วนเื่การใช้วัตถุดิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนั้น ทางเขาขอแค่ตอนที่เราถ่ายวัตถุดิบที่ผู้เข้าแข่งขันใช้ ให้เห็นซองบะหมี่ของเขาใน่นั้นด้วย ผมก็บอกไปว่าไม่มีปัญหา เราจะเน้นให้เห็นชัดเจนตอนแนะนำวัตถุดิบแน่นอน แล้วจะให้พิธีกรประกาศชื่อยี่ห้อว่าเป็สปอนเซอร์ผู้สนับสนุน แต่ใน่ที่ผู้เข้าแข่งขันลงมือทำจริง จะเป็บะหมี่ที่แกะออกจากซองแล้วทั้งหมด ซึ่งทางเขาก็โอเคกับตรงนี้”
ทุกคนที่ฟังต่างก็พยักหน้าด้วยความโล่งใจและดีใจที่การเซ็นสัญญาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
“เฉินโจว ผมว่าทางบริษัทน่าจะโอนเงินมาให้เราแล้วนะ” จินหงเหว่ยกล่าวเตือนถึงภารกิจต่อไป “ยังไงหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ เราคงต้องมาแก้ปัญหาวุ่น ๆ เื่พิธีกรที่จะมาพากย์การแข่งขันกันได้แล้ว วันนี้เราต้องหาคนที่ถูกใจที่สุดให้ได้”
เฉินโจวเองที่มัวแต่คุยสนุกกับหลิวจื้อิจนลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ในที่สุดเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นการแจ้งเตือนจากธนาคาร มีเงินโอนเข้ามาในบัญชีห้าหมื่นซานี่ตามที่ตกลงไว้ ทุกคนเห็นเฉินโจวยิ้มกว้างก็พากันโล่งอก
จินหงเหว่ยทิ้งท้ายว่าโชคดีที่บริษัทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นอยู่ไม่ไกลจากพวกเขามากนัก การเดินทางไปเซ็นสัญญาจึงไม่ยุ่งยาก แต่ในอนาคตหากมีบริษัทอื่นที่สนใจเป็สปอนเซอร์แต่ที่ตั้งอยู่ไกลเกินไป พวกเขาคงต้องหาวิธีการที่รอบคอบและสบายใจกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งเขาก็มีไอเดียบางอย่างอยู่ในใจแล้ว แต่ขอให้การถ่ายทำคลิปนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเสียก่อน แล้วค่อยมาพูดคุยกันอีกที
หลังจากทุกคนทานมื้อเที่ยง หวังหงก็เสนอให้ไปที่บ้านของเขา ที่นั่นมีห้องโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ จะได้นำภาพและข้อมูลของพิธีกรขึ้นจอให้ทุกคนเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน ทุกคนเห็นว่าเป็ความคิดที่ดีจึงตกลง เมื่อมาถึงห้องโปรเจคเตอร์ของบ้านหวังหง ภายในห้องกว้างขวาง สามารถจุคนได้หลายสิบคน มีจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่เด่นอยู่ด้านใน
นอกจากนี้ยังมีแท่นบรรยายและไมโครโฟนตั้งอยู่ด้วย เมื่อทุกคนมาถึงก็หาที่นั่งสบาย ๆ เพื่อเตรียมดูรายละเอียดของเหล่าพิธีกรจากเว็บไซต์นักแสดงอิสระ หวังหงต่อโน้ตบุ๊กของเขาเข้ากับโปรเจคเตอร์ ภาพข้อมูลก็ปรากฏขึ้นบนจอขนาดใหญ่
หลังจากที่ทุกคนได้ดูข้อมูลและคลิปแนะนำตัวของพิธีกรไปกว่าสามสิบคน ก็ถึงเวลาหยุดพักเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าใครที่ดูแล้วน่าสนใจ หวังหงเรียกแม่บ้านให้นำของว่างและเครื่องดื่มมาให้ทุกคนรองท้องระหว่างการสนทนา
“ฉันว่านะ พิธีกรหญิงที่ชื่อ เยี่ยเฟย ก็ไม่เลวเลยนะ หน้าตาสวย หุ่นดี แถมท่าทางก็คล่องแคล่ว มีพิธีกรแบบนี้รับรองว่าคนที่มาชมคลิปต้องชอบมากแน่ ๆ ยอดวิวพุ่งกระฉูดแน่นอนถ้าเลือกคนนี้ ทุกคนว่าไง?” หลิวจื้อิพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มั่นใจในสายตาของตัวเองว่าเขาดูคนไม่ผิดแน่นอน
“เอ๋ แต่ฉันว่าไม่นะ ดูจากคลิปที่เธอลง เยี่ยเฟยอะไรนี่ดูพูดจาติดขัด น้ำเสียงไม่ค่อยรื่นหูเท่าไหร่นะ นี่ขนาดเป็คลิปโปรโมตที่ต้องเอาแต่จุดเด่น ๆ มาให้ผู้ว่าจ้างสนใจยังทำได้ไม่ดีเลย แล้วถ้าไปหน้างานจริงจะไหวเหรอ หลิวจื้อิ นายเลือกมาจากแค่หน้าตากับรูปร่างอย่างเดียวเลยสินะ?”
เกาอิ้งที่ได้ฟังก็ทำหน้าเหยเกแล้วรีบโต้แย้งทันที จากที่เธอดูแล้วคนนี้ไม่น่าจะเหมาะ ในฐานะพิธีกรควรจะมีทักษะการพูดที่ดีกว่านี้หน่อยสิ บอกก่อนเลยนะว่าที่เธอแย้งไม่ได้เป็เพราะอิจฉารูปร่างหน้าตาของพิธีกรคนนี้เลยสักนิด
หวังหงเห็นความเห็นของทั้งสองขัดแย้งกันก็ไม่ได้คิดจะขัด เพียงแต่เสนอชื่อพิธีกรที่เขาคิดว่าน่าสนใจที่สุดออกมาแทน “ทุกคน ผมว่าพิธีกรชายที่ชื่อ โจวซาน เข้าท่าที่สุดนะ แม้ว่าจะดูอายุมากไปหน่อย แต่การพูดจา น้ำเสียง ผมว่าดีมากเลย อีกอย่างเขามีการใช้สายตาช่วยเสริมระหว่างการเป็พิธีกรด้วย ไม่ว่าจะบุคลิกหรือน้ำเสียง ผมว่าผ่านหมด”
จินหงเหว่ยที่เห็นทั้งสามคนแสดงความคิดเห็นกันไปแล้ว ก็ยังคงเงียบอยู่ เขาหันไปมองเฉินโจวที่กำลังนั่งขมวดคิ้ว เอามือกุมขมับราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จากนั้นจินหงเหว่ยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฉินโจว ในฐานะเ้าของช่อง นายควรจะเป็คนที่มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจเลือกมากที่สุด พวกเราในฐานะผู้ช่วยก็ได้แต่เสนอความคิดเห็น ส่วนนายจะเห็นด้วยหรือจะเลือกใคร พวกเราทุกคนพร้อมที่จะยอมรับ”
เมื่อจินหงเหว่ยพูดจบ ทั้งสามคนที่แสดงความเห็นก่อนหน้านี้ก็เงียบลงพร้อมกับหันไปมองเฉินโจวเป็ตาเดียว เฉินโจวที่รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาก็อดที่จะกดดันและเครียดขึ้นมาไม่ได้ แต่เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่จินหงเหว่ยพูดนั้นถูกต้อง ในฐานะเ้าของช่องที่ผ่านมาทุกคนก็ได้ให้ความช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจในเื่สำคัญของช่องก็ต้องเป็เขาที่ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย เพราะหากการตัดสินใจใด ๆ ผิดพลาดจนช่องต้องล้มลง ก็ควรมาจากการตัดสินใจของเขาเอง ไม่จำเป็ต้องให้คนอื่นมารับผิดชอบในจุดนี้
เฉินโจวหลังจากตั้งสติและสงบจิตใจได้ ก็มองทุกคนด้วยสายตาที่มุ่งมั่น น้ำเสียงที่พูดออกมาเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ฉันขอขอบคุณทุกคนมากนะ สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมาทั้งหมด หลังจากนี้ถ้ายังมีอะไรที่ต้องพึ่งพาอีก ฉันก็ขอรบกวนด้วยนะ
แต่ทุกคนไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ให้ทุกคนมาช่วยกันฟรี ๆ หรอกนะ ถ้าคลิปวิดีโอตัวนี้ประสบความสำเร็จจนได้ยอดวิวตามเป้า และมีสปอนเซอร์รายใหม่ ๆ เข้ามาสนใจ ฉันจะเปิดช่องในนามบริษัทอย่างเป็ทางการ แล้วจะมีเงินเดือนให้กับทุกคนที่มาช่วยงานด้วย”
หลังจากเฉินโจวพูดจบ ทุกคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จินหงเหว่ยจะปรบมือเสียงดัง คนอื่น ๆ ที่ได้ยินเสียงปรบมือก็เหมือนได้สติแล้วปรบมือตาม เสียงปรบมือดังก้องกังวานอยู่ในห้องโปรเจคเตอร์ เฉินโจวโบกมือเป็การส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดปรบมือ พร้อมกับส่งสายตาไปยังจินหงเหว่ยแล้วพูดว่า
“ในตอนนี้เหลือแค่ความเห็นของนายแล้วนะ จินหงเหว่ย ว่านายสนใจใครเป็พิเศษ หลังจากที่นายบอกแล้ว ฉันก็จะบอกความเห็นของฉันเป็การปิดท้าย จากนั้นพวกเราก็มาหาข้อสรุปสุดท้ายกันว่าจะเลือกจ้างใครดี”
จินหงเหว่ยที่ได้ฟังก็ยิ้มบาง ๆ รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้คุ้มค่าแล้ว เขาดันแว่นตาของตัวเองขึ้นเล็กน้อย
“ถ้างั้นผมก็จะขอบอกคนที่ผมสนใจมากที่สุดในลิสต์พิธีกรที่เราได้ดูในวันนี้ คนนั้นก็คือพิธีกรที่ชื่อ เจิ้งฟาง ไม่รู้ว่าทุกคนได้สังเกตรายละเอียดในประวัติที่เธอลงไว้หรือเปล่า เจิ้งฟางคนนี้จบจากคณะคหกรรมศาสตร์ จบออกมาก็ไปทำงานเป็เชฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทำได้ห้าปีก็ลาออกมาทำงานพิธีกรแทน แม้ว่าเธอจะเพิ่งทำงานด้านพิธีกรได้ไม่นานนัก แต่ตอนนี้เธอก็ได้รับงานพิธีกรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมาแล้วหลายงาน
ในส่วนของคลิปวิดีโอที่เธอโพสต์แนะนำตัวเอง กับวิดีโอโปรโมต่ที่เธอเป็พิธีกร น้ำเสียงและท่าทางก็ถือว่าใช้ได้ แม้ประสบการณ์ด้านพิธีกรของเธอยังน้อยอยู่ แต่สำหรับช่องเล็ก ๆ อย่างพวกเรา ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องใช้พิธีกรที่เก่งกาจและมีประสบการณ์มากมายอะไรอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดของเธอคือ เธอมีความรู้เกี่ยวกับด้านอาหารเป็อย่างดี ซึ่งเหมาะสมกับคลิปของเราที่จะเป็เื่การแข่งขันทำอาหารด้วยพอดี ทุกคนมีความคิดเห็นว่ายังไงกันบ้างครับ?”
เมื่อทุกคนได้ฟังก็รู้สึกว่าข้อเสนอของจินหงเหว่ยก็น่าสนใจไม่น้อย ในเมื่อเป็รายการแข่งขันทำอาหาร หากได้พิธีกรที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาหารอยู่บ้าง ในตอนบรรยายระหว่างการแข่งขันก็จะสามารถพูดคุยในเชิงลึกได้ เวลาผู้เข้าแข่งขันทำอะไรก็จะสามารถอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่
เฉินโจวที่ได้ฟังก็พยักหน้าหงึก ๆ เอามือขึ้นมาปิดปากกระแอมไอเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเห็นพ้องต้องกัน “มันอาจจะเป็เื่บังเอิญก็ได้ ฉันเองก็สนใจพิธีกรคนเดียวกับที่จินหงเหว่ยแนะนำมาพอดี”
หลังจากนั้นทุกคนก็นำคลิปและข้อมูลของเจิ้งฟางมาดูกันอีกครั้ง สุดท้ายทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันและยอมรับที่จะเลือกจ้างพิธีกรหญิงคนนี้...