ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    หน่วยสืบสวนพิเศษ

    กุมารตนนั้นดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดและสลายกลายเป็นควันสีดำ แต่ควันนั้นไม่พุ่งเข้ามาปะทะฉันเหมือนทุกครั้ง บาปของกุมารตนนี้คงไม่มากนัก มันทำบาปเพราะถูกเจ้าของบงการ            ตำรวจตามจับจันทร์จิรามาได้ ฉันเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเธอ            “เธอนี่มันบาปหนามาก เธอใช้กุมารที่เปรียบเสมือนลูกของเธอทำเรื่องชั่วช้า”            จันทร์จิราหลบหน้า “คุณพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”            “กุมารทอง ที่ใส่ชุดไทยไว้ผมจุกเป็นของคุณ” ฉันบอก            เธอดูตกใจไม่น้อย “ทำไมคุณรู้”            “คุณนี่มันเลวจริงๆ กุมารทองแม้ว่าจะเป็นภูตพราย แต่เขาก็เป็นเด็กไร้เดียงสา คุณใช้งานเขาให้ทำเรื่องชั่วช้ามาโดยตลอด ทำให้เขาต้องกลายเป็นวิญญาณบาป จิตใจคุณช่างหยาบช้า” ฉันพูดด้วยความโกรธ            จันทร์จิราโมโหและพูดกับฉันว่า “เธอมีสิทธิ์อะไรมาต่อว่าฉัน เธอไม่มีอะไรเทียบฉันได้เลย ดังนั้นอย่าสะเออะมาสั่งสอนคนอย่างฉัน”            เมริษาเดินเข้ามาใช้ตัวป้องฉันเอาไว้ และจ้องหน้ากับจันทร์จิราห่างกันแค่ฝ่ามือเดียว “ตอนนี้เธอคงจะกลายเป็นดาวอับแสงแล้ว ภายนอกเธอก็ดูดีแต่ภายในเน่าเฟะ จิตใจเธอหยาบช้า เธอมันต่ำกว่าคนทุกคน เธอมันคือความอัปยศของวงการบันเทิง”            (พูดได้ดีเมริษา แม่นางฟ้าของผม)            (สมัยก่อนเมริษาดังมาก ดังกว่าจันทร์จิราด้วยซ้ำ)            (แซ่บมากคุณแม่)                       จันทร์จิราถูกตำรวจนำตัวไป ฉันหยุดไลฟ์สดลงเพียงแค่นั้น เมริษาเข้ามาปลอบใจฉัน “ฉันขอโทษเธอด้วยนะ ฉันไม่ได้อยากให้เธอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้”            “ไม่เป็นไรหรอก” ฉันเจอคำดูถูกเหยียดหยามมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงแม้จะชินชาแต่บางครั้งก็เจ็บจี๊ดในใจอยู่เหมือนกันนะ            “เมริษา วันนี้คุณสวยมากเลยนะครับ” พระเอกหนังที่ชื่อปริญเดินเข้ามาทัก            “สวัสดีปริญ คุณคงทำใจได้ใช่ไหมเรื่องจันทร์จิรา” เธอถาม            “ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจ ยังไงผมก็ต้องยอมรับความจริง”            ชายที่ชื่อปริญมองมาที่ฉัน เขาทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ฉันจึงหลบหน้าเขาและเดินออกมา            การไลฟ์สดของฉันแม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำรายได้ให้ฉันไม่น้อย ผู้คนต่างพูดกันในโลกโซเซียลถึงเหตุการณ์ในวันนี้            ฟ้ารุ่งติดต่อมาหาฉัน “เป็นอย่างไรบ้าง สูตรยาที่ฉันให้ไปมันได้ผลใช่ไหม ฉันได้เห็นไลฟ์สดของเธอแล้ว”            “ใช่ มันได้ผล แต่การปรุงยานั้นมันทำให้ฉันอ่อนแรงไม่น้อย มันใช้พลังของฉันมากเลยทีเดียว” ฉันตอบ            “ฉันมีตำรายาให้เธอ มันจะช่วยฟื้นฟูพลังจักรวาลของเธอ และช่วยให้ร่างกายของเธอแข็งแรงพอที่จะรับมือกับพลังงานเหล่านั้น” เธอบอกจากนั้นเธอก็ส่งไฟล์เอกสารสูตรยามาให้ฉัน แล้วเธอก็ออกจะระบบไป              ฉันก็ยังเก็บความสงสัยเอาไว้ว่าเธอนั้นเป็นใคร ถึงได้มีสูตรยาที่มีสรรพคุณสูงแบบนี้ ครั้งที่แล้วเธอก็ให้สูตรปรุงโอสถทิพย์มาแล้วมันก็ได้ผลตามที่เธอบอกจริงๆ            ฉันเปิดไฟล์ที่เธอส่งมาให้ดู มันเป็นสูตรยาเพิ่มพลังกาย แต่มันเป็นสูตรยาที่ต้องแช่ตัวในอ่างยาสมุนไพร สรรพคุณบอกไว้ว่าจะเสริมกำลังวังชา ฟังดูเวอร์ซะไม่มี แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกแบบที่บอกฟ้ารุ่งไปนั่นแหล่ะ ฉันรู้สึกพลังงานในตัวมันร่อยหรอลงไป            ที่บ้านฉันไม่มีอ่างอาบน้ำ ฉันเลยต้องเอาเงินไปซื้ออ่างอาบน้ำมา ราคามันก็แพงใช่ย่อยอยู่นะ ฉันมองดูยอดเงินในบัญชีก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน จากนั้นฉันก็ไปเสาะหาซื้อสมุนไพรตามที่ระบุเอาไว้ในตำรามาจนครบ คราวนี้ต้องใช้สมุนไพรมากมายหลายขนาน            ฉันต้มสมุนไพรในน้ำร้อน จากนั้นก็เทลงไปในอ่างอาบน้ำจนเต็ม มันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนานาชนิด กลิ่นของมันแย่มาก แต่ถึงอย่างไรฉันก็ต้องกลั้นใจ ฉันถอดเสื้อผ้าออกและกัดฟันพุ่งลงไปในอ่างอาบน้ำ            สัมผัสแรกฉันรู้สึกอุ่นๆ แต่พอแช่ไปนานเข้าก็รู้สึกถึงความแสบร้อนจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมที่ใส่ลงไป ฉันรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวราวกับว่ากระดูกของฉันมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มือของฉันจับที่ขอบอ่างอาบน้ำแน่น ฉันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว            ยาสมุนไพรมันค่อยๆซึมเข้าไปในร่างกายของฉัน ฉันต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดนั้น ฉันต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้            ฉันจะไม่ยอมอ่อนแอเด็ดขาด ฉันจะต้องเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น            สองชั่วโมงเต็มที่ฉันแช่ตัวอยู่ในอ่างสมุนไพรนั้น แต่ฉันรู้สึกว่ามันช่างยาวเสียเหลือเกิน ความเจ็บปวดค่อยๆทุเลา ฉันลุกขึ้นมาจากอ่างแช่น้ำและเดินไปอาบน้ำชำระร่างกาย            ฉันมีความรู้สึกว่าร่างกายของฉันมันเบาและเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วซ้ำยังรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงมากกว่าเดิมอีก ฉันลองก้มไปยกถังน้ำขนาดยี่สิบลิตรขึ้นได้อย่างสบายๆ            ฉันสำรวจร่างกายของตัวเอง ความแข็งแรงนี้มันคืออะไรกัน พลังภายในร่างกายของฉันก็รู้สึกเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย มันน่าอัศจรรย์มาก            ตะวันโทรศัพท์มาหาฉัน เขาพูดว่ามีคนต้องการพบฉัน เสียงของเขาดูเคร่งเครียด            “ใครกันที่ต้องการพบฉัน” ฉันถาม            “คุณเคยได้ยินชื่อของหน่วยสืบสวนพิเศษหรือเปล่า” เขาถาม ตะวันบอกว่าการไลฟ์สดของฉันถูกจับตาจากหน่วยสืบสวนพิเศษนี้            หน่วยสืบสวนพิเศษที่ฉันเคยได้ยิน มันคือหน่วยงานลับสังกัดหน่วยงานความมั่นคงระดับชาติ พวกเขาติดตามฉันทำไม            ตะวันพาฉันไปที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปฉันก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะ เขาดูองอาจและแข็งแรง ดูแว่บเดียวก็เดาไม่ยากว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาๆ            “เชิญนั่งครับ คุณต้องการดื่มอะไรสักหน่อยไหม” เขาลุกขึ้นและพูดกับฉัน            “เอ่อ...โอเลี้ยง เอ๊ย!” ฉันหันไปดูที่ป้ายเมนูแล้วพูดใหม่ “คาปูชิโน่เย็นค่ะ” ฉันสั่งไปโดยที่ไม่รู้ว่ามันรสชาติยังไง ปกติในชีวิตฉันก็กินแต่โอเลี้ยง กาแฟดำข้างทาง            พนักงานเสริฟนำเครื่องดื่มมาให้ฉัน ฉันลองดื่มดูก็พบว่า โอเลี้ยงที่ฉันเคยดื่มอร่อยกว่าหลายเท่า            ชายที่นั่งตรงข้ามฉันมองฉันและพูดออกมา “ผมได้ดูไลฟ์สดของคุณ มันดูน่าตื่นเต้นมาก แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันคือเรื่องจริงไหม” เขาพูดและมองมาที่ฉันราวกับจะจับผิด            “ฉันไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อได้ เรื่องแบบนี้มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ก็แล้วแต่คุณ” ฉันพูด ตายแล้วฉันเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหน โดยปกติฉันเป็นคนที่ไม่กล้าพูดกับใครมากนัก โดยเฉพาะการพูดจากระแนะกระแหนใคร            “คุณไพลิน การไลฟ์สดของคุณมันเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ คุณก็รู้ใช่ไหม” เขาพูดต่อ            ฉันใจคอไม่ดี หรือว่าเขาสั่งปิดเพจของฉัน แบบนี้ฉันก็จะหมดหนทางหาเงิน มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในตอนนี้            หน้าของฉันถอดสี ตะวันเอื้อมมือมาจับมือฉันแล้วพูดว่า “ถ้าคุณต้องปิดเพจของคุณล่ะ คุณจะทำอย่างไร”            ชายคนนั้นกล่าวต่อว่า “คุณมีอะไรจะอธิบายไหม”            ฉันเริ่มขุ่นข้องในใจ เขาพูดราวกับว่าฉันเป็นอาชญากร ฉันพยายามควบคุมอารมณ์และพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “นี่คุณ ฉันไลฟ์สดตามเงื่อนไขของเฟซบุ้ก ฉันไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎหมายในนั้น” ฉันบอก            “ใช่ ห้องไฟล์สดของคุณไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่เนื้อหาของคุณ...” เขายังพูดไม่จบฉันก็โพล่งออกมา            “เนื้อหาในไลฟ์ของฉัน มันคือสิ่งที่ฉันเจอจริงๆ ฉันไม่ได้สร้างเนื้อหาที่หลอกลวง ที่คุณมาวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ฉันปิดเพจของฉันใช่ไหม”            เขายิ้มออกมา “เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องการให้คุณทำเพจและไลฟ์สดต่อไป” เขาพูด            ฉันถึงกับอึ้งกิมกี่ หน้าตาเหรอหรา ตะวันก็แปลกใจเช่นกัน            “วันนี้ผมแค่อยากมาพบคุณด้วยตัวเอง” เขาพูดและหยิบนามบัตรส่งให้ฉัน “เอาไว้ถึงเวลาเราจะได้เจอกันใหม่ครับ”            เขาลุกขึ้นร่ำลาฉัน และเดินออกไปจากร้านโดยมีชายคนหนึ่งรอเขาอยู่ที่รถ เขาขึ้นรถและรถก็แล่นออกไปจนลับตา            ฉันยังคงยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและปริศนาที่เขาทิ้งเอาไว้            แต่อย่างน้อยฉันก็ยังสามารถไลฟ์สดได้ต่อไป ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่นะ