พอคิดได้แบบนี้ไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย วินาทีต่อมาลูกไฟขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัวก็ปรากฏขึ้นทันที
ตั้งแต่เริ่มคิดจนลูกไฟควบแน่นเป็นรูปเป็นร่างทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
การเลื่อนระดับของพลังจิตไม่ได้แสดงผลแค่ขนาดของลูกไฟแต่ยังรวมถึงความเร็วในการก่อตัวด้วย
และไป๋ฉางเซิงก็พอใจกับความเร็วนี้มาก
เขาขยับกระแสจิตเพียงเล็กน้อยลูกไฟยักษ์ก็แยกออกเป็นแปดดวง แต่ขนาดของพวกมันกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว
อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แสงเพลิงจากลูกไฟทั้งแปดแต่หัวใจของปาฟลอฟกลับดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง
เขาไม่ใช่นักเวทและไม่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสัมผัสได้ว่าพลังจิตของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลชนิดก้าวกระโดด
ถ้าเป็นเมื่อกี้ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่นอน
เมื่อมองดูลูกไฟที่ลอยวนอยู่รอบตัวไป๋ฉางเซิงปาฟลอฟก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาลึกๆ
ถ้าก่อนที่พลังจิตของไป๋ฉางเซิงจะทะลวงระดับเขาเลือกทุ่มสุดตัวเหวี่ยงเจ้างูนี่ลงจากลานประลองไปต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะบรรลุพลังได้ทีหลัง มันก็คงไร้ความหมายแล้ว
แต่ตอนนี้จะมาพูดอะไรก็สายเกินไป
โชคชะตาคนเราย่อมมีวันพลิกผันในเมื่อพลังจิตของไป๋ฉางเซิงทะลวงเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรแล้วฝ่ายที่ต้องมานั่งกุมขมับคิดหาวิธีรับมือจึงกลายเป็นเขาแทน
ให้ตายเถอะ!
ทั้งที่ยังไม่ได้ปะทะกันแท้ๆแต่เขากลับรู้สึกได้ว่าลูกไฟพวกนั้นทรงพลังจนน่าเหลือเชื่อ
บนอัฒจันทร์โดยรอบผู้ชมจำนวนมากที่เห็นไป๋ฉางเซิงพลิกฟื้นกลับมาด้วยพลังที่เหนือความคาดหมาย ต่างก็พากันสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่คนที่มีสิทธิ์เข้ามานั่งดูที่นี่ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาพวกเขายังพอมีไหวพริบและมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง
โดยเฉพาะกระบวนท่า‘หนึ่งลูกไฟแยกเป็นแปด’ ของไป๋ฉางเซิงนั้นมันเหมือนกับเขียนคำว่า ‘โคตรแกร่ง’ แปะไว้บนหน้าไม่มีผิด
กลุ่มคนที่เคยส่งเสียงเชียร์ปาฟลอฟต่างพากันเงียบกริบไปอย่างน่าประหลาดแทนที่ด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้องจากเหล่านักศึกษาสุ่ยมู่
ตอนแรกพวกเขาเกือบจะสิ้นหวังกับการต่อสู้ครั้งนี้ไปแล้วแต่ใครจะไปนึกว่าสถานการณ์จะพลิกผันไป๋ฉางเซิงกลับมอบเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ให้พวกเขาถึงขนาดนี้
“ฉันว่าแล้ว! ในเมื่อรุ่นน้องเจียงกล้าปล่อยให้สัตว์เลี้ยงวิญญาณสู้ลำพังเธอก็ต้องมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอยู่แล้วดูเหมือนว่าสายตาของรุ่นน้องเจียงจะเฉียบขาดมากและสายตาของฉันก็ดีไม่แพ้กันเลยนะเนี่ย”
“เดี๋ยวๆ เมื่อกี้แกยังด่าอยู่เลยไม่ใช่เหรอว่า...”
“เรื่องที่เคยพูดไปแล้วไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าตอนนี้ฉันพูดอะไรต่างหาก”
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะแค่มองด้วยตาก็รู้แล้วว่าลูกไฟพวกนั้นพลังทำลายล้างมันเกินพิกัดไปไกลแล้วพลังระดับนี้เกรงว่าคงก้าวข้ามระดับการโจมตีที่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นจะทำได้ไปแล้วมั้ง?”
“ฉันเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางและฉันบอกเลยว่าฉันทำความรุนแรงระดับนี้ไม่ได้”
“งั้นแกจะบอกว่าลูกไฟพวกนี้มีพลังโจมตีเทียบเท่าแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงงั้นเหรอ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางแล้วฉันจะไปรู้ได้ไงว่าแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเขามีพลังระดับไหนกัน!”
“ปาฟลอฟอุตส่าห์ซ่อนเขี้ยวเล็บมาตั้งนาน นึกว่าจะชนะใสๆ ที่ไหนได้ฝั่งรุ่นน้องเจียงเองก็ซ่อนไม้เด็ดไว้เหมือนกัน!”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ ฉันว่าอย่าเพิ่งดีใจจนออกนอกหน้าดีกว่าเพราะกัมปนาทสงครามของปาฟลอฟยังทำงานอยู่ เขาน่าจะยังเหลือแรงฮึดสู้อีกสักยก”
ท่ามกลางฝูงชนโซเฟียฟังเสียงวิจารณ์รอบตัวพลางจับจ้องไปยังลานประลองดวงตาคู่สวยสีเขียวมรกตเจือประกายฟ้าครามคู่นั้นในที่สุดก็เริ่มฉายแววเคร่งขรึมออกมาเป็นครั้งแรก
ก่อนจะเริ่มการแข่งขันในวันนี้เธอไม่เคยระแวงเลยว่าตัวเองจะพลาดตำแหน่งอันดับหนึ่ง
ถึงฝีมือของปาฟลอฟจะไม่เลวและเจียงจืออวี๋เองก็ยังไม่ได้ลงมือเลยตั้งแต่ต้นจนจบแต่เธอก็ยังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในตัวเอง
แต่ทุกอย่างกลับเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากปาฟลอฟถอดเสื้อถ่วงน้ำหนักออกและไป๋ฉางเซิงแสดงพลังจิตที่น่าหวาดหวั่นออกมา
“ไม่... คุณแม่กำลังรอฉันอยู่ ฉันต้องคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้!”
โซเฟียตัดสินใจอย่างแน่วแน่เธอลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกทันที
ถึงการต่อสู้จะยังไม่จบแต่ผลแพ้ชนะก็พอจะเดาได้แล้ว นั่งดูต่อไปคงไม่มีประโยชน์สู้เอาเวลาที่เหลือไปเร่งพลังเลือดของตัวเองให้สูงขึ้นอีกหน่อยจะดีกว่า
จะว่าไปแล้วในบางมุม โซเฟียก็มีความคล้ายคลึงกับเจียงจืออวี๋อยู่ไม่น้อย
คนที่ตกตะลึงไม่ได้มีแค่ผู้ชมบนอัฒจันทร์เท่านั้นแม้แต่เหล่าคณบดีทั้งสามบนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิในตอนนี้ต่างก็พากันมึนงงกับพลังจิตที่พุ่งพรวดของไป๋ฉางเซิงโดยเฉพาะคณบดีหลี่และคณบดีเฉียน
คนหนึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลังจิตเป็นอย่างมากส่วนอีกคนก็รู้จักไป๋ฉางเซิงดียิ่งกว่าใคร
แต่ถึงอย่างนั้นพอสองคนนี้มาปรึกษากัน กลับหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมไป๋ฉางเซิงถึงทำแบบนี้ได้
“น่าจะเป็นเพราะระดับเลือดมังกรที่เลื่อนระดับอย่างต่อเนื่องทำให้พลังจิตของเสี่ยวไป๋ถูกยกระดับตามไปด้วยอย่างกะทันหันยังไงซะพลังจิตที่แข็งแกร่งก็เป็นคุณสมบัติมาตรฐานของเผ่ามังกรอยู่แล้ว”
“หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะสามหมัดของปาฟลอฟนั่น ดูเหมือนจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงแต่ในทางกลับกันมันอาจจะไปกระตุ้นพลังจิตของเสี่ยวไป๋เข้าโดยไม่ตั้งใจก็ได้”
ทั้งสองคนต่างหาเหตุผลมาอธิบายและเมื่อสบตากัน พวกเขาก็ดูเหมือนจะเตรียมคำแก้ต่างให้คนนอกไว้พร้อมแล้ว
ผิดกับคณบดีจี้ที่เอาแต่มองไปที่ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋บนเวทีพลางครุ่นคิด
“เมื่อก่อนฉันก็แค่รู้สึกว่าแม่หนูจืออวี๋เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมจนหาตัวจับยาก”
“แต่พวกนายสังเกตเห็นไหมว่าเอาเข้าจริงพรสวรรค์ของเจ้าตัวเล็กนี่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยถ้าดูจากความเร็วในการเติบโตแล้ว เขากลับดูจะเหนือกว่าแม่หนูจืออวี๋ซะด้วยซ้ำ”
หือ?
เมื่อได้ยินคำพูดของคณบดีจี้คณบดีหลี่และคณบดีเฉียนต่างก็หันไปมองทันที
ไม่พูดก็แล้วไปแต่พอถูกสะกิดใจด้วยประโยคนี้ ทั้งสองคนก็พลันรู้สึกเหมือนได้ตาสว่างขึ้นมา
จุดเด่นของเจียงจืออวี๋คือสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ล้ำเลิศการฝึกทักษะยุทธ์ระดับนภาสองวิชาจนสำเร็จ พลังจิตที่แข็งแกร่งเกินวัยรวมถึงทะเลปราณแห่งที่สองที่กำลังจะสร้างเสร็จ
แต่ตอนนี้เมื่อเอาไป๋ฉางเซิงมาเทียบกับเจียงจืออวี๋ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ด้อยไปกว่าเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ในขณะที่ประสบการณ์การต่อสู้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วไป๋ฉางเซิงยังมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดถึงสองอย่างการวิวัฒน์ประหลาดหลายครั้งรวมถึงเลือดมังกรระดับสี่ที่มอบทั้งพลังโจมตีระยะประชิดและศักยภาพที่ไม่ธรรมดาและตอนนี้กระทั่งพลังจิตก็ยังตามเจียงจืออวี๋ทันแล้ว นอกจากนี้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงยังเติบโตเกินกว่านักศึกษาทั่วไปจนก้าวทันความเร็วของเหล่ายอดอัจฉริยะชั้นนำไปแล้ว
อย่าลืมว่าก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ ไป๋ฉางเซิงเริ่มต้นจากการเป็นเพียงงูเกล็ดขาวธรรมดาๆเท่านั้น
จากการเป็นแค่‘งูเกล็ดขาว’ ที่เป็นสวะพลังรบห้าแต่กลับเติบโตมาได้ถึงระดับนี้...
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าตกใจแต่ทั้งสามคนต่างก็มีมารยาทพอที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกพวกเขาเพียงแค่หันกลับไปสนใจการต่อสู้บนลานประลองพร้อมกัน
“ฉันให้โอกาสนาย ยอมแพ้ไปซะเถอะ”
“นายรับการโจมตีครั้งนี้ของฉันไม่ไหวแน่แถมพิษในตัวนายก็มาถึงจุดที่ต้องรีบถอนพิษด่วนแล้ว”
“ถ้ายังขืนยื้อเวลาต่อไปอีกล่ะก็เกรงว่าแขนข้างนั้นของนายคงจะใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต”
เมื่อกี้ปาฟลอฟเคยให้โอกาสเขายอมแพ้ไป๋ฉางเซิงก็ไม่เกี่ยงที่จะมอบโอกาสนั้นคืนกลับไปเหมือนกัน
แต่หลังจากเจียงจืออวี๋ช่วยแปลให้ฟังแล้วดูเหมือนปาฟลอฟจะไม่รับน้ำใจนี้สักเท่าไหร่
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังอัฒจันทร์ของผู้ทรงคุณวุฒิครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพุ่งเข้าหาไป๋ฉางเซิงอย่างไม่คิดชีวิต
ทั้งที่รู้ดีว่าการพุ่งเข้ามาตรงๆแบบนี้จะทำให้บาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังพุ่งเข้ามา
ท่าทางแบบนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับ‘ช่วยบอกแม่ที ว่าฉันไม่ใช่พวกขี้ขลาด’ ยังไงยังงั้น
ไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่ลังเลเขาเลือกที่จะให้เกียรติคู่ต่อสู้อย่างเต็มที่ด้วยการระดมลูกไฟทั้งแปดดวงถล่มลงไปในคราวเดียว!