อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    รักษาความแข็งแกร่ง

    คุกเข่า!
    สองคำนี้หลุดออกมาจากปากของหลินอวิ๋นเพียงเบา ๆ แต่เมื่อมาถึงยังหูของหม่าขุยแล้ว ราวกับว่าบนอกมีหินนับหมื่นตันขัดขวางเอาไว้
    จะคุกเข่า หรือไม่คุกเข่า?
    ทางเลือกที่ยากยิ่งนัก อยู่ตรงหน้าของหม่าขุยแล้ว
    เข่าลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ คุกเข่าให้แก่ผู้อื่นที่นอกเหนือจากบิดามารดาอาจารย์แล้ว เรียกได้ว่าเป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่
    ไม่คุกเข่า คำพูดที่เอ่ยออกไปต่อหน้าของผู้คนมากมายในสำนักแล้ว จะเอากลับคืนมาโดยง่ายได้อย่างไรกัน
    มีเพียงแค่ความหวังเดียว ก็คือหลินอวิ๋นใจดีสักเล็กน้อย เอ่ยอภัยให้แก่เขาก่อน
    แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ หลินอวิ๋นไม่แม้แต่ที่จะยินยอมเหลือบมองเขา รอให้เขาทำตามที่เอ่ยสัญญาเอาไว้
    เมื่อตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จิตใจของหม่าขุยตายไปราวกับเศษขี้เถ้า เจ็บปวดเป็นอย่างมาก
    ผู้คนที่ก่อนหน้านั้นช่วยเอ่ยออกมาให้กับเขา ต่างก็พากันหุบปากไม่เอ่ยอันใดออกมา เงียบราวกับตายไปแล้ว
    แต่ทุกอย่างนี้ เป็นเพราะความผิดของเขาเอง ไม่อาจกล่าวโทษผู้อื่นได้
    ตึง!
    ท่ามกลางความคับข้องใจ หม่าขุยใบหน้าแดงก่ำคุกเข่าเสียงดังตึกตึกลงบนแท่นประลอง “เมื่อครู่นี้ทำตัวหยาบคาย ใส่ร้ายศิษย์พี่หลิน หวังว่าศิษย์พี่จะให้อภัย”
    สนามประลองเกิดความโกลาหลขึ้นมา ต่างก็พากันตกใจกับฉากนี้
    ศิษย์อาวุโสนอกสำนักผู้สง่างาม ถึงกับคุกเข่าขออภัยจากหลินอวิ๋นที่แต่เดิมแล้วเป็นเพียงแค่ทาสกระบี่
    ไม่คุกเข่าแล้วจะเป็นอะไรไป...
    ก่อนหน้านี้หม่าขุยกดดันบีบบังคับคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลินอวิ๋นล้วนแต่ยอมให้ เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล หากว่าเขาไม่พยายามใส่ร้ายหลินอวิ๋น แล้วจะทำให้ตนเองตกลงมาในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
    คำพูดที่ตนเองเอ่ยออกมานั้น และต่อให้ถูกตีจนหน้าบวม ถูกหักขาลง ก็ต้องกลืนกินมันลงไปแต่โดยดี
    หม่าขุยมองไปยังหลินอวิ๋นด้วยความระมัดระวัง กลับพบว่าอีกฝ่ายนั้นหันหลังให้กับเขา และยังไม่ได้เอ่ยให้เขาลุกขึ้นมา
    ในใจอดไม่ได้ที่กรุ่นโกรธขึ้นมา และในตอนที่คิดจะลุกขึ้นมานั้น
    แกร็ก!
    ไอสังหารเยียบเย็นสายหนึ่งกระจายออกมาจากกายของหลินอวิ๋น ปกคลุมเอาทั่วทั้งกายเขา
    เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองแล้ว กลับเป็นกระบี่บุปผามรณะในมือของหลินอวิ๋น ในขณะที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างไม่ตั้งใจ
    ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นอยู่เบื้องหน้าของหลินอวิ๋น เป็นดาบที่เคลื่อนไหวราวกับสายฟ้า
    หม่าขุยในใจเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา เขากลัวว่าในตอนที่ตัวเองลุกขึ้นมานั้น ก็จะถูกหลินอวิ๋นหมุนกายกลับมาใช้ดาบสังหารเสีย
    เหงื่อเย็น ค่อย ๆ ไหลซึมลงมาจากหน้าผาก กายที่คุกเข่าอยู่นั้นสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย
    “น่าอายจริง ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”
    และในตอนนี้เอง ผู้ตัดสินบนแท่นประลองส่งเสียงเย็นเยียบออกมา
    หม่าขุยโล่งใจ รีบลุกขึ้นมา แล้วเดินคอตกจากแท่นประลองไป
    หลินอวิ๋นหมุนกายกลับมา แล้วเก็บศิลาวิญญาณสมบัติล้ำค่า และม้วนภาพกลับคืนเข้าสู่ถุงเก็บของ
    ผู้ตัดสินประกาศออกมา หลินอวิ๋นเป็นผู้ชนะ
    มาจนถึงตอนนี้ ตลอดทางมานี้หลินอวิ๋นก็ได้ชนะติดต่อกันถึงสิบสามครั้ง
    และตามกฎที่ว่าหากชนะติดต่อกันแล้วก็จะได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น หลินอวิ๋นที่ปรากฏตัวขึ้นมาในกลุ่มนี้ แทบจะไม่มีผู้ใดไม่ให้ความสนใจ
    “เตรียมตัวให้พร้อม เรื่องเมื่อครู่นี้ไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจ”
    ผู้ตัดสินเมื่อเห็นว่าท่าทีของหลินอวิ๋นยังคงไม่เปลี่ยนไป ก็คาดเดาได้ทันทีว่าในใจคงรู้สึกไม่ดีนะ จึงเอ่ยปลอบออกมาสองสามประโยค
    การประลองที่เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างงดงาม แต่กลับถูกผู้อื่นบีบบังคับค้นกาย และยังถูกคนกลุ่มหนึ่งร้องตะโกนให้ไสหัวออกไป
    “ขอบคุณมากขอรับ”
    หลินอวิ๋นส่งเสียงตอบออกมาคำหนึ่ง ก็เดินลงจากแท่นประลองไป
    บรรดาศิษย์ที่คอยมองดูอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาเดินลงมา ก็รีบเปิดทางเดินออกให้
    ความวุ่นวายบนสนามประลองก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ส่วนการทดสอบประจำปียังคงดำเนินต่อไป
    จิตใจของหลินอวิ๋นไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วสนามปะลอง คอยสังเกตดูคู่ต่อสู้จากกลุ่มอื่น
    ในกลุ่มที่หกนั้น ดูเหมือนว่าเขาผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้ว
    ขอเพียงแค่ไม่พบเข้ากับอันดับหนึ่งของกลุ่มหกอย่างจางหันเท่านั้น กระทั่งดาบก็ไม่จำต้องใช้แล้ว
    ตอนนี้ก็ควรเริ่มวิเคราะห์ถึงคู่ต่อสู้ที่จะต้องพบเจอในรอบที่สองที่ตัดสินนี้ได้แล้ว
    ในกลุ่มที่หก หลินอวิ๋นเป็นเหมือนกับม้ามืดที่ชนะมาตลอดทาง ทำให้ดึงดูดสายตาจากผู้คน
    เมื่อมองไปยังศิษย์ฝ่ายนอกทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋นแล้ว หลินอวิ๋นที่ชนะมาโดยตลอด ก็ไม่ใช่ว่าจะสะดุดตามากนัก
    เพราะว่าในตอนที่ผู้อาวุโสของสำนักทำการแบ่งกลุ่มนั้น ก็ได้แบ่งกระจายพวกที่มีฝีมือสูงเหล่านั้นแยกออกจากกันแล้ว
    และผู้ที่ชนะติดต่อในกลุ่มอื่น ๆ ก็มีไม่น้อย
    กระทั่งที่ว่ามีคนที่ได้รับคะแนนจากการที่ชนะติดต่อกันมากพอจนได้เข้ารอบไปก่อนแล้ว
    อย่างเช่นหวังเฟยจากกลุ่มที่หนึ่ง ดาบของเขารวดเร็วน่าตกใจเหมือนกับชื่อของเขา กระทั่งสามารถสะบัดมือจนเกิดเป็นภาพติดตา คู่ต่อสู้ไม่แม้แต่จะสบตาได้ ยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกปลายดาบแหลมคมทำร้ายเข้า
    คนที่พบกับเขา โดยมากแล้วก็พากันสละสิทธิ์
    ท่ามกลางสิบอันดับแรกของศิษย์ฝ่ายนอก ชื่อของเขาอยู่เหนือกว่าโจวอวิ๋นมากนัก เป็นอันดับที่สาม
    แต่ว่าที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า ก็ยังคงเป็นหูจือเฟิง ศิษย์ฝ่ายนอกอันดับหนึ่งผู้นี้
    ที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมรอบแบ่งกลุ่มนี้เลย เป็นเหมือนกับศิษย์ฝ่ายในที่นั่งอยู่เหนือแท่นประลอง คอยมองดูการประลองในครั้งนี้โดยตรง
    ที่ทำเช่นนี้ก็มีเหตุผลอยู่
    พลังยุทธ์ของหูจือเฟิง ถึงขั้นของพลังยุทธ์ขั้นแปดที่น่าหวาดกลัว ลือกันว่าเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้เขาได้ไปท้าประลองศิษย์ฝ่ายในบางส่วน ถึงขั้นที่ว่าชนะมากกว่าแพ้!
    และการเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในในครั้งนี้ ก็ดูเหมือนว่าแทบจะเป็นตะปูที่ตอกลงบนฝาโลงแล้ว
    หลินอวิ๋นเหลือบมองไปยังที่ไกล ๆ ก็พบกับหูจือเฟิงที่กำลังหลับตาทำสมาธิพักผ่อนอยู่บนแท่นประลองสูง
    และเหมือนกับว่าจะไม่ได้สนใจต่อการทดสอบกลางปีนี้สักนิด
    เพียงแต่ตอนที่จะดึงสายตากลับมานั้น ก็มองเห็นซูจื่อเหยาเข้าโดยไม่ตั้งใจ นางนั่งสงบเงียบอยู่เหนือแท่นประลอง ไม่ส่งเสียงใดออกมา
    ไม่เพียงแต่จะได้รับความสนใจจากบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักที่เหลือบมองมาอย่างรวดเร็วเป็นครั้งคราวแล้ว
    และแม้แต่ผู้อาวุโสในสำนัก ก็ยังชื่นชมนาง มองไปยังนางด้วยความเคารพและหวาดกลัวราวกับว่าภายหน้าของทั้งสำนัก ล้วนฝากไว้ที่นางแล้ว
    สีหน้าของนางยิ่งเป็นที่จดจำแม้ไม่เอ่ยอะไรออกมา ศิษย์รุ่นราวคราวเดียวกันทั้งชายหญิงของสำนักแล้ว เมื่อเทียบความหลักแหลมสดใสของทุกคนเมื่ออยู่ต่อหน้าของนาง ก็เหมือนว่าจะถูกบดบังไป
    หลินอวิ๋นส่ายศีรษะเก็บสายตากลับมา แล้วหันไปให้ความสนใจกับการประลองอีกสนามหนึ่ง
    โจวอวิ๋นคู่ต่อสู้ที่สองเดือนก่อนหน้านี้ ทำให้เขาเกิดความสิ้นหวังขึ้นมา
    เมื่อเปรียบกับความกรุ่นโกรธและไม่ยินยอมในครั้งนั้น หลินอวิ๋นในตอนนี้ดูมีเหตุผลมากกว่าเก่า สงบนิ่งคอยสังเกตุการประลองของอีกฝ่าย
    แต่น่าเสียดาย... ไม่มีค่าสักเท่าไหร่
    พลังยุทธ์ขั้นเจ็ดของโจวอวิ๋น โดดเด่นเหนือผู้คน แทบจะไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาแล้ว
    เมื่อยืนอยู่ด้านบนแล้ว ก็ทำให้คู่ต่อสู้ล่าถอยออกไป
    ลูกศิษย์ที่ไม่ยินยอมนั้น ยังอยากที่ลงมือประลองดู ก็พบว่ายากที่จะเคลื่อนไหวได้ต่อหน้าพลังความแข็งแกร่งของเขา
    “แข็งแกร่งยิ่งนัก ดูพลังของเขาสิ เหมือนว่าการฝึกฝนของเขาจะก้าวหน้าไปมาก เกรงว่าคงจะห่างจากพลังยุทธ์ขั้นแปดไปไม่ไกลแล้ว
    หลินอวิ๋นค่อย ๆ ขมวดคิ้วขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะลงมือ แต่เพียงแค่จากพลังนี้ก็สามารถตัดสินได้ ว่าหากเขาต้องการจะเอาชนะอีกฝ่ายในตอนนี้แล้ว โอกาสชนะก็ยังคงต่ำอยู่
    “หลินอวิ๋นประลองกับจางหัน!”
    และในตอนที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น แท่นประลองแห่งหนึ่งของกลุ่มที่หก ก็ประกาศออกมาว่าเป็นเขากับจางหันที่ปะลองกัน
    หลินอวิ๋นเมื่อได้ยินแล้วก็ลูบลงไปบนจมูก ดูเหมือนว่าโชคจะไม่ดีนัก
    กลุ่มที่หกมีศิษย์ฝ่ายนอกมากกว่าสองร้อยคน แต่ละคนจะต้องประลองกันสามสิบสนาม หากว่าโชคดีก็คงจะไม่ต้องพบเข้ากับอีกฝ่าย
    ที่สำคัญก็คือหลินอวิ๋นในตอนนี้ที่ชนะติดต่อกัน ชนะอีกเพียงแค่สองสนามเท่านั้น ก็จะลอยลำเข้าสู่รอบตัดสินได้ล่วงหน้าแล้ว
    “หลินอวิ๋นได้พบเข้ากับจางหันแล้ว!”
    “คราวนี้น่าดูเข้าแล้วจริง ๆ จางหันมีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ด และเป็นอันดับหนึ่งที่เป็นที่รู้กันของกลุ่มที่หก”
    “แต่หลินอวิ๋นที่ชนะมาโดยตลอด แม้แต่ดาบก็ยังไม่เคยชักออกมา ก็มีสิทธิ์ที่จะชิงอันดับหนึ่งเช่นกัน”
    “เมื่อครู่นี้ในตอนที่เขาอยู่บนเวที ก็ใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวออกมาแล้ว ที่ลือกันก็ไม่ใช่เรื่องโกหกแล้ว!”
    กลุ่มลูกศิษย์ฝ่ายนอก ก่อนหน้านี้ที่เคยเอะอะโวยวายไล่ให้หลินอวิ๋นไสหัวไป
    เมื่อได้ยินว่าหลินอวิ๋นจะประลองกับจางหันแล้ว ก็แบกหน้าวิ่งกลับมาอีกครั้ง จำนวนคนแน่นอนว่าย่อมต้องเพิ่มมากขึ้น
    หรือว่าจะเอ่ยได้ว่า ในใจของคนเหล่านี้ ต่างก็อยากเห็นจางหันปราบหลินอวิ๋นลงให้ได้
    “อะไรกัน ประลองกับข้าเจ้าก็จะไม่ชักดาบอย่างนั้นหรือ?”
    จางหันเมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นเดินขึ้นมามือเปล่า ก็ค่อย ๆ ตะลึงออกมา แต่ว่าภายในใจของเขานั้นแข็งแกร่งกว่าหม่าขุยอยู่มาก
    ความกรุ่นโกรธในใจ ไม่ได้เผยออกมาบนใบหน้าแม้แต่น้อย
    พลังการฝึกฝนภายในที่แข็งแกร่ง แสดงให้เห็นถึงความมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก
    หลินอวิ๋นไม่ได้สนใจเขา มองไปยังผู้ตัดสินแล้วเอ่ยออกมา “สนามนี้ ข้าขอสละสิทธิ์”
    “สละสิทธิ์?”
    “ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม ถึงกับสละสิทธิ์แล้ว!”
    “เจ้าทาสกระบี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่ากำลังล้อเล่นกับพวกเราอยู่ ไม่ง่ายเลยที่จะได้ประลองกับจางหัน แต่เขากลับเอ่ยออกมาเองว่าจะสละสิทธิ์”
    “ช่างขี้ขลาดเสียจริง ดีแต่รังแกผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นหกกับคนที่พลังต่ำกว่า”
    กลุ่มคนที่ดูกระฉับกระเฉงเหล่านั้น เมื่อได้ยินคำว่าสละสิทธิ์แล้ว ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมา
    “เจ้าแน่ใจหรือ?”
    “ข้าแน่ใจเป็นอย่างมากขอรับ”
    เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของผู้ตัดสินแล้ว หลินอวิ๋นก็พยักหน้าแล้วเอ่ยออกมา
    เขาคิดอย่างชัดเจนแล้ว เผชิญหน้ากับจางหันที่มีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ด หากว่าอยากได้ชัยชนะแล้วจำต้องใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นบรรลุ
    เปิดเผยไพ่ลับ คงจะไม่ใช่เรื่องดีอะไร
    อีกทั้งการที่เขาจะเข้ารอบในกลุ่มที่หกนั้น ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
    “หลินอวิ๋นสละสิทธิ์ การประลองในสนามนี้ข้าขอประกาศว่า จางหันเป็นผู้ชนะ!”
    และเมื่อผู้ตัดสินประกาศเสร็จสิ้นแล้ว ใบหน้าของจางหันเผยรอยยิ้มออกมา มองไปยังหลินอวิ๋นแล้วเอ่ย “ก็ถูก ในกลุ่มหกนี้เจ้าจะต้องได้ผ่านเข้ารอบแน่ รู้ว่ายากลำบากแล้วถอยออกมาเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดยิ่งนัก ข้าในตอนนี้กลับรู้สึกชื่นชมเจ้าเข้าแล้ว ฮ่า ๆ ๆ !”
    ในความเห็นของจางหันแล้ว หลินอวิ๋นจะต้องคิดแล้วว่าไม่อาจต่อกรกับตนเองได้ ถึงได้เอ่ยสละสิทธิ์ออกมาเอง
    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องสงสัยพลังของตนได้สำแดงออกมาเป็นแน่ เพราะเหตุนี้เขาถึงได้พอใจยิ่งนัก
    ท่ามกลางเสียงหัวเราะดัง ยืดอกขึ้นแล้วเดินลงแท่นประลองไป
    หลินอวิ๋นกรอกตาในใจ ไม่เอ่ยอะไรออกมาให้แก่จางหันที่แอบตัดสินใจเอาเอง
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -

    คล้ายกับเรื่องอหังการยอดคนเหนือยุทธ ที่คุณอ่าน