เณรน้อยสามสี่คนกำลังกวาดใบไม้ทั่วลานวัด เมื่อเห็นคณะของ ฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนเดินเข้ามา จึงแสดงความเคารพด้วยท่าทางนอบน้อม แล้วจึงกล่าวว่า
“ไต้ซืออัน บอกว่าหากฮูหยินผู้เฒ่ามาถึงให้เข้าไปกราบพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ก่อน แล้วเข้าพบไต้ซือได้เลยขอรับ”
ไต้ซืออันเป็นักบวชสาวกของพระพุทธองค์ ท่านบวชมาแล้วเกือบหกสิบพรรษา ด้วยจริยวัตรงดงามและเคร่งครัดการปฏิบัติให้ถึงพร้อมในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเ้า จึงเป็ที่เลื่อมใสศรัทธาของฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์ มีผู้คนเล่าลือว่า ไต้ซืออันมีอภิญญาล่วงรู้อดีตและอนาคตแต่ท่านมิได้แสดงต่อหน้าลูกศิษย์ น้อยคนนักที่จะทราบ ท่านมักปฏิบัติธุดงควัตรไปตามหุบเขา สถานที่รกร้างหรือหมู่บ้านเล็กๆ อันเงียบสงัด เพื่อเผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แสวงหนทางหลุดพ้น นานๆ ครั้งท่านก็จะกลับมาจำวัด แล้วก็ออกธุดงค์อีก โดยพระนักบวชรูปอื่นหรือเณรน้อยในวัดหลิงอินก็ไม่ทราบเช่นกันว่าท่านไต้ซืออันจาริกไปยังที่ใด จะกลับมาเมื่อไหร่
ก่อนฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนจะมาถึง ได้ส่งบ่าวมาแจ้งแก่ทางวัดล่วงหน้าแล้ว นางมักจะมาวัดหลิงอินเป็ประจำ เนื่องจากเลื่อมใสศรัทธาท่าน ไต้ซืออัน ยามได้สนทนาธรรมกับท่านไต้ซือ ทำให้จิตใจของฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนนั้นรู้สึกสงบสุข นางมักจะถวายเงินค่าธูปเทียนและน้ำมันตะเกียงเป็จำนวนมาก ดังนั้นทางวัดจึงได้จัดเตรียมอาหารเจต้อนรับฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนและคณะเป็อย่างดี
“ได้ขอรับ ข้าน้อยจะไปตรวจตราดูให้ ท่านไต้ซืออันโปรดวางใจ หากมีความคืบหน้าอันใด ข้าน้อยจะส่งคนมาแจ้งขอรับ ข้าน้อยขอลา” บุรุษหนุ่มสนทนากับไต้ซืออันเสร็จ เขาก้มศีรษะกราบคาราวะแล้วจึงเดินออกจากห้องไป
ครึ่งชั่วยามให้หลัง หลังจากกราบนมัสการพระพุทธรูปเสร็จสิ้น คณะของฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้เข้าไปสนทนาธรรมกับไต้ซืออัน
“วันนี้เดินทางมาร้อนหรือไม่ ฮูหยินผู้เฒ่า” ไต้ซืออันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตาและเป็กันเอง
“ยามนี้ตะวันยังไม่สูงนัก ยังไม่ร้อนเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าตอบด้วยท่าทีสงบและสุภาพสำรวม
“ดีแล้ว ร้อนด้วยอากาศ ตะวันลับฟ้าก็หายร้อนได้ แต่ร้อนด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ไฟทั้งสามประการนี้นั้น ร้อนแต่ไม่มีควัน ร้อนแต่ไม่มีแสง ร้อนแต่ไม่มีถ่าน ร้อนแต่ไม่ลุกโชนออกมา ความร้อนพวกนี้อาจทำลายผืนแผ่นดินไม่ได้
ไฟป่าหรือไฟอื่นๆ ถึงแม้จะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม เมื่อสิ้นเชื้อไฟแล้วก็ดับไปเองตามธรรมชาติ แต่ไฟที่เกาะกุมอยู่กับจิต คือไฟแห่ง ราคะ โทสะ โมหะนี้ ถ้ามิได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ไม่มีโอกาสที่จะปลดเปลื้องไฟ คือความเร่าร้อนอย่างนี้ได้เลย”
“อมิตตาพุทธ” ฮูหยินผู้เฒ่าเหลียนพร้อมคณะก้มกราบไต้ซืออันด้วยความเลื่อมใส ครั้นสนทนาธรรมกันอยู่ครู่ใหญ่ พวกนางจึงถึงเวลากล่าวลากับไต้ซืออัน ก่อนจะพากันออกมากินอาหารเจมื้อเช้า ซึ่งเณรน้อยและแม่ชีได้ตระเตรียมไว้ให้เป็ที่เรียบร้อย
หลังรับประทานอาหารเสร็จ เจียวอวี๋ขอตัวกับท่านยายและท่านแม่ของนาง พาอาฟู่ออกเดินชมทิวทัศน์และบรรยากาศรอบบริเวณวัดหลิงอิน เนื่องจากตัววัดหลิงอินสร้างอยู่บนูเาสูง จึงมองเห็นป่าไผ่เขียวชอุ่มอยู่เบื้องล่าง สายลมเย็นพัดพากลิ่นสดชื่นของลำไผ่มากระทบใบหน้า ทำให้เจียวอวี๋และอาฟู่รู้สึกผ่อนคลายและแจ่มใสขึ้นในทันที
แม้ว่าการตื่นเช้ากว่าปกติจะทำให้นางมีอาการเวียนศีรษะ อีกทั้งการนั่งรถม้าที่โคลงเคลงมาตลอดทางยังสร้างความไม่สบายกายอยู่บ้าง ทว่ากลิ่นอายของธรรมชาติก็ช่วยบรรเทาอาการเ่าั้ลงได้ไม่น้อย
ด้านหลังของวัดยังมีูเาอีกหลายลูกที่ทอดยาวไปสุดลูกตา ข้างล่างเป็ธารน้ำไหลเย็น เสียงนกและแมลงแข่งกันร้องประสานเสียง พลอยทำให้จิตใจสงบยิ่งนัก เจียวอวี๋เหยียบเนินเตี้ยแล้วขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหิน หมอกขาวบางๆ ลอยปะทะใบหน้า ความเย็นชื้นในอากาศส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา อารมณ์ก็พลันแจ่มใสมีชีวิตชีวา
ขณะที่สองนายบ่าวกำลังชื่นชมบรรยากาศ ทันใดนั้นมีเสียง ‘ช่วยด้วย’ ลอยผ่านเมฆหมอกเข้าโสตประสาทของพวกนาง อาฟู่รีบขยับตัวแนบชิดร่างเจียวอวี๋พลางเกาะแขนคุณหนูของนางไว้แน่น ใบหน้าแสดงความกังวลแกมหวาดกลัว
“คุณ… คุณหนูได้ยินเหมือนบ่าวหรือไม่เ้าคะ หรือที่นี่จะมี…ผผผี” เจียวอวี๋ปรายตามองสาวใช้คนสนิทก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็การบอกให้อาฟู่เงียบเสียง ไม่ให้ส่งเสียงดัง นางลองเดินตามเสียง ‘ช่วยด้วย’ ไป อาฟู่ยังคงจับแขนเจียวอวี๋แน่น ท่าทางหวาดผวา กลัวว่าจะมีภูตผีปีศาจออกมาจริงๆ
เจียวอวี๋เดินเลียบลำธารตื้นๆ ที่ไหลลงมาจากหุบเขาขนาดใหญ่ด้านหลัง ค่อยๆ ย่างเข้าไปในป่าไผ่ เสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นเป็ระยะๆ นั่นเป็เสียงของบุรุษ หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้หลุมกับดักสัตว์หลุมหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ คิดว่านายพรานคงขุดล่อสัตว์ป่าเอาไว้ เสียงเรียกให้ช่วยคล้ายจะออกมาจากหลุมนี้ นางชะโงกหน้าลงไปดู หากคาดคะเนด้วยสายตาหลุมนี้อาจมีความลึกถึงสองจั้ง [1] ค่อนข้างลึกมากทีเดียว ขณะเดียวกันสายตาสบเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนพิงผนังดินในหลุม
“ท่านเป็อย่างไรบ้าง? าเ็หรือไม่?” เจียวอวี๋ะโถามขึ้นเพื่อความมั่นใจว่าคนข้างล่างยังมีชีวิตอยู่
“ข้าปลอดภัยดี เ้าช่วยพาข้าออกไปได้หรือไม่?” เสียงทุ้มของบุรุษกล่าวตอบกลับมา แม้มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตา หากฟังจากน้ำเสียงแล้วเห็นได้ว่ามิได้าเ็สาหัส เจียวอวี๋จึงผงกศีรษะรับคำ
“ได้ ท่านรอสักครู่”
นางหันซ้ายทีขวาที มองหาอุปกรณ์ที่สามารถหย่อนลงไปช่วยดึงให้เขาขึ้นมา เจียวอวี๋เดินตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ดึงเถาวัลย์เส้นยาวมาต่อและพันเข้าหากันอย่างแ่าเพื่อทำเป็เชือก หลังจากนั้นนางและอาฟู่จึงค่อยๆ หย่อนเถาวัลย์ที่แน่นเหนียวลงไป ชายหนุ่มในหลุมเห็นเถาวัลย์โยนลงมาจึงใช้มือคว้าจับเอาไว้
“ท่านพร้อมหรือไม่ ข้าจะลองดึงท่านขึ้นมา” เจียวอวี๋ะโถามเสียงดัง
“เ้าดึงได้เลย ข้าพร้อมแล้ว”
เจียวอวี๋และอาฟู่ช่วยกันดึงเถาวัลย์ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
“กรี๊ด!!”
เสียงเจียวอวี๋และอาฟู่ะโกรีดร้องพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียง ‘ตุ๊บ’ เจียวอวี๋พลาดตกลงไปในหลุมทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว เหตุเพราะแรงของพวกนางไม่เพียงพอที่จะดึงบุรุษร่างกำยำคนหนึ่งขึ้นมาจากหลุม กลายเป็ว่า ชายหนุ่มดึงเจียวอวี๋ตกลงไปแทน
ร่างแบบบางของเจียวอวี๋ตกลงไปบนร่างของบุรุษหนุ่มผู้โชคร้าย ตัวเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าวันนี้เขาก้าวขาข้างใดออกจากบ้าน เคราะห์กรรมถึงได้รุมเร้าเช่นนี้
พอเจียวอวี๋ทรงตัวลุกยืนได้ จึงรีบดีดตัวผละออกจากร่างชายหนุ่ม
“คุณหนู!” อาฟู่กรีดร้องเสียงแหลม ใบหน้าตื่นตระหนกด้วยความใ
“คุณหนู! ท่านาเ็หรือไม่เ้าคะ?” อาฟู่ทรุดนั่งลงเกาะขอบหลุม ก่อนะโถามลงไปด้วยความแตกตื่นปนร้อนรนกระวนกระวาย เหงื่อกาฬเริ่มซึมชุ่มฝ่ามือและไรผม
“ข้าไม่เป็ไร เ้ารีบไปตามคนมาช่วยเร็วเข้า” เจียวอวี๋ะโบอกอาฟู่ ซึ่งบัดนี้ใบหน้าเหยเกใกล้จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ครั้นเมื่อได้ยินว่าคุณหนูปลอดภัย อาฟู่จึงผงกศีรษะรับคำ ก่อนหมุนตัววิ่งกลับเข้าวัดอย่างเร็วรี่ ประดุจพายุหมุน พลางแหกปากร้องะโขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง
“ช่วยด้วย! ช่วยคุณหนูด้วย!”