แม้จางหลิงจะไม่ได้ถูกจองจำ ทว่าสภาพของเขากลับดูย่ำแย่เป็อย่างมาก ดูเหมือนว่าร่างกายจะซูบผอมลงไปไม่น้อย
สวี่หยางรีบเดินตรงเข้าไปหาจางหลิง แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ มีดบินเล่มหนึ่งก็พุ่งลงมาปักที่ข้างเท้าของเขาจนมิดร่องกระดานพื้น มีดบินเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็ความแม่นยำหรือพละกำลัง ล้วนอยู่ในระดับสุดยอดทั้งสิ้น
ทว่ามีดบินเล่มนี้กลับไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของสวี่หยางได้ เขาเดินเบี่ยงหลบมีดบินแล้วคว้าไหล่ของจางหลิงเอาไว้พลางเอ่ย "หากเ้า้าจะลาออกจริง ๆ ก็ต้องให้ท่านพัศดีเป็ผู้อนุมัติ มาบอกกับข้ามันไม่นับ ตอนนี้กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้"
สวี่หยางคว้าตัวจางหลิงเตรียมจะเดินออกจากประตูวัด ทว่าในตอนนั้นเอง น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังแว่วมาจากหลังพระพุทธรูปที่ทรุดโทรม
"น้องชาย จะพาตัวคนไปเช่นนี้เลยหรือ? ถึงอย่างไรนี่ก็คือแขกที่พวกเราเชิญมานะ อย่างน้อยก็ควรจะทักทายพวกเราสักคำไม่ใช่หรือ?"
ชายหญิงหกคนที่มีท่าทีแตกต่างกันเดินออกมาจากทิศทางต่าง ๆ ภายในวัดร้างแห่งนั้น พวกเขาจ้องมองสวี่หยางตาเป็มันราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ
ชายที่อยู่ตรงกลางดูเหมือนตาเขแต่กำเนิด ส่วนผู้หญิงสองคนที่อยู่ด้านข้าง คนหนึ่งมีเรียวขายาวสวยงดงาม อีกคนก็หน้าตาสะสวยเย้ายวนหาใดเปรียบ ชายอีกคนหนึ่งรูปร่างเตี้ยม้อต้อ ส่วนชายอีกคนมีใบหน้าหื่นกาม และผู้หญิงคนสุดท้ายหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดราวกับแมวผี
ทั้งหกคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชายตาเขที่อยู่ตรงกลางดูมีอำนาจน่าเกรงขามมากที่สุด และมีดบินเมื่อครู่นี้ก็เป็ฝีมือของเขานี่เอง
สวี่หยางหัวเราะเบา ๆ โดยไม่ตอบคำใด แล้วเดินตรงดิ่งไปยังประตูวัดแทน
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
หญิงผมดำที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดซัดเข็มเหล็กออกไปหลายเล่ม เข็มเหล็กเ่าั้ทำลายประตูวัดจนพังทลาย
โครม!
ซากประตูวัดถล่มลงมาขวางหน้าสวี่หยางเอาไว้
"น้องชาย พวกเราดูไม่น่าต้อนรับสำหรับเ้าขนาดนั้นเลยหรือ คุยกับพวกเราสักหน่อยมันยากนักหรือไง?"
สวี่หยางยักไหล่แล้วหันไปเอ่ยกับจางหลิงว่า "เ้าไปก่อนเถอะ ในเมื่อพวกมัน้าตัวข้า เช่นนั้นข้าก็จะอยู่เป็เพื่อนพวกมันสักพักก็แล้วกัน"
จางหลิงรีบเอ่ยด้วยความร้อนรน "พี่สวี่ ท่านจะมาทำไมกัน ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกมันเป็ใคร นี่คือกับดักนะ!"
สวี่หยางพยักหน้ารับ "ข้ารู้สิ เอาเป็ว่าเ้าไปก่อนเถอะ แต่เ้าจงจำไว้ให้ดีว่า ห้ามไปแจ้งทางการเด็ดขาด รอข้ากลับไป"
"ใช่ พูดได้ดี" ชายตาเขหัวเราะพลางกล่าว "พวกเราปล่อยให้เ้ากลับไปได้ แต่เ้าห้ามไปแจ้งทางการเด็ดขาด หากเ้าไปแจ้งทางการเมื่อใด ชีวิตของหัวหน้าผู้คุมคนนี้ก็คงต้องจบสิ้นลง
พวกเราก็แค่อยากจะร่วมมือกับเขาเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายเป็อื่นเลย"
สวี่หยางหัวเราะพลางผลักจางหลิงเบา ๆ แล้วกระซิบเสียงแ่ "ยังมีอีกสี่คน"
จางหลิงมองสวี่หยางด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก้าวขาไม่ออก
"เ้าวางใจเถอะ ขอเพียงแค่เ้าไม่ไปแจ้งทางการ พอตกเย็นข้าก็จะได้กลับไปแล้ว รอข้าอยู่ที่เรือนจำ ข้ารับปากเ้า"
จางหลิงไม่มีทางเลือกอื่น เขาเองก็รู้ดีว่าการที่ตนเองอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็ตัวถ่วงสวี่หยางเปล่า ๆ
"เอาล่ะ ตัวเกะกะไปแล้ว ตอนนี้มีอะไรพวกเราก็พูดคุยกันได้อย่างเปิดอกแล้ว" สวี่หยางแย้มยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับมามองคนทั้งหกที่อยู่ตรงหน้า
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อใดที่คนทั้งหกได้เข้ามาตีวงล้อมเขาเอาไว้เสียแล้ว แม้แต่แสงแดดด้านนอกในเวลานี้ก็เริ่มคล้อยต่ำลง ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดิน
"น้องชายรู้หรือไม่ว่าพวกเราคือใคร?" ชายตาเขเอ่ยปากถามอีกครั้ง สวี่หยางหาที่นั่งลงตามอำเภอใจ ราวกับไม่ได้เห็นคนกลุ่มนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
"ความกล้าหาญช่างล้นเหลือ แต่ข้าเดาว่าเ้าคงไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกเราคือใคร ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน"
สวี่หยางพูดแทรกชายตาเขขึ้นมา "ข้ารู้ พวกเ้าคือเจ็ดประหลาดสำนักถัง พี่น้องของถังซานสินะ ล่อให้ข้าออกมา ก็เพื่อช่วยมันงั้นหรือ?"
สวี่หยางลูบคาง ภายในหัวกำลังคำนวณว่า ระหว่างฆ่าคนทั้งหกคนนี้ทิ้ง กับจับพวกนั้นไปขังเลี้ยงดูเล่น แบบไหนจะดีกว่ากัน
หากฆ่าทิ้งก็จะสามารถสุ่มรับทักษะได้
หากไม่ฆ่า คนทั้งหกคนนี้รวมกันก็น่าจะมอบค่าประสบการณ์ให้เขาได้ประมาณหนึ่งพันแต้มต่อหนึ่งชั่วยามโดยไม่มีปัญหา
สวี่หยางเปรียบเทียบทั้งสองทางเลือกพลางครุ่นคิดว่าแบบใดจะคุ้มค่ามากกว่ากัน
และการกระทำต่าง ๆ นานาที่ทำเป็เมินเฉยต่อพวกนั้นเมื่อครู่นี้ ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดค่าความมุ่งร้ายของคนทั้งหกขึ้นมา แต่กลับมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่เกิดค่าความมุ่งร้ายต่อเขาขึ้นมาเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง ชายตาเขก็ปรบมือหัวเราะพลางกล่าวว่า "ดูเหมือนน้องชายจะสืบเื่ราวมาบ้างแล้วสินะ หรือว่าถังซานน้องชายของข้าเป็คนบอกเ้าเองล่ะ?
นั่นไม่สำคัญหรอก ข้ามีทางเลือกให้เ้าสองทาง ทางแรกคือพาพวกเราลักลอบเข้าไป ทางที่สองคือเ้าปล่อยตัวน้องชายของข้าออกมา
หากเื่สำเร็จ พวกเราจะมอบเงินให้เ้าก้อนหนึ่ง เ้าอยากจะไปที่ใดก็ไป งานกระจอก ๆ พรรค์นี้ไม่ต้องทำแล้วก็ได้ เ้าคิดเห็นเช่นไร?"
ชายตาเขจ้องมองสวี่หยางด้วยรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
สวี่หยางพยักหน้ารับพลางกล่าว "ก็ดีนะ ไม่ว่าจะเป็ทางเลือกใดข้าก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ข้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน"
เขาปรบมือเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนพลางกล่าว "ข้อเสนอของพวกเ้าข้าไม่อาจตกลงรับปากได้ เพราะฉะนั้นก็ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน
แน่นอน หากพวกเ้าอยากจะพบกับถังซานน้องชายของพวกเ้าจริง ๆ ข้าก็มีอีกวิธีหนึ่ง พวกเ้าลองกลับไปพิจารณาดูหน่อยดีหรือไม่?"
คนทั้งหกไม่ปริปากพูดอะไรออกมา พวกเขาจ้องมองสวี่หยางด้วยสีหน้าคาดหวัง รอคอยที่จะฟังอีกวิธีหนึ่งของเขา
"คำแนะนำของข้าก็คือ ให้พวกเ้ากลับไปที่มหาเรือนจำสยบอสูรพร้อมกับข้า ในฐานะหัวหน้าผู้คุม ข้าจะจัดกรงขังติดกันให้พวกเ้า เท่านี้พวกเ้าทั้งเจ็ดคนก็จะได้พบหน้ากันแล้ว
พวกเ้าเห็นว่าอย่างไร?"
คนทั้งหกเมื่อถูกสวี่หยางยั่วยุก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟขึ้นมาทันที ชายตาเขยิ่งโกรธจัดจนสบถออกมา "เ้าเด็กเวร! เ้ากล้าล้อพวกเราเล่นอย่างนั้นรึ!?"
ชายตาเขลงมือจู่โจมสวี่หยางกะทันหัน เขา้าสั่งสอนเ้าเด็กที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้ให้หลาบจำเสียบ้าง
สวี่หยางใช้วิชาเหยียบหิมะไร้ร่องรอยหลบการโจมตีนี้ไปได้ในทันที จากนั้นก็หมุนตัวกลับมากระแทกหมัดเข้าใส่ร่างของชายตาเข
หมัดของสวี่หยางทรงพลังมหาศาล ปราณแท้พุ่งทะลักออกมาร่างของชายตาเขกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับพระพุทธรูปจนแหลกละเอียดในชั่วพริบตา
"ลูกพี่!"
หญิงผมดำที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดพุ่งทะยานเข้ามาหาราวกับภูตผี ท่วงท่าของนางปราดเปรียวพลิ้วไหวพุ่งตรงเข้าหาสวี่หยาง
ทว่าในเวลานี้สวี่หยางกลับยังมีแก่ใจก้มลงไปเก็บท่อนไม้บนพื้นขึ้นมา โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเลยสักนิด
"กระบี่สังหาร"
กรงเล็บในมือทั้งสองข้างของหญิงผมดำยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ลำคอก็ถูกท่อนไม้แทงทะลุไปเสียแล้ว
ถึงตอนนี้อีกสี่คนที่เหลือถึงเพิ่งจะได้สติว่าพวกตนได้ไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าให้แล้ว พวกเขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าหัวหน้าผู้คุมตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้แสดงความโดดเด่นอันใด จะกลายเป็ยอดฝีมือในขอบเขตหลอมชีพจรไปได้
"เ้าเป็ยอดฝีมือขอบเขตหลอมชีพจรหรือนี่" สี่คนที่เหลือร้องอุทานด้วยความใ
ทว่า สวี่หยางกลับแค่นเสียงหัวเราะเ็า "เพิ่งมารู้ตอนนี้ ก็สายไปแล้วล่ะ"
สวี่หยางสะบัดท่อนไม้ในมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาลงมืออย่างต่อเนื่อง และจัดการกับผู้ชายอีกสองคนที่เหลือไปได้อย่างง่ายดาย
ผู้หญิงอีกสองคนที่เหลือร่วมมือกันพุ่งเข้าสังหารสวี่หยาง แต่กระบวนท่าการโจมตีกลับถูกสวี่หยางปัดป้องเอาไว้ได้ทั้งหมด
"ข้าหวังดีให้คำแนะนำแก่พวกเ้า แต่พวกเ้ากลับ้าจะฆ่าข้า นี่มันเหตุผลอันใดกัน?
แม่นางขายาว ได้ยินมาว่าเ้ากับถังซานมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันงั้นหรือ? วางใจเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะส่งเ้าลงไปอยู่เป็เพื่อนเขาเอง"
สวี่หยางไม่เปิดปากพูดอะไรอีก ท่อนไม้ในมือราวกับแปรเปลี่ยนเป็กระบี่ที่คมกริบที่สุดในโลก ฟันฉับเข้าที่ลำคอของแม่นางขายาวจนขาดกระเด็น จากนั้นก็แทงทะลุหัวใจของผู้หญิงคนสุดท้ายไป
หลังจากที่สังหารชายตาเขไปแล้ว สวี่หยางก็ได้รับค่าความมุ่งร้ายจากคนพวกนั้นทั้งหมด
"น่าเสียดายที่ข้าไม่มีทางเลือก มิเช่นนั้นค่าประสบการณ์เกือบสองพันแต้มต่อหนึ่งชั่วยามนี้ ข้าคงอยากได้จนน้ำลายสอเลยทีเดียว"
สวี่หยางส่ายหน้าพลางโยนท่อนไม้ในมือทิ้ง จ้องมองซากศพทั้งหกที่นอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะอยู่บนพื้น แล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
แม้ว่าเขาจะอยากจับคนทั้งหกกลับไปมากเพียงใด ทว่าด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ก็เป็เพียงแค่หัวหน้าผู้คุมธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
แล้วหัวหน้าผู้คุมธรรมดา ๆ ที่ไหน ที่สามารถจับตัวหกประหลาดแห่งสำนักถังสำเร็จได้...?