“ฝ่าา! ฝ่าา!” เสียงแหลมต่ำคล้ายเป็ดร้อง กระชากโสตประสาทดังลั่นขึ้น
จูโฮ่วจ้าวค่อย ๆ ลืมตา ภาพที่เห็นคือม่านขาวพร่างตา กับใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยรอยย่นลึก
“ฝ่าาฟื้นแล้ว! ฝ่าาฟื้นแล้ว!” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งแหลมยิ่งสูงราวกับกลัวไม่มีใครได้ยิน
สายตาของจูโฮ่วจ้าวเริ่มชัดขึ้น แล้วก็เห็นว่าคนที่เปล่งเสียงนั้นกำลังก้มหมอบอยู่กับพื้นในท่าคลานเต็มตัว
ติ๊ง! ทันใดนั้น สมองของจูโฮ่วจ้าวพลันปะทุเสียงคำราม ข้อมูลมากมายทะลักเข้าสู่หัวเขาราวกับน้ำป่าทะลักเขื่อน
เขาคือจูโฮ่วจ้าว จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งต้าิ... แต่เพราะหวาดกลัวเหล่าอา ถึงกับล้มพับบนบัลลังก์ัั้แ่วันประชุมราชสภาครั้งแรก!
เมื่อเรียบเรียงข้อมูลในหัวจนเข้าที่ เขาก็ต้องตกตะลึงสุดขีด!
ในราชสภา เหล่าขุนนางกังฉินจากต่างยุคต่างสมัยพากันชุมนุมอยู่ไม่ต่างจากตลาดสด — ไม่ว่าจะเป็ หลี่หลินฝู่, หยางเจี้ยน, เหยียนซง, เกาฉิว ต่างอยู่กันครบหน้า
ในวังหลวง ขันทีผู้เรืองอำนาจอย่าง หลิวจิ่น, เฉา ฮว่าชุน, เฉาเส้าฉิน กำลังรวมหัวกับขุนนาง ยึดครองอำนาจรัฐกันอย่างหน้าด้าน ๆ
ในยุทธภพ สำนักต่าง ๆ ตั้งตนขึ้นทั่วหล้า— ิเจียว, นิกายสุริยันจันทรา, สำนักกระบี่ห้าขุนเขา, เส้าหลิน, อู่ตัง...ต่างกิตติศัพท์กระฉ่อนฟ้า
ในโลกโจร ก๊กโจรอย่าง ว่อกังจ้าย, ลัทธิบัวขาว, เหลียงซาน ต่างโด่งดังเป็ไฟลามทุ่ง
“นี่มันโลกบ้าอะไรกันแน่เนี่ย!” จูโฮ่วจ้าวคร่ำครวญในใจ…ทำไมเหล่ายอดคนในหน้าประวัติศาสตร์ถึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว!
“ติ๊ง ระบบจักรพรรดิกำลังเปิดใช้งาน…”
“ติ๊ง ระบบจักรพรรดิกำลังผูกข้อมูล…”
“ติ๊ง ระบบจักรพรรดิผูกข้อมูลสำเร็จ!”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นต่อเนื่องในหัวของเขา ทำให้จูโฮ่วจ้าวได้สติในทันที
“สิทธิ์พิเศษของผู้ข้ามภพ — ระบบจักรพรรดิ!” พอได้ยินเสียงระบบ เขาก็แอบยิ้มในใจ หากมี “ระบบ” อยู่ในมือ…ตามประสบการณ์อ่านนิยายชาติที่แล้ว
แบบนี้ก็เท่ากับว่า… เขาจะสามารถควบคุมต้าิได้ใหม่ทั้งหมด และทำให้ทั่วหล้าสั่นะเื!
เขาไม่เสียเวลาสนใจระบบในตอนนี้ แต่หันไปกวาดตามองทั่วท้องพระโรง.เพื่อดูให้ชัดว่า ที่นี่มี “ภูตผีปีศาจในคราบผู้ดี” ตัวไหนซ่อนอยู่บ้างกันแน่!
เวลานี้ จูโฮ่วจ้าวนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ัสีทอง ทอดสายตาอย่างเยือกเย็น แน่วแน่ล้ำลึก ไม่เอื้อนเอ่ยแม้คำเดียว
แต่ภายในจิตใจของเขากลับกำลังปั่นป่วนดุจคลื่นทะเลคลั่ง — เพราะในวินาทีที่เขามองไปยังเหล่าอาของเขาทั้งเก้าคน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทันที
กลางท้องพระโรง เหล่าอาของเขาทั้งเก้าคน ยืนเรียงเป็สองแถว ซ้าย–ขวาอย่างทรงอำนาจ
คนแรกที่อยู่หัวแถว… คิ้วหนา ตาคมราวเหยี่ยว ใบหน้าดำคล้ำ ริมฝีปากหนา สายตาเปล่งรังสีอำมหิต และกำลังมองจูโฮ่วจ้าวด้วยแววตาเหยียดหยามอย่างเปิดเผย
แม้จะอยู่ต่อหน้าจักรพรรดิ เขาก็ยังไม่คิดจะปิดบังความรังเกียจนั้นเลยแม้แต่น้อย
(สถานะ: อาคนที่สอง อ๋องแห่งแคว้นฉิน จูเจิ้ง)
(ต้นแบบ: จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิแห่งกาลนิรันดร์ “อิ๋งเจิ้ง”)
(ค่าความจงรักภักดี: 0)
(ระดับพลังยุทธ์: โฮ่วเทียนขั้นสูงสุด)
(บุคลิก: โเี้อำมหิต)
ด้านหลังของจูเจิ้ง คือ บุรุษใบหน้ายาว ปลายคางแหลม ดูท่าทางอ้วนป้อมนิด ๆ รูปลักษณ์ไม่น่าชมเอาเสียเลย เขาก้มตาต่ำ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนคนซื่อ ๆ
บริเวณหว่างคิ้วกลับปรากฏรอยขมวดเป็รูปตัว 川 อย่างเห็นได้ชัด — คนประเภทนี้มักเก็บทุกเื่ไว้ในใจ และครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ จูจาง อ๋องแห่งแคว้นฉี อาคนที่สามของจูโฮ่วจ้าว
ในบรรดาเหล่าอา เขาคือผู้ที่ปกครองดินแดนอย่างซื่อสัตย์และได้รับความนับถือจากราษฎรมากที่สุด
(สถานะ: อาคนที่สาม อ๋องแห่งแคว้นฉี จูจาง)
(ต้นแบบ: จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ิ “จูหยวนจาง”)
(ค่าความจงรักภักดี: 0)
(ระดับพลังยุทธ์: ชั้นหนึ่งขั้นสูงสุด)
(บุคลิก: อดทน รักประชาชน)
เื้ัจูจาง!
ปรากฏชายผู้มีรูปร่างสูงใหญ่สง่า ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาดุดันเหมือนพยัคฆ์ คิ้วดกตรงราวคมดาบ
ถึงอยู่ในท้องพระโรง เขาก็ยังกล้าส่งสายตาแบบไม่ปิดบังว่า — “ข้าจะชิงบัลลังก์ของเ้าให้ได้” เขาคือ อ๋องแห่งแคว้นแย่น จูตี้ อาคนที่สี่!
(สถานะ: อาคนที่สี่ อ๋องแห่งแคว้นเยี่ยน จูตี้)
(ต้นแบบ: จักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์ิ)
(ค่าความจงรักภักดี: 0)
(ระดับพลังยุทธ์: ชั้นหนึ่งขั้นสูงสุด)
(บุคลิก: อารมณ์ร้อน อดทน มีเล่ห์เหลี่ยม และเด็ดขาด)
อีกฟากหนึ่งของท้องพระโรง...
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ เผยหน้าผากกว้าง ดั้งจมูกโด่งคมเป็สัน ดูคล้ายมีเชื้อสายชาวต่างแดนเล็กน้อย
เขาก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตากับจูโฮ่วจ้าวเลยแม้แต่น้อย ท่าทีดูอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ และยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
(สถานะ: อาคนที่ห้า อ๋องแห่งแคว้นถัง จูหยวน)
(ต้นแบบ: จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ถัง “หลี่หยวน”)
(ค่าความจงรักภักดี: 0)
(ระดับพลังยุทธ์: ชั้นสองขั้นสูงสุด)
(บุคลิก: อดทนอดกลั้น เป็มิตร เก่งด้านความสัมพันธ์)
เื้ัของจูหยวน คือ อาคนที่หก จูเจี้ยน เขามีหน้าตาบ้าน ๆ ท่าทางซื่อ ๆ เหมือนชาวไร่ชาวนา ดูไม่มีพิษมีภัย แต่ในแววตา… กลับมีบางอย่างซ่อนอยู่
(สถานะ: อาคนที่หก อ๋องแห่งแคว้นสุย จูเจี้ยน)
(ต้นแบบ: จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์สุย “หยางเจี้ยน”)
(ค่าความจงรักภักดี: 0)
(ระดับพลังยุทธ์: ชั้นสองขั้นสูงสุด)
(บุคลิก: ขยันหมั่นเพียร รักประชาชน รับฟังผู้อื่น แต่แฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยาน)
ถัดไปด้านหลัง คือ อาคนที่เจ็ด จูเช่อ — รูปร่างองอาจ เต็มไปด้วยความกล้าแกร่ง
ถัดมา อาคนที่แปด จูซิ่ว — ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ
ต่อด้วย อาคนที่เก้า จูควง — ร่างใหญ่ไหล่กว้างอย่างหมีป่า หลังหนาดุจพยัคฆ์
และสุดท้าย อาคนที่สิบ จูอู๋ซื่อ — หน้าตาเรียบง่าย ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย
เขารู้ได้ทันที — ไม่ต้องให้ระบบแจ้ง เพราะแค่เห็นหน้า ก็เดาได้หมดว่า “พวกนี้... คือใครในประวัติศาสตร์!”
จูเช่อ — ก็คือ “ฮั่นอู่ตี้” หลิวเช่อ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น
จูซิ่ว — ก็คือ หลิวซิ่ว จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จูควง — คือ จ้าวควงอิน จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ซ่ง
ส่วนคนสุดท้าย จูอู๋ซื่อ แม้ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่เขาคือผู้ดูแล "ตำหนักหู่หลง" ในเมืองหลวง ซึ่งเป็ผู้มีอำนาจไม่แพ้ใครในแผ่นดิน
แต่ในความเป็จริง จูโฮ่วจ้าวรู้ดีว่าคนผู้นี้—คือคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานเช่นกัน!
“ฮ่า...ช่างน่าสนุกเสียจริง — ฉินฮ่องเต้ ฮั่นอู่ตี้ จักรพรรดิถัง ปฐมจักรพรรดิแห่งซ่ง… พากันมารวมตัวเพื่อ่ชิงบัลลังก์นี่งั้นรึ?” จูโฮ่วจ้าวแสยะยิ้มภายในใจ ราวกับราชสีห์ที่เพิ่งเห็นเหยื่อไล่ต้อนมารวมกันตรงหน้า
“ถ้ายังเป็จักรพรรดิองค์เดิมในประวัติศาสตร์อย่างจักรพรรดิเจิ้งเต๋อล่ะก็ — บางทีพวกเ้าคงยังมีโอกาสฝันถึงบัลลังก์ได้บ้าง… แต่ตอนนี้ ‘ข้า’ มาแล้ว”
“ถ้าพวกเ้ายังอยู่ในโอวาท ข้าก็จะไม่แตะต้อง แต่หากคิดแสดง ‘เขี้ยวเล็บ’ ขึ้นมาเมื่อไหร่... อย่าหาว่าข้านั้นโเี้แล้วกัน!”
“ทำไมเ้าหนูนี่พอตื่นขึ้นมาแล้ว ถึงดูต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง…”
— นั่นคือความคิดที่เกิดขึ้นพร้อมกันของเหล่าอาทั้งเก้า และบรรดาขุนนางทั้งหลาย
จูโฮ่วจ้าวคนก่อน เคยเป็เพียงเด็กหนุ่มอ่อนแอ สายตาหวาดระแวง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคนอื่น
แต่ตอนนี้...สายตาของเขากลับลึกล้ำ แฝงไว้ด้วยความคมกริบและอำนาจ จนทำให้หลายคนขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“ฝ่าา…?”
เสียงแหลมของหลิวจิ่นดังขึ้นเบา ๆ เบื้องหน้า
เมื่อได้ยินเสียงนั้น จูโฮ่วจ้าวก็หันไปมองที่หลิวจิ่นด้วยสายตาอันแสนเ็า จนเขารู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ภายในแววตานั้นกำลังกดทับในอก!
ทันใดนั้น หลิวจิ่นถึงกับเย็นวาบทั่วร่าง ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน เหงื่อเย็นไหลพลั่กไม่หยุด
แม้เขาจะเป็ผู้ควบคุม "สำนักซีฉ่าง(ตะวันตก)" และมีอำนาจมหาศาลในวัง แต่ในวินาทีนั้น เขารู้ดีว่า อำนาจของตน… ยังขึ้นกับราชโองการ
แม้จูโฮ่วจ้าวจะเพิ่งขึ้นครองราชย์ แต่หากพระองค์เอ่ยคำสั่งเมื่อไร—หัวของเขาสามารถหลุดออกจากบ่าได้ในทันที
เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงช้า ๆ เหมือนนกกระทาที่เผชิญหน้ากับเหยี่ยว สองขาเริ่มสั่นพั่บ ดุจจะล้มลงได้ทุกเมื่อ...
เงียบ— เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน
ท้องพระโรงเงียบงันราวป่าช้ากลางคืน
ผ่านไปครู่หนึ่ง…
“กราบทูลฝ่าา” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็จูตี้ที่เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“กระหม่อมออกจากแคว้นมานาน อีกทั้งพระบรมศพของอดีตจักรพรรดิก็ฝังเรียบร้อยแล้ว กระหม่อมจึงอยากขอเดินทางกลับไปจัดการราชกิจในดินแดนของตน”
เหตุผลที่จูตี้เป็คนแรกที่ออกปากพูด เพราะตอนที่เขาออกจากดินแดนในการปกครองนั้น ชายแดนยังคงไม่สงบ
ยามนี้เมื่อราชสำนักไม่มีธุระสำคัญใด ๆ เขาย่อมร้อนใจเป็ห่วงฐานที่มั่นของตน
อีกเหตุผลหนึ่ง... คือเขาหวั่นว่าจะถูกจูโฮ่วจ้าว “กักตัว” ไว้ไม่ให้ออกไปง่าย ๆ
“กราบทูลฝ่าา พื้นที่ปกครองของกระหม่อมยังมีราชกิจมากมายที่ต้องจัดการ…”
…
พอมีคนเริ่ม เื่ก็เหมือนคลื่นลูกแรกกระทบฝั่ง
เหล่าอาทั้งเก้าคน จึงพร้อมใจกันทยอยเปิดปาก กล่าวถึงเหตุผลต่าง ๆ มาเป็ข้ออ้าง เพื่อที่จะ้าเร่งกลับแคว้นของตน
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น... ‘ข้าขอจัดงานเลี้ยงส่งเพื่อเป็การให้เกียรติ แก่เหล่าอ๋องทุกท่าน’ ก่อนกลับไปจัดการราชกิจในเขตปกครองของพวกท่านแล้วกัน”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จูโฮ่วจ้าวก็ยิ้มบางพลางกล่าว
แม้ในใจเขาอยากจะ “กักตัวทั้งเก้าคนนี้ไว้ไม่ให้ไปไหน” แต่ความเป็จริงตอนนี้
เขายังไม่มีคนที่สามารถไว้ใจได้อยู่ข้างกายเลยสักคน — แม้แต่เื่ความปลอดภัยของตัวเองยังไม่อาจรับประกันได้เลย ต้องพึ่งดวงเท่านั้น
จะหวังจัดการกับเหล่าอ๋องระดับตำนานเหล่านี้ยิ่งเป็ไปไม่ได้ใหญ่
“ขอบพระทัยฝ่าา”
จูเจิ้งเดินนำเป็คนแรก กล่าวขอบคุณ เหล่าอ๋องที่เหลือก็พร้อมใจกันโค้งคำนับไปพร้อมกัน แม้ลึก ๆ จะดูแคลนจักรพรรดิหนุ่มผู้นี้ แต่พิธีการต่อหน้าคนหมู่มากก็ต้องทำให้ครบ…เพื่อภาพลักษณ์
“ไม่ต้องมากพิธี”
จูโฮ่วจ้าวยิ้มบาง เอ่ยเสียงราบเรียบ
ทันทีที่คำพูดจบลง สายตาเขาก็หันเหจากเหล่าอาทั้งเก้าคน ไปจ้องตรงยังบรรดาขุนนางทั้งหลายที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านล่าง
สายตาเรียบนิ่ง… แต่แฝงไว้ด้วยความคิดซับซ้อน
...
ผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นช้าๆ — คราวนี้คือรอยยิ้มแบบ “มีเลศนัย” อย่างชัดเจน จากนั้นลุกขึ้นจากบัลลังก์อย่างสง่างาม... แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
“เอ๊ะ?”
“ฝ่าา… ทรงเสด็จออกไปดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือ?”
บรรดาขุนนางพากันวิพากษ์วิจารณ์เบา ๆ ด้วยความงุนงง สีหน้าหลายคนเต็มไปด้วยความสับสนและลังเล ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรต่อ
“เลิกการประชุม!”
หลิวจิ่น เป็คนประกาศ เสียงแหลมดังขึ้นแหวกความเงียบ