ตอนที่ 6: กายาหินผาปะทะกรงเล็บพยัคฆ์
บรรยากาศภายในห้องโถงชั้นสูงสุดของหอสุราเมฆาล่องพลันหนักอึ้งราวก้อนศิลาขนาดมหึมากดทับ หลินเทียนอวี่เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ สายตาของเขาจดจ้องไปยังเด็กหนุ่มในชุดมอซอที่ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงภายใต้แรงกดดันพลังปราณที่เขารีดเค้นออกมาถึงเจ็ดส่วน รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของคุณชายรองตระกูลหลินค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยรอยร้าวแห่งความเสียหน้าและโทสะที่พุ่งพล่าน
"เ้า... เ้าเป็ตัวประหลาดอะไรกันแน่?" หลินเทียนอวี่กัดฟันกรอด เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธ "คนไร้ปราณเช่นเ้า เหตุใดจึงไม่คุกเข่าลงไป!"
จ้าวหานไม่ได้ตอบคำถามด้วยวาจา เขาเพียงแค่ขยับไหล่เบ้ากระดูกส่งเสียงลั่น 'กร๊อบ' คล้ายหินผาที่กำลังบดขยี้กันเอง ิัของเขาที่เพิ่งได้รับการเติมเต็มสารอาหารจากเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาเข้มหม่นๆ และมีความมันวาวประดุจโลหะผสมหินแกรนิต นี่คือสภาวะสูงสุดของ 'วิชากายาหินผา' ที่เขาสามารถแสดงออกมาได้ในตอนนี้
"พวกเ้าสี่คน! มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ไปลากคอมันออกมาแล้วหักแขนหักขามันซะ!" หลินเทียนอวอร์ตวาดสั่งผู้ติดตามร่างั์ทั้งสี่คน
ผู้คุ้มกันตระกูลหลินซึ่งอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นที่แปดและเก้าไม่ได้รอช้า พวกเขาพุ่งตัวเข้าหาจ้าวหานจากสี่ทิศทางพร้อมกัน พลังปราณสีครามเข้มห่อหุ้มหมัดและฝ่ามือของพวกมันจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว รัศมีของพลังกดทับจนโต๊ะอาหารไม้ชิงชันรอบตัวจ้าวหานเริ่มมีรอยร้าว
จ้าวหานนิ่งสนิท ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประมวลผลการเคลื่อนไหว ภายใต้การวิเคราะห์ของระบบประสาทที่เชื่อมต่อกับ 'ศูนย์' ความเร็วของจอมยุทธ์เหล่านี้ดูช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
"เ้านาย... มวลกล้ามเนื้อน่องซ้ายหดตัวหกเปอร์เซ็นต์ เตรียมรับแรงกระแทกในอีก 0.5 วินาที!" เสียงของศูนย์ดังก้องในหัว
ปัง!
หมัดหนักหน่วงของผู้คุ้มกันคนแรกพุ่งเข้าใส่ยอดอกของจ้าวหานอย่างจัง ทว่าแทนที่จะได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้น กลับมีเสียงดั่งค้อนเหล็กปะทะกับท่อนหินใหญ่พุ่งกระจายออกมาแทน แรงอัดจากการปะทะทำให้ฝุ่นละอองบนพื้นกระจายตัวออกเป็วงกว้าง
ผู้คุ้มกันคนนั้นดวงตาเหลือกค้างด้วยความใ หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณของเขากลับไม่สามารถขยับร่างกายของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้แม้แต่นิ้วเดียว ซ้ำร้าย ความรู้สึกเ็ปอย่างรุนแรงยังแล่นปราดกลับมาที่ข้อมือราวกับว่าเขาเพิ่งต่อยเข้ากับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันสั่นคลอน
"ถึงตาข้าบ้าง..." จ้าวหานเอ่ยเสียงเย็น
เขาไม่ได้ใช้กระบวนท่าวิจิตรพิสดารใดๆ เพียงแค่เหวี่ยงหมัดขวาออกไปตรงๆ ท่ามกลาง เงาดำ ของร่างกายที่ทอดลงบนพื้นจากการบดบังของแสงไฟในห้อง หมัดของจ้าวหานไม่มีแสงสีของพลังปราณห่อหุ้ม แต่มันกลับแฝงไปด้วย 'น้ำหนัก' มหาศาลที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลกายาหินผา
ตูม!
ผู้คุ้มกันคนแรกปลิวละลิ่วข้ามโต๊ะอาหารไปกระแทกกับผนังห้องจนอิฐศิลาแตกกระจาย ร่างหนาๆ นั้นหมดสติไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้อง
"ฆ่ามัน!" ผู้คุ้มกันอีกสามคนที่เหลือเห็นเพื่อนร่วมงานถูกจัดการง่ายๆ ก็เริ่มหวาดหวั่น พวกเขาชักกระบี่สั้นออกมาและฟาดฟันเข้าใส่จุดตายของจ้าวหานพร้อมกัน แสงกระบี่วาววับตัดผ่านอากาศหมายจะปลิดชีพ
จ้าวหานยกแขนขวาขึ้นรับคมกระบี่เ่าั้อย่างไม่เกรงกลัว เสียงโลหะปะทะกับิัดัง 'เคร้ง เคร้ง' ราวกับกระบี่เ่าั้ฟันลงบนก้อนเหล็กกล้า ิัสีเทาของเขามีเพียงรอยขีดข่วนบางๆ เท่านั้น แต่มันไม่สามารถชอนไชเข้าสู่เนื้อเยื่อภายในได้
"กายาของเขามันระดับไหนกันแน่!" มู่รุ่ยเสวี่ยที่ยืนดูอยู่หลังโต๊ะอาหารพึมพำด้วยความทึ่ง นางเคยเห็นผู้ฝึกกายาขั้นสูงมามาก แต่ความหนาแน่นของร่างกายจ้าวหานนั้นดู 'แปลกแยก' ออกไป มันไม่ใช่แค่ความแข็งแรง แต่มันคือความหนักแน่นราวกับว่าเขามีมวลสารมหาศาลบีบอัดอยู่ในร่างเล็กๆ นั่น
จ้าวหานเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เขาคว้าข้อมือของผู้คุ้มกันคนหนึ่งแล้วบิดออกจนกระดูกหักดังกร๊อบ ก่อนจะใช้ไหล่กระแทกเข้าใส่ยอดอกของอีกคนจนกระเด็นออกไปนอกระเบียง การต่อสู้ในระยะประชิดดำเนินไปอย่างดุดันและรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ ผู้คุ้มกันทั้งสี่ของหลินเทียนอวี่ก็ลงไปนอนกองกับพื้นอย่างหมดรูป
หลินเทียนอวี่หน้าถอดสี ก้าวถอยหลังไปจนติดขอบหน้าต่าง "เ้า... เ้ากล้าทำร้ายคนของตระกูลหลิน! รู้ไหมว่าผลที่ตามมาคืออะไร!"
"ข้าบอกแล้วไง ว่าใครขัดจังหวะกินข้าวของข้า..." จ้าวหานก้าวเท้าเดินเข้าหาช้าๆ ทุกล่วงฝีเท้าทำให้พื้นไม้สั่นะเื "ต้องถูกโยนออกไปทางหน้าต่าง"
"อย่าสามหาว! ข้าอยู่ในระดับก่อตั้งปราณขั้นปลาย! วิชาพยัคฆ์คำรนของข้าไม่ใช่สิ่งที่ขยะอย่างเ้าจะรับมือได้!" หลินเทียนอวี่รวบรวมความกล้าสุดท้าย เค้นพลังปราณทั้งหมดไปที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง จนปรากฏเป็รูปร่างของกรงเล็บพยัคฆ์สีทองขนาดใหญ่เหนือศีรษะ
"ฝ่ามือกรงเล็บพยัคฆ์สยบมาร!"
เขาทุ่มสุดตัวพุ่งเข้าใส่จ้าวหาน ลมพายุจากการร่ายรำฝ่ามือทำให้โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจายไปคนละทิศทาง นี่คือวิชาระดับปฐีที่รุนแรงที่สุดของตระกูลหลิน
จ้าวหานหยุดเดิน เขาหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อสื่อสารกับจิติญญาคู่ใจ
"ศูนย์... เตรียมการยิงระดับ 1 แบบ 'จุดเดียว' ไม่ต้องเน้นกระจายพลังงาน ข้า้าให้มันพุ่งออกจากปลายนิ้วข้าแค่จุดเดียว"
[รับทราบครับเ้านาย! โหมด 'Focused Micro-Burst' เริ่มการประมวลผล... การใช้มวลสารเพียง 0.0001 กรัมจากปลายนิ้วชี้ขวา... เริ่มการเปลี่ยนสถานะมวลสารเป็พลังงานใน 3... 2... 1!]
วาบ!
รอยสักที่แขนขวาของจ้าวหานไม่ได้เปล่งแสงจ้าออกมาเหมือนทุกที แต่มันกลับกลายเป็สีแดงระอุเหมือนเหล็กที่เพิ่งผ่านการตี จ้าวหานชูนิ้วชี้ขวาขึ้นเล็งตรงไปยังกรงเล็บพยัคฆ์สีทองที่พุ่งเข้ามา
ในพริบตาที่ปลายนิ้วกับกรงเล็บปราณจะปะทะกัน พลังงานปรมาณูขนาดจิ๋วที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดก็ะเิออกมาจากปลายนิ้วของเขา มันไม่ใช่ะุ แต่เป็คลื่นความร้อนและความดันระดับไมโครที่รุนแรงจนบิดเบี้ยวมิติ
เปรี้ยง!
เสียงะเิขนาดเล็กแต่แหลมคมดังก้องไปทั่วหอสุรา กรงเล็บพยัคฆ์สีทองแตกสลายกลายเป็ผุยผงในทันทีที่ัักับพลังงานปรมาณู แรงอัดมหาศาลที่พุ่งออกมาจากปลายนิ้วจ้าวหานกระแทกเข้าใส่หน้าอกของหลินเทียนอวี่อย่างจัง บาเรียลมปราณคุ้มกายของเขาแตกกระจายราวกับกระจกถูกค้อนปอนด์ทุบ
"อั้ก!"
หลินเทียนอวี่กระเด็นพ้นขอบหน้าต่างออกไปทันที ร่างของเขาลอยคว้างอยู่กลางอากาศก่อนจะตกลงสู่บ่อน้ำหน้าร้านดัง 'ตู้ม' ใหญ่ ท่ามกลางสายตาตระหนกใของชาวเมืองที่เดินผ่านไปมา
จ้าวหานสะบัดปลายนิ้วชี้ขวาที่มีควันสีขาวลอยออกมาจางๆ เขารู้สึกร้อนวูบที่ปลายนิ้วเล็กน้อย แต่วิชากายาหินผาช่วยปกป้องิัของเขาไว้ไม่ให้ไหม้เกรียม
[วิเคราะห์ผลการโจมตี... เป้าหมายรอดชีวิตเนื่องจากตกลงในน้ำ แต่กระดูกซี่โครงน่าจะร้าวไปหลายซี่และศูนย์เสียพลังฝีมือไปชั่วคราว ยินดีด้วยครับเ้านาย คุณเพิ่งสร้างศัตรูระดับมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรายแล้ว] ศูนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดันตามปกติ
"ใครสนล่ะ... พวกนี้มันน่ารำคาญจะตายไป" จ้าวหานบ่นเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งสภาพดูไม่ได้นัก
มู่รุ่ยเสวี่ยเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล "คุณชายจ้าว... ท่านวู่วามเกินไปแล้ว หลินเทียนอวี่คือลูกรักของผู้นำตระกูลหลิน การที่ท่านทำเช่นนี้เท่ากับประกาศากับพวกเขาโดยตรง"
จ้าวหานหยิบขาหมูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดๆ แล้วกัดกินต่อ "พวกท่านตระกูลมู่เป็คนจ้างข้าไม่ใช่รึ? ในเมื่อเขามาหาเื่ถึงที่ ข้าในฐานะผู้คุ้มกันก็แค่ทำหน้าที่เท่านั้น ส่วนเื่ตระกูลหลิน... ถ้าพวกมันอยากมีเื่กับ 'ปืน' ของข้า ก็ให้พวกมันเข้ามา"
มู่รุ่ยเสวี่ยถอนหายใจยาว แม้นางจะกังวลเื่ผลกระทบทางการค้า แต่ความแข็งแกร่งที่จ้าวหานแสดงออกมานั้นมันเกินกว่าที่นางจินตนาการไว้มาก โดยเฉพาะท่าที่เขาใช้ปลายนิ้วเดียวสลายวิชาพยัคฆ์คำรน มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกกายาทั่วไปจะทำได้แน่นอน
"เอาเถิด ในเมื่อเื่มันเกิดขึ้นแล้ว ข้าจะให้คนไปจัดการปิดปากข่าวนี้ให้เร็วที่สุด" นางมองไปยังพนักงานร้านที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง "เถ้าแก่! จัดเตรียมห้องพักระดับสูงสุดให้คุณชายจ้าว และนำอาหารชุดใหม่มาเสิร์ฟเดี๋ยวนี้! ส่วนค่าเสียหายทั้งหมด ข้าจะเป็คนรับผิดชอบเอง"
"ขะ... ขอรับคุณหนูใหญ่!" เถ้าแก่รีบรับคำสั่งและวิ่งหน้าตั้งออกไปจัดการ
จ้าวหานนั่งกินอาหารมื้อใหม่ที่ถูกนำมาเสิร์ฟอย่างเงียบๆ ความหิวโหยเริ่มทุเลาลง มวลสารในร่างกายของเขาเริ่มกลับมามีความเสถียรอีกครั้ง แสงไฟจากโคมไฟในห้องส่องกระทบใบหน้าของเขา สร้าง เงา ของความมุ่งมั่นที่ทอดลงบนโต๊ะ
ท่ามกลางความเงียบนั้น จ้าวหานเริ่มไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาได้รับรู้แล้วว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สัตว์อสูร แต่ยังมี 'คน' ที่เลวร้ายยิ่งกว่า การพึ่งพากายาหินผาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แท้จริง เขาจำเป็ต้องรีบเลื่อนขั้นเป็ 'กายาเหล็กไหล' ให้เร็วที่สุด เพื่อที่เขาจะได้ยิงปืนมหาประลัยในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะแหลกสลาย
"แก่นอสูรเพลิงโลกันต์..." จ้าวหานพึมพำชื่อสมบัติที่มู่รุ่ยเสวี่ยเคยพูดถึง "นั่นแหละคือเชื้อเพลิงที่ข้า้า"
คืนนั้น จ้าวหานไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเหมือนคนทั่วไป เขาเข้าไปนั่งสมาธิในมิติส่วนตัว ภายใต้ เงา ของปืนมหาประลัยดำทมิฬที่วางตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ว่างเปล่า เขาสื่อสารกับศูนย์เพื่อปรับจูนระบบการแปลงมวลสารให้มีความแม่นยำมากขึ้น การต่อสู้กับหลินเทียนอวี่ทำให้เขาเห็นจุดบกพร่องบางอย่างในการควบคุมพลังงานปรมาณูที่ปลายนิ้ว
วันพรุ่งนี้ เมืองเมฆาครามจะยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม เมื่อข่าวเื่คุณชายตระกูลหลินถูกโยนออกนอกหน้าต่างแพร่กระจายออกไป และจ้าวหานรู้ดีว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองนี้ของเขา... จะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของดินปืนและรังสีนิวเคลียร์อย่างแน่นอน