ฝูงปศุสัตว์เบียดเสียดเยียดยัดเมื่อถูกต้อนมารวมตัวกันไว้ ส่งเสียงคํารามอึงอลภายหลังจากที่หยุดวิ่งลงแบนน่อนชักม้าเข้าไปหาแฮงค์ กิบบ์ส โคบาลรูปร่างผอมเกร็งหน้าตากร้านเกรียมด้วยแดดลม
“หลุดเข้าไปในดงไม้สักเท่าไหร่นี่แฮงค์”
แบนน่อนนั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้าผ่อนสายบังเหียนลงแสงแดดในยามบ่ายสองต้องใบหน้าที่ส่วนบนถูกบังไว้ด้วยปีกหมวกที่เก่าแก่จนสีจาง
แฮงค์ซึ่งอมยาเส้นไว้ในกระพุ้งแก้มจนโป่งนูนออกมาถ่มน้ำสีเหลืองออกมาก่อนจะตอบว่า
“เท่าที่ดูด้วยสายตาก็สิบกว่าตัวนั่นแหละ”
แบนน่อนพยักหน้ารับเพราะเขาก็เดาไว้แล้วว่าจะต้องประมาณนั้น
“เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาต้อนมันกลับก็แล้วกันจําจุดไว้ให้ดีนะแฮงค์ ตอนนี้ต้อนไอ้พวกนี้เข้าคอกก่อนดีกว่า”
เมื่อแฮงค์ชักม้าไปตั้งหลักอยู่ระหว่างฝูงปศุสัตว์กับประตูแล้วแบนน่อนก็ทํามือเป็สัญญาณกับโคบาลคนอื่นๆ ครู่ต่อมา วัวพันธุ์ผสมเ่าั้ก็เริ่มถูกไล่ต้อนให้เข้าแถว
คราวนี้พวกมันไม่มีโอกาสที่จะหลบหนีจากประตูรั้วไปได้อีกทั้งนี้เพราะแฮงค์ใช้วิธีเอาบ่วงบาศกล้องเ้าตัวจ่าฝูงและออกแรงลากมันเข้าไปซึ่งทําให้พวกที่เหลือเดินตามเข้าไปราวลูกแกะเชื่อง แบนน่อนคอยกํากับอยู่ท้ายฝูงและเป็ผู้ปิดประตูเมื่อเ้าตัวสุดท้ายผ่านเข้าไปแล้ว
ลอร่า ลูกสาวของเขารออยู่บนหลังม้าด่างดําขาวเ้าหล่อนอยู่ในกางเกงยีนกับเสื้อผ้าฝ้ายสีซีดจางอันเป็ชุดทํางานปลายเท้าหุ้มห่ออยู่ด้วยรองเท้าบู๊ทครึ่งแข้ง พวงผมสีเข้มถักเป็เปียเดียวห้อยอยู่กลางหลังซาวน์ อะเบ๊าท์ที่มีเครื่องเล่นเทปพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงห้อยอยู่ตรงคอ
“ยังงี้ใช่ไหมพ่อที่เขาเรียกวัวแตกฝูง”
ดวงตาคู่สีเทายังฉายแววตื่นเต้น
“ใช่แล้ว”
เขาตอบพร้อมกับยิ้มให้หลังจากนั้นสองพ่อลูกก็ขี่ม้าตามหลังปศุสัตว์ไป
“มันน่าตื่นเต้นแล้วก็น่าดูจริงๆเลยนะพ่อ”
ลอร่าเอ่ยขึ้นอีกกัดริมฝีปากใช้ความคิดอยู่เป็ครู่ แล้วก็เอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงดีอกดีใจ
“แหม...อยากจะรีบเล่าให้บั้ฟฟี่ฟังเร็วๆจังเลย หนูว่ายายนั่นต้องอยากฟังเื่ตื่นเต้นแบบนี้แน่เลย”
แบนน่อนจับตามองลูกสาวที่หัวเราะคิกคักอย่างรื่นเริงมองเห็นความมีชีวิตจิตใจในดวงตาคู่ใสบริสุทธิ์ และความสวยที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนเป็มรดกที่ลอร่าได้รับมาจากมารดาทั้งสิ้น
ถึงแม้เขาจะพยายามทําใจมาโดยตลอดแต่กระนั้นเขาก็ยังไม่อยากคิดว่า เมื่อมาถึงวันนี้ภรรยาของเขาได้ตายไปเกือบเก้าปีแล้วราวกับว่าไดอาน่าผู้แสนสวยได้ยื่นมือออกมาจากหลุมฝังศพเตือนใจให้เขารําลึกนึกถึงชีวิตแต่งงานที่อยู่ร่วมกันมาอย่างมีทั้งความสุขและความเศร้า
“ตอนที่เครื่องบินมนบินผ่านไปเ้าเดอะพาย มันแทบจะสะบัดหนูตกจากหลังแน่ะ หนูต้องพยายามรั้งสายบังเหียนไว้ให้มันวิ่งหนีเข้าป่าไป”
ลอร่าพูดแจ๋วๆเอื้อมมือไปตบแผงคอเ้าม้าตัวนั้นอย่างรักใคร่
“แต่ในที่สุดแกก็ยอมสงบเพราะเห็นแก่ฉันจริงไหมล่ะไอ้หนู”
“เ้านี่มันม้านิสัยดี”
แบนน่อนเปรยขึ้น เขารู้จักสัญชาตญาณของมันที่ค่อนข้างสงบใจเย็น เหมาะที่จะเป็ม้าสําหรับลูกสาวตัวน้อยของเขา
“เยี่ยมที่สุดเลยละ”
ลอร่าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โอลด์ทอมได้ยินคําพูดประโยคนั้นของหลานสาวเมื่อทั้งสองขี่ม้าเข้ามาสมทบด้วย
“ใครล่ะที่เ้าว่ามันเยี่ยมที่สุดนะ”
“ก็เ้าเดอะ พาย นี่น่ะสิปู่”
สาวน้อยตอบเสียงใส
“อือม์...”
เขาเหลือบตามองเ้าม้าล่างตัวนั้นอย่างพิจารณาอยู่
“ไอ้ม้าตัวนี้มันเป็สีทรายทั้งตัวไม่มีตูดมีก้นเลย”
เขาพยายามมองหาข้อที่น่าตําหนิของมันและรู้ได้จากความสันทัดจัดเจนว่า มันเป็ม้าที่ขาดความอดทนโดยสิ้นเชิง
“ลองดูม้าตัวที่พ่อเ้าขี่อยู่สิต่อให้วิ่งทั้งวัน มันก็ยังสดชื่นแข็งแรงเหมือนตอนที่เพิ่งเริ่มสตาร์ทใหม่ๆ”
“แหม...ปู่พูดยังงี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะ”
“จะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมมันก็เป็ความจริงละ”
สาวน้อยรู้ดีว่าถึงเถียงไปก็เปล่าประโยชน์ดังนั้นจึงเปลี่ยนเื่พูดเสีย
“เมื่อกี้พ่อเห็นเครื่องบินหรือเปล่า”
เ้าหล่อนแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีหน้าเต็มไปด้วยแววฝัน
“พ่อคิดว่ามีใครนั่งอยู่ในเครื่องบินลํานั้นบ้างล่ะ”
“ไอ้พวกหน้าโง่น่ะสิจะมีใคร”
พ่อเฒ่าทอมเป็ผู้ตอบแทน
“ปู่...อีกแล้ว”
สาวน้อยตวัดตามองหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะพูดต่ออย่างครุ่นคิด
“พ่อว่าคนที่มากับเครื่องบินลํานั้นจะเป็เชอร์ใช่ไหม...หรือบางที่อาจจะเป็เมลานี่ไม่ก็...ดอน จอห์นสัน ก็ได้นะ...เอ...หรือว่าจะเป็จอห์น เทรวิสไม่ก็คนที่เล่นในเื่แบทแมนเสียละมั้ง”
“หนูคงหมายถึงแจ็ค นิโคลสัน นั่นเอง”
แบนน่อนช่วยบอกชื่อผู้แสดงในเื่มนุษย์ค้างคาวให้อย่างไรก็ตาม รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าที่ลูกสาวทายออกมานั้นมันก็ใกล้เคียงความจริงไม่น้อย ตอนที่เ้าหล่อนเอ่ยชื่อจอห์น เทรวิส...
เขารู้ว่าถ้าเป็จอห์น เทรวิส แล้วย่อมหมายถึงว่าคิทจะต้องบินร่วมมากับเขาด้วย มาในฐานะนางเอกผู้จะแสดงร่วมกับเขาในภาพยนตร์เื่ใหม่ที่จะถ่ายทําในแอสเพนไม่มีใครที่จะเหมาะสม และประสบความสําเร็จเช่นคิทอีกแล้วแบนน่อนก็อดที่จะดีใจกับเธอด้วยไม่ได้ แต่กระนั้น เมื่อคิดถึงเธอขึ้นมาเขาก็ยังอดที่จะรู้สึกละอายใจ และเสียใจไม่ได้
“แหม...หนูอยากไปงานปาร์ตี้ที่เดอะเจโรเม่ กับพ่อคืนนี้”
เ้าหล่อนถอนหายใจอย่างแสนเสียดาย
“จะได้กระทบไหล่ดาราดังๆ กับเขามั่ง”
คําพูดของลูกสาวทําให้แบนน่อนต้องยิ้มออกมา
“คิดเสียใหม่สิลอร่าว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าลูกก็จะควงกับพ่อได้แล้วนะ”
“โธ่เอ๊ย ยอมรับความจริงดีกว่าน่าพ่อ”
สาวน้อยมองหน้าบิดาด้วยสายเคร่งขรึม
“ว่าไม่มีผู้หญิงสาวๆ คนไหนเขาออกเดตกับพ่อของตัวเองหรอก”
“งั้นพ่อก็ต้องยอมรับว่าพ่อพูดผิดไปเอง”เขาหัวเราะออกมาดัง ๆ กระตุกหมวกปีกกว้างที่ครอบอยู่บนศีรษะลูกสาวอย่างล้อเล่นและลอร่าก็รีบผลักมันขึ้นในที่เดิม พร้อมกับเงยหน้าขึ้นหัวเราะกับเขามันทําให้บรรยากาศยามนั้น เป็บรรยากาศแห่งความสุขระหว่างพ่อลูกอย่างแท้จริงเป็อะไรบางอย่างที่จะได้เก็บไว้ในความทรงจํา เพื่อรําลึกถึงยามที่อยู่ห่างไกลกัน
รอยยิ้มยังฉาบอยู่บนปากเมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ คํานวณเวลาจากตําแหน่งของมันบนท้องฟ้า
“พ่อว่าถ้าเราไม่รีบต้อนวัวพวกนี้ละก็ทั้งปู่และพ่อจะต้องไปงานปาร์ตี้ไม่ทันแน่แล้วลูกก็จะไปกินอาหารเย็นกับบั้ฟฟี่ไม่ทันด้วย”
จากนั้นม้าทั้งสามตัวก็เร่งฝีเท้าขึ้นช่วยกันไล่ต้อนวัวให้เข้าคอกเร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้
“วัวกี่ตัวที่วิ่งหนีเข้าป่าไป”
โอลด์ทอมถามอย่างอยากรู้
“สิบกว่าตัว”
แบนน่อนตวัดบ่วงบาศในมือเข้าใส่หลังแม่วัวตัวที่ยังเดินอ้อยอิ่งอยู่
“ผมคิดว่าจะเข้าไปต้อนมันออกมาพรุ่งนี้”
“แต่พรุ่งนี้มันวันอาทิตย์นะพ่อ”
ลอร่าทักท้วงขึ้นทันควัน
“พรุ่งนี้เป็วันที่นักร้องรุ่นเด็กจะต้องไปร้องเพลงที่โบสถ์ด้วยแถมหนูยังต้องเป็คนร้องเดี่ยวอีกด้วย ป้าซอนดร้าก็บอกว่าจะไปฟัง ใครๆเขาก็จะไปกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพ่อก็จะต้องไปห้ามเถลไถลเด็ดขาดเราซ้อมกันมาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว”
สาวน้อยมีสีหน้ากะบึงกะบอนขึ้นมาทันที
“รับรองว่าเราพลาดไม่ได้แน่รายการดีๆยังงั้นจริงไหม”
เขาหันไปหาหลิ่วตากับบิดา
“พ่อคิดว่าเราปล่อยวัวพวกนั้นไว้ก่อนเอาไว้ให้เสร็จจากโบสถ์แล้วค่อยมาต้อนจะดีไหมล่ะ”
“ไม่รู้สินะ”
พ่อเฒ่าแสร้งทําเป็ใช้ความคิดพิจารณาเื่นั้นอยู่
“ถ้าเราไม่รีบเข้าไปต้อนมันอาจจะหนีไปหมดก็ได้นา”
ลอร่ารู้ดีว่าเธอกําลังถูกยั่วแหย่
“อย่ามาหลอกหนูเสียให้ยากหน่อยเลยน่าหนูรู้ว่าถึงยังไง พรุ่งนี้พ่อกับปู่ก็ต้องไปโบสถ์แน่”
เ้าหล่อนพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเชื่อมั่นก่อนจะกระแทกโกลนบังคับม้าให้วิ่งเข้าไปอยู่ในตําแหน่งทางด้านข้าง
แบนน่อนจับตามองลูกสาวอยู่เป็ครู่แล้วก็ส่ายหน้าอย่างขบขัน
“ยายนี่มันเอาชนะเราได้แน่รับรองเลยพ่อ”
โอลด์ทอมทําเสียงยอมรับอยู่ในลําคอจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็เงียบกันไปเป็ครู่ที่พ่อเฒ่าจับตามองดูบั้นท้ายสีดําของฝูงวัวที่อยู่เบื้องหน้าสะโพกกว้างใหญ่ของมันขยับขึ้นลงตามจังหวะความเคลื่อนไหวแต่เ้าม้าตัวที่เขาขี่อยู่รู้หน้าที่ของมันดีเท่าๆ กับเขาไม่นานพ่อเฒ่าก็ปล่อยมือจากสายบังเหียนปล่อยให้ความคิดของตนล่องลอยไปตามเื่
เขาเลื่อนสายตาขึ้นมองยอดเขาที่ระเกะระกะขึ้นเสียดฟ้าสีครามสายลมอ่อนพัดลงมาจากยอดเขาและกรูเกรียวลงสู่หมู่ไม้ราวเสียงสะท้อนที่แว่วมาจากผาน้ำตกไกลๆเป็เวลาหลายปีมาแล้วที่เขายังแว่วเสียงพูดของภรรยา บิวตี้ผู้เป็สุดที่รักของเขา...เสียงพูดของเธอยังชัดเจนแจ่มใสราวกับกําลังขี่ม้าเคียงคู่เขาอยู่ในยามนี้
“จะมีก็แต่โมสาร์ทเท่านั้นนะคะทอมที่สามารถสร้างงานดนตรีให้มีสีสันสวยงามได้จากบรรยากาศอย่างนี้”
เขายังมองเห็นภาพที่เธอทอดสายตาเหม่อมองยอดเขาที่สลับสีสนในยามตะวันชิงพลบเช่นนี้