บทที่ 16 จิ่งเหมียนคนนี้ช่างน่าจับตามอง
"ตกลงค่ะ" หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตอบตกลงออกไป เซียวเฝ่ยเป็ผู้หญิงที่ฉลาดแกมโกงก็จริง แต่จิ่งเหมียนไม่มีเส้นสายหรือช่องทางอะไรเลย จำเป็ต้องให้เซียวเฝ่ยพาเข้าไปในแวดวงคนใหญ่คนโตเ่าั้
ตอนนี้เธอไม่เพียงเป็หนี้ก้อนโต แต่การอัปเกรดฐานและผลิตอาวุธก็ยัง้าเงินจำนวนมาก
“คุณจิ่งเป็คนเด็ดขาดจริง ๆ ค่าเช่าร้านหมายเลข 07 ต่อไปนี้ คุณไม่ต้องจ่ายแล้ว ขอให้ธุรกิจของเราราบรื่นนะคะ”
ทันใดนั้นเลขาหนุ่มก็ผลักประตูเข้ามา เขามองจิ่งเหมียนที มองเ้านายที เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด
“มีอะไรก็ว่ามาสิ คุณจิ่งไม่ใช่คนนอกนะ” เซียวเฝ่ยดูอารมณ์ดีและให้เกียรติจิ่งเหมียนมาก
“คือ... บัตรเชิญจากตระกูลอันครับ คุณชายอันจะแต่งงานกับภรรยาคนที่ห้าแล้วครับ”
หัวใจของจิ่งเหมียนเต้นช้าลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ไม่มีเธอแล้ว อันหลิงอวี่ก็ยังแต่งงานกับภรรยาคนที่ห้าอยู่ดี
เซียวเฝ่ยดับบุหรี่แล้วรับบัตรเชิญสีแดงมาไว้ในมือ
เธอเหลือบมองจิ่งเหมียนอย่างไม่ตั้งใจ “คุณจิ่งคิดยังไงกับคุณชายใหญ่ตระกูลอันเหรอคะ?”
“คุณหนูรองพูดเล่นใช่ไหมคะ ฉันจะไปมีความเห็นอะไรกับทายาทตระกูลอันได้” จิ่งเหมียนยิ้มจนเซียวเฝ่ยมองไม่ออกเลยว่าเธอคิดอะไรอยู่
จนกระทั่งจิ่งเหมียนจากไปแล้ว เซียวเฝ่ยจึงหันไปถามเลขาว่า “คนที่อยู่เื้ัเธอเป็พวกตระกูลอันหรือเปล่า”
เลขาหนุ่มขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “พูดยากนะครับ ตอนนี้ที่ดินทำกินที่ดี ๆ ในฐานอู่อันล้วนตกอยู่ในมือของตระกูลอันทั้งหมด แต่ที่ดินพวกนั้นก็มีอยู่แค่นั้น พวกเขาก็ต้องป้อนผลผลิตให้กับชนชั้นสูงในฐานตลอด แล้วตอนนี้พวกเขาจะเอาสินค้าคงคลังมากมายขนาดนี้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่ตระกูลอัน ก็คงมีแต่ตระกูลใหญ่ ๆ ในฐานระดับ A เท่านั้นที่มีความสามารถแบบนี้ แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาต้องทิ้งใกล้ไปไกล ยอมลำบากขนมาขายถึงฐานระดับ B แบบนี้เลยนะครับ”
“จิ่งเหมียนคนนี้ ฉันดูเธอไม่ออกจริง ๆ เอาเป็ว่าตอนนี้ก็อย่าไปทำให้เธอไม่พอใจก็แล้วกัน”
เมื่อได้มาอยู่ที่ใจกลางย่านการค้า จำนวนลูกค้าก็ต่างกันจริง ๆ ทุกคนล้วนมีกำลังซื้อสูง แม้จิ่งเหมียนจะเพิ่มราคาขึ้นไปอีก 20% ทุกคนก็ยังบอกว่าถูกอยู่ดี
ระหว่างนั้นเธอก็กลับไปขนสินค้าที่ฐานลวี่อินอีกครั้ง ทำกำไรได้ราว 300,000 นอกจากสินค้าตัวอย่างที่เธอนำไปให้เซียวเฝ่ยดูแล้ว สินค้าที่เหลือก็ขายหมดเกลี้ยง ต่อไปนี้เธอต้องให้จางเถี่ยขับรถบรรทุกคันใหญ่มาเสียแล้ว นี่ก็บ่ายสามแล้ว แต่จิ่งเหมียนยังไม่คิดจะกลับฐานเลย เธอยังมีแผนที่จะโปรโมตฐานลวี่อินอีกด้วย!
ั้แ่เปิดทำการมา ก็มีแต่เฉินย่าที่เป็ลูกค้า ถ้าอยากจะดึงดูดผู้คน เธอก็ต้องทำป้ายเชิญชวนให้น่าสนใจ!
จริงอยู่ที่ยอดคนเข้าชมเว็บไซต์ของฐานลวี่อินมีไม่น้อย แต่เนื่องจากปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย ทำให้ค่าเช่าบ้านเป็ภาระที่หนักอึ้ง ครอบครัวส่วนใหญ่จึงต้องอัดกันอยู่หลายคนในห้องเล็ก ๆ การเช่าหอพักรวมก็ยิ่งแย่กว่า
แม้สลัมจะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่สภาพแวดล้อมก็สกปรกและย่ำแย่ การได้อยู่ในบ้านที่ทำจากแผ่นพลาสติกก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนใหญ่ก็แค่สร้างเพิงจากหญ้า กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้จางเพ่ยหรงไม่ยอมไปสักที เธอบอกว่านั่นมันที่อยู่ของพวกชนชั้นต่ำ
ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลที่พักให้เช่าดี ๆ มากมาย แต่ของที่ดีจริงนั้นมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ แถม ‘ลวี่อิน’ ก็เป็แค่ที่พัก ไม่ใช่ฐานที่ได้รับการรับรอง ใครจะไปรู้ มันอาจจะเป็กับดักกินคนสุดอันตรายก็ได้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอำนาจแบบเฉินย่า ซึ่งจะไปไหนมาไหนก็ได้ ดังนั้นจนถึงตอนนี้ คนในฐานอู่อันจึงยังไม่มีใครก้าวออกไปดู ‘ลวี่อิน’ เลยสักคน
ดังนั้นจิ่งเหมียนจึงใช้เงิน 50,000 เครดิต ซื้อโฆษณาบนจอั์ในย่านการค้าเป็เวลาหนึ่งเดือน พิมพ์ใบปลิวโฆษณา ‘ลวี่อิน’ และทำโปสเตอร์จำนวนมาก
เธอจ้างคนมาช่วยแจกใบปลิวสองคน โดยแบ่งกันไปตามทางแยกที่มีคนพลุกพล่าน
ผลของการโฆษณาบนจอั์ควบคู่กับใบปลิวนั้นได้ผลดีมาก มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจและสอบถามรายละเอียดกับจิ่งเหมียนในทันที
จิ่งเหมียนตอบคำถามทุกคนอย่างใจเย็น ในใจก็แอบคาดหวังว่า หลังจากที่คนเหล่านี้กลับไปปรึกษาครอบครัวแล้ว คงจะติดต่อกลับมาเพื่อไปดูที่พัก ‘ลวี่อิน’ ในเร็ว ๆ นี้
“นี่แม่ ดูสิ! นั่นมันนังสารเลวจิ่งเหมียนหรือเปล่า” เจียงปี้เฉิงดึงแขนเสื้อของจางเพ่ยหรง
ฝ่ายจางเพ่ยหรงมองตามทิศทางที่ลูกชายชี้นิ้วไป เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังพูดคุยอย่างยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางผู้คน
“ใช่จริง ๆ ด้วย! นังเด็กอกตัญญูนั่นเอง!” ดวงตาของจางเพ่ยหรงเป็ประกาย “ในที่สุดก็เจอตัวจนได้! ไปกันเถอะ!”
ั้แ่ย้ายไปอยู่ในสลัม เเม่ลูกคู่นี้ก็ไม่เคยสบายใจ วันนี้ถึงกับไม่ให้ลูกชายไปโรงเรียน พากันออกมาตามหาจิ่งเหมียน
ทั้งเจียงปี้ฉุนและเจียงเหิงต่างก็คิดว่าวันนี้จิ่งเหมียนคงไม่มาที่ย่านการค้าอีกแล้ว แต่กลับกัน ฝ่ายจางเพ่ยหรงกลับคิดว่าจิ่งเหมียนคงอยากออกไปซื้อของทุกวันหลังจากต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านหลังนั้นมานาน
ซึ่งมันก็เป็อย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด!
เธอรีบดึงแขนลูกชายเดินไปทางจิ่งเหมียน พร้อมกับโทรหาเจียงเหิงและเจียงปี้ฉุน บอกให้รีบมาที่นี่โดยเร็วที่สุด บอกว่าจะต้องจับตัวจิ่งเหมียนไว้ แล้วบังคับให้ไอ้เด็กหนุ่มที่เธอคบด้วยเอาเงินมาไถ่ตัวเธอไปซะ!
ราวกับจิ่งเหมียนจะรู้สึกได้ เธอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ดูน่ารังเกียจของหญิงแก่คนนั้น
ตอนนั้นพูดจาเหมือนจะตัดแม่ตัดลูกกันไปแล้ว พอเห็นว่าเธอมีเงินเข้าหน่อยก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่เด็กอย่างเจียงปี้เฉิงก็ยังพามาด้วย
บังเอิญว่าใบปลิวในมือของเธอแจกหมดพอดี หญิงสาวจึงยิ้มแล้วพูดกับผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ว่า “วันนี้ฉันขอตอบคำถามเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ หากใครมีข้อสงสัยสามารถสอบถามฉันมาทางออนไลน์ได้เลยค่ะ” หลังจากพูดจบเธอก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินออกไป ผู้คนที่ล้อมตัวเธออยู่ก็ค่อย ๆ สลายตัวตาม
จางเพ่ยหรงเห็นว่าจิ่งเหมียนจำเธอได้ก็ร้อนรนใจ “เฉิงเฉิง รีบวิ่งไปจับตัวเธอไว้เร็ว!”
เจียงปี้เฉิงรีบวิ่งฝ่าฝูงชนไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจิ่งเหมียนก็หันกลับมามอง
น่ารำคาญจริง ๆ!
ขาสั้น ๆ ของเจียงปี้เฉิงก้าวเท้ายิก ๆ ราวกับว่าจิ่งเหมียนเป็ต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องไปอยู่สลัม
“จับได้แล้ว!” เขารีบพุ่งเข้าหาเธอในตอนที่อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงตัวแล้ว!
จิ่งเหมียนเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้เจียงปี้เฉิงที่พุ่งเข้ามาเบรกไม่ทัน จนล้มคะมำลงไปกับพื้น!
“โอ๊ย! แกตายแน่ ยัยจิ่งเหมียน!” เจียงปี้เฉิงกัดฟันพูดด้วยความเ็ป แขนที่เสียดสีกับพื้นจนถลอกก็ปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา
จิ่งเหมียนไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอยกเท้าขึ้นเหยียบไปที่หลังของเด็กชายอย่างแรง ส่งผลให้เจียงปี้เฉิงที่ยังลุกไม่ขึ้น ต้องนอนแผ่อยู่บนพื้นต่อไป
“ใครตาย? ไอ้หนู พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย!” ดีที่ตอนนี้ยังอยู่บนถนน ถ้าอยู่ที่ห้อง 302 ไม่รู้ว่าไอ้เด็กนี่จะพ่นคำหยาบอะไรออกมาอีก! “ก่อนออกมา ฉันยังไม่ได้สั่งสอนนายใช่ไหม ถึงได้กล้ามาหาเื่ฉันถึงที่นี่อีก”