ณ โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
หลังผ่านพ้นค่ำคืนอันเหน็บหนาวและพายุฝนที่โหมกระหน่ำเช้าวันใหม่ของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยสภาวะปกติ แม้บรรยากาศโดยรอบยังคงชื้นแฉะไม่หายแต่กิจกรรมต่างๆยังคงดำเนินไปดั่งทุกเช้า
ทว่าสำหรับริวจิตใจของเขากลับยังคงลอยล่อง สมองเอาแต่คิดถึงสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือเล็กๆของจุนโกะ จนทำให้เขาเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด
ณ ห้องเรียนม.5/1
เวลา 10:30 น.
ในชั่วโมงเรียนก่อนช่วงพักเที่ยง ริวนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะประจำแต่เขาไม่ได้สนใจบทเรียนที่ครูสอนเลยแม้แต่น้อง และเมื่อถึงช่วงพักจู่ๆแนนโน๊ะก็เดินเข้ามาทักทายเขาด้วยรอยยิ้มใบหน้าของเธอยิ้มทีดูสดใสดั่งเช่นทุกวัน
ทว่าแววตาคู่ลึกลับคู่นั้นกลับจับจ้องลึกลงไปในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าราวกับมองเห็นทะลุถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิดอยู่
“วันนี้ริวดูเหม่อๆนะคะ...กำลังคิดถึงอะไรอยู่หรือเปล่า” แนนโน๊ะถามขึ้นลอยๆ
ริวสะดุ้งเล็กน้อยท่าทีลนลานขึ้นมาทันตา “เอ่อ… ผมเปล่าครับ แล้วคุณ… มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
แนโน๊ะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีค่ะแค่พักเที่ยงนี้แนนโน๊ะว่าจะไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดน่ะค่ะ... ริวไปด้วยกันไหมคะ”
“นั่งเล่นที่ห้องสมุดเหรอครับเอ่อ… ผมไปด้วยก็ได้ครับ”
เมื่อเสียงออดดังขึ้น เป็นสัญญาณหมดเวลาเรียนสุดท้ายของช่วงเช้าแนนโน๊ะจึงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำ สิ้นสุดเสียงของหัวหน้าห้องสั่งทำความเคารพ ทั้งคู่ก็พากันมายังห้องสมุดประจำโรงเรียนที่เงียบสงบ
ณ ห้องสมุด
ริวเดินตรงไปยังโซนชั้นหนังสือวรรณคดีไทยเพื่อหาหนังสืออ่านฆ่าเวลาขณะที่เขากำลังยืนไล่นิ้วไปบนสันปกเพื่อเลือกหนังสืออยู่ แนนโน๊ะก็เดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ที่ด้านข้างช้าๆนิ้วเรียวแหลมของเธอเอื้อมไปแตะที่หน้าปกหนังสือเรื่อง ศรีธนญชัย ก่อนจะดึงออกมาไว้ในมือ
“วรรณคดีนี่น่าสนุกนะคะมีแต่เรื่องการหลอกลวง หักหลัง...” สายตาเธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย“และคนที่เราไว้ใจที่สุด... ก็มักจะเป็นคนที่ลงมือฆ่าเราได้เลือดเย็นที่สุดริวว่าไหมคะ”
ริวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ตอบ“ครับ…”
“ริวชอบอ่านวรรณคดีไทยไหมคะ”
“ก็...พออ่านได้แต่ไม่ถึงกับชอบครับ”
“จริงสิคะ สมัยนี้แล้ว ใครจะมานั่งอ่านหนังสือแบบนี้กันล่ะเป็นแนนโน๊ะแค่เห็นตัวอักษรก็ง่วงแล้ว”
พูดจบ เธอก็ส่งยิ้มบางให้เพื่อนตรงหน้าก่อนเก็บหนังสือเข้าไปที่เดิม แล้วม้วนตัวเดินเลี้ยวหายไปเลือกหนังสืออีกชั้นปล่อยให้ริวยืนนิ่งงันด้วยความสงสัย เขาจ้องมองไปยังหนังสือที่หญิงสาวพูดถึงเมื่อครู่ก่อนจะดึงมันออกมา แล้วเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะตัวยาวฝั่งตรงข้ามกับเธอ
ริวนั่งมือเท้าคางพลางเปิดหน้าหนังสืออ่านมันอย่างไม่ได้ใส่ใจนักนัยน์ตาของเขาเพียงแค่กวาดสายตาเลื่อนผ่านตัวอักษรให้สุดบรรทัดแล้วเปิดผ่านไปหน้าต่อไปเรื่อยๆทั้งสองนั่งเงียบๆอยู่ด้วยกันสักพักใหญ่จนกระทั่งแนนโน๊ะเป็นฝ่ายปิดหนังสือของตัวเองลง แล้วพูดขึ้น
“ริวเคยได้ยินคำพูดหนึ่งไหมคะ”
ริวเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ “คำพูดอะไรเหรอครับ...”
แนนโน๊ะประสานมือไว้ใต้คางเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาใสๆของกลับดูนิ่งสนิทจนเดาทางไม่ถูก
“คำพูดที่บอกว่า...คนเรามักจะมองไม่เห็นเมื่ออยู่ในห้องที่มืดสนิท”
คำว่า ห้องที่มืดสนิททำให้อกของริวสั่นไหววูบหนึ่งภาพห้องพักที่ไฟดับและแสงเทียนสีส้มเมื่อคืนแล่นเข้ามาในหัวทันทีจนเขาต้องกำหนังสือในมือแน่นแต่ก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง และก้มมองหนังสือ
“เอ่อ... ผมว่ามันก็ดูเป็นเรื่องปกตินะครับ”
แนนโน๊ะขยับยิ้มกว้างขึ้น“ใช่ค่ะ ในความมืดคนเราก็มองไม่เห็นอะไรเป็นเรื่องปกติ...”
“แต่จะยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม...ถ้าเราดันเอาสายตาไปจ้องแต่แสงสว่างเพียงดวงเดียว จนลืมมองสิ่งที่เลวร้ายแต่ซ่อนอยู่ในนั้นนะคะ”
“ริวว่ามันเหมือนกับอะไรคะ…”
ริวเริ่มนั่งไม่ติดเบาะความรู้สึกระแวงแล่นวาบเข้ามาในอก “มะ… ไม่รู้สิครับ”
“ความรักไงคะ ที่มักทำให้มนุษย์ตาบอด”
เมื่อได้ยินแบบนั้นริวถึงกับขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกแปลกใจและระแวงแล่นวาบเข้ามาในอกคำพูดของเธอมันช่างประจวบเหมาะและคลับคล้ายกับเหตุการณ์ของเขา
ทว่าสุดท้ายแล้ว ริวก็สะบัดความคิดนั้นออกจากหัวและปัดความกังวลนั้นทิ้งไปเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกแปลกๆกับคำพูดเป็นปริศนาที่ชวนคิดลึกของแนนโน๊ะ
ไม่นาน เสียงออดดังกังวานขึ้นทั่วโรงเรียนเป็นสัญญาณหมดเวลาพักเที่ยง บรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่มลายหายไปทันทีแนนโน๊ะลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย
“หมดเวลาแล้วสินะคะ...ไปเข้าเรียนกันเถอะค่ะริว”เธอบอกพร้อมรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กสาวธรรมดาอีกครั้ง
ริวพยักหน้า “ครับ”
จากนั้น ทั้งสองก็ลุกขึ้นนำหนังสือไปเก็บไว้ที่เดิมบนชั้นก่อนจะเดินออกจากห้องสมุดไป แต่ในหัวของเขายังคงเต็มไปด้วยความระแวงที่ยังไม่จางหายสุดท้ายเขาก็ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เพื่อปัดความกังวลนั้นทิ้งไปคิดว่าเป็นแค่คำใบ้ปั่นหัวเล่นตามสไตล์แปลกๆ ของแนนโน๊ะก็เท่านั้น
ณ ห้องเรียนม.5/1
ริวเอื้อมือพาลไปเปิดประตูห้องเรียนก่อนที่เขากับแนนโน๊ะจะเดินเข้าไปพร้อมกัน บรรยากาศภายในห้องยังคงเหมือนเช่นทุกวันเสียงเพื่อนร่วมชั้นพูดคุยกันจอแจ บางกลุ่มวิ่งไล่หยอกล้อกันอย่างสนุกสนานแล้วทั้งสองก็เดินแยกตัวจากกัน
ริวเดินตรงมานั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเองอย่างเงียบๆนัยน์ตาสีเข้มมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันกลับเข้ามาในห้อง เห็นว่าแนนโน๊ะที่นั่งอยู่โต๊ะประจำของเธอยังคงมีเพื่อนๆทั้งชายและหญิงแวะเวียนเดินเข้ามาพูดคุยด้วยไม่ขาดสาย... ช่างต่างจากตัวเขา
จนถึงตอนนี้... ผมก็ยังทำตัวเหมือนวันแรกที่มาเรียนอยู่เลย
ริวคิดในใจพลางอมยิ้มบางๆที่มุมปากราวกับกำลังนึกขำในความมนุษยสัมพันธ์ติดลบของตัวเอง
ไม่นานนักครูอุษาครูประจำวิชาภาษาไทยที่จะสอนในชั่วโมงนี้ก็เดินเข้าห้องมาในอ้อมแขนหอบหนังสือเรียนและแฟ้มเอกสารชุดใหญ่มาด้วย ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเสียงดังตุบ!
“เฮ้อ...”ครูอุษาถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก “ต้องขอโทษนักเรียนทุกคนด้วยนะคะที่ครูมาช้า”
“ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ”นักเรียนในห้องหลายคนประสานเสียงตอบ
“เอาล่ะ...นักเรียนทุกคนนั่งที่ให้เรียบร้อยได้แล้วค่ะ”
สิ้นเสียงสั่งนั้นเสียงฝีเท้าและเสียงเลื่อนเก้าอี้ก็ดังระงมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงและกลับสู่ความสงัดครูอุษากวาดสายตามองไปรอบห้องเรียนจนแน่ใจว่าทุกคนพร้อมแล้วจึงเดินมาหยุดที่หน้ากระดานดำแล้วเอ่ยถามขึ้น
“ทุกคนรู้ไหมคะว่าเดือนหน้าจะมีงานกิจกรรมสำคัญอะไรเกิดขึ้นในโรงเรียนของเรา”
“งานอะไรเหรอคะครู”นักเรียนหญิงแถวหน้าคนหนึ่งยกมือถามด้วยความสงสัย
“มันคืองานกิจกรรมวันภาษาไทยค่ะ...”
“ครูแอบกระซิบเลยนะว่าปีนี้ท่าน ผอ. สั่งกำชับมาว่าให้จัดเป็นนิทรรศการแบบยิ่งใหญ่เอามากๆเลยล่ะค่ะ”
ริวที่ได้ยินแบบนั้นไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรเพราะก่อนหน้านี้เขาแอบได้ยินพวกนักเรียนคนอื่นพูดถึงเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ต่างจากเพื่อนๆในห้องที่เริ่มส่งเสียงตื่นเต้นและซุบซิบกันทันที
“โหจริงเหรอครับครู” นักเรียนชายอีกคนพูดขึ้น
ครูอุษาพยักหน้ารับ “จริงค่ะ”
นักเรียนชายแถวหลังยกมือขึ้นถาม “ครูครับแล้วกิจกรรมจะจัดขึ้นวันที่เท่าไหร่เหรอครับ”
“เป็นช่วงสิ้นเดือนหน้าค่ะวันที่ 29 กรกฎาคม”
“โอ้โห!อีกตั้งนานเลยนะครับครู กว่าจะถึงวันนั้น พวกผมก็น่าจะลืมไปหมดแล้วล่ะครับ”
พอเขาพูดจบเสียงหัวเราะครืนใหญ่ของเพื่อนๆดังตามมาทันที ครูอุษายิ้มบางๆตอบรับมุกของลูกศิษย์ก่อนจะรีบพูดตัดบทเพื่อเข้าเรื่อง
“ไม่หรอกค่ะเพราะฝ่ายภาษาไทยของเรามีเรื่องที่ต้องจัดเตรียมและมอบหมายงานอีกเยอะเลยนักเรียนทุกคนเองก็ด้วยนะ...”
“อย่าลืมเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ด้วยล่ะถ้ามีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวครูจะรีบมาแจ้งอีกทีนะคะ”
“ครับ/ค่ะ”
“เอาล่ะนอกเรื่องกันมาเยอะแล้ว”
สิ้นสุดประโยคนั้นการเรียนการสอนในชั่วโมงแรกของคาบบ่ายก็ได้เริ่มต้นขึ้นเสียงบรรยายบทเรียนของครูผู้สอนดังเอื่อยๆแต่ก็ดังพอที่จะให้นักเรียนทั้งห้องได้ยิน
บรรยากาศในช่วงบ่ายของวันนี้ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนวันก่อนๆเพราะท้องฟ้าเบื้องนอกยังคงมืดครึ้มด้วยเมฆฝนที่ไม่ยอมจางหายไปไหน เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงเรียนครูประจำวิชาแต่ละวิชาเดินเข้าออกผลัดเปลี่ยนกันไปตามตาราง
จนกระทั่งเสียงออดสัญญาณบ่งบอกเวลา 15:30น. ดังไปทั่วโรงเรียน ตามมาด้วยเสียงเสียงของหัวหน้าห้องที่ลุกขึ้นยืนตรงแล้ว
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”
“ขอบคุณครับ/ค่ะ”
หลังจากคุณครูเดินออกจากห้องเรียนไปเหล่านักเรียนก็เริ่มเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าแล้วทยอยเดินจับกลุ่มออกไปตามๆกันทว่าริวยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะเหมือนเดิมเขาจงใจรอให้เพื่อนๆเดินออกไปจนเกือบหมดห้องจึงค่อยขยับตัวสะพายกระเป๋าขึ้นบ่าแล้วลุกขึ้นเดินตามออกไปหลังสุด
แต่ก่อนที่ขาจะก้าวพ้นประตูห้องเรียนริวหันกลับมามองในห้องเรียนที่เริ่มว่างเปล่าอีกครั้ง... นัยน์ตาของเขาจับจ้องไปยังแนนโน๊ะที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำเธอนั่งนิ่งหลังตรงมองออกไปยังผืนฟ้าด้านนอกที่ยังคงมืดครึ้มด้วยเมฆฝนอย่างเงียบงัน
ริวยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งในอกพลันบังเกิดความรู้สึกสายหนึ่งแล่นพล่าน มันเป็นความรู้สึกเย็นยะเยือกและหดหู่แปลกๆราวกับลางสังหรณ์บางอย่างกำลังร้องเตือน แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก่อนจะรีบสะบัดศีรษะไล่ความอึดอัดนั้นออกไปแล้วหันหลังและก้าวขาเดินออกจากห้องเรียนมา
ขณะที่เดินไปตามทางเดินหลัก เสียงฝีเท้าของริวดังเบาๆไปตามพื้นปูทางเดินแต่ก็ยังไม่ดังเท่าเสียงของนักเรียนจากหลายระดับชั้นที่กำลังเดินไปยังประตูทางออกโรงเรียนเหมือนกันทว่าสมองของเขากลับคิดวนๆเกี่ยวกับคำพูดของแนนโน๊ะในห้องสมุดเมื่อตอนกลางวัน
แต่เราจะยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม...ถ้าเราดันเอาสายตาไปจ้องแต่แสงสว่างเพียงดวงเดียวจนลืมมองสิ่งที่เลวร้ายแต่ซ่อนอยู่นั้นนะคะ
ริวว่ามันเหมือนอะไรคะ…
ริวขมวดคิ้วแน่นขณะก้าวเดินลงบันไดอาคารเรียนคิ้วสองข้างแทบจะชนกันเมื่อเขาเริ่มพยายามถอดรหัสปริศนาในคำพูดนั้น
ห้องที่มืดสนิท...มันดันไปตรงกับห้องพักของเขาเมื่อคืนที่ไฟดับสนิท แสงสว่างเพียงดวงเดียว...เทียนเล่มนั้นที่เขาจุด และส่งมอบมันไว้ในมือของ... จุนโกะ
หรือว่า... ที่คุณพูดมา จะหมายถึงจุนโกะเหรอครับ!
คำถามนั้นดังขึ้นในหัว แต่มันทำให้ใจของริวพลันกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อข้อสรุปในหัวมันชี้เป้าไปที่เด็กสาวโบว์ขาวคนนั้นแต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ริวก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้นทันที
ไม่สิ! มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่…
ความรู้สึกต่อต้านแล่นริ้วขึ้นมาในใจเขาไม่อยากจะเชื่อและไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าสิ่งที่เขาตีความได้จะเป็นเรื่องจริงได้เพราะตัวของจุนโกะแสนดีกับเขาขนาดนั้น เธอทั้งอ่อนโยน ดูไร้เดียงสาและเป็นคนเดียวที่เข้าใจเขามากที่สุด
ไม่มีมุมไหนเลยที่จุนโกะจะแสดงท่าทีคุกคามหรือมีหลักฐานใดๆที่จะบอกว่าเธอจะหันมาทำร้ายเขา... แบบยูริ ทว่า... ริวก็ยังแอบสงสัยว่า
ทำคุณถึงพูดเหมือนจะรู้จักทั้งยูริและจุนโกะเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้และยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านริวถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อระบายความอึดอัดในอกเขาเดินพ้นจากโถงอาคารเรียนมาจนถึงประตูหน้าของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
สายลมเอื่อยๆพัดมาปะทะใบหน้าฉุดให้เขาหลุดจากพะวงเด็กหนุ่มก้าวเท้าข้ามถนนไปยังอีกฝั่งอย่างระมัดระวังก่อนจะออกเดินต่อไปบนเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย มุ่งตรงกลับไปยังห้องพักของตัวเอง...
ณห้องพัก08
ขณะที่ริวหยิบกุญแจห้องออกมาเตรียมจะไขประตูสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นซองกระดาษสีขาวซองหนึ่งมันเหมือนถูกใครบางคนหย่อนจากช่องว่างทางด้านล่างของประตูเข้าไปในห้องทว่าช่วงท้ายของซองกลับติดแหง็กอยู่ใต้บานประตูพอดิบพอดี เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมาพลิกดูหน้าหลัง
จดหมาย ไม่มีชื่อผู้ส่งงั้นเหรอครับ...
ริวคิดในใจพลางจ้องมองซองกระดาษนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงรีบไขกุญแจและเปิดประตูเข้าไปในห้องทันที
ภายในห้องพักยังคงมืดสนิทริวโยนกระเป๋านักเรียนลงบนเตียงนอนอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟตรงผนัง แป๊ะ! แสงสว่างจากหลอดไฟสว่างวาบขึ้นมาทันตา
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนัยน์ตาก้มมองซองกระดาษในมือเงียบๆ ก่อนจะนิ้วเรียวยาวจะค่อยๆแกะซองเพื่อดูด้านใน แล้วพบว่า… มีเงินสดจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้น
“แต่ซองนี่... ส่งมาที่ห้องผมได้ยังไงกันน่ะ…”เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ทั้งที่มันควรจะถูกส่งไปที่สถานสงเคราะห์ไม่ใช่เหรอครับ!
เมื่อคิดได้แบบนั้น เขาจึงล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดโทรหาหญิงสาวผู้ที่เคยดูแลเขาที่เคยอยู่สงเคราะห์ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนแม่บุญธรรมของเขา
ตืด... ตืด... เสียงรอสายดังขึ้นอยู่สักพักใหญ่ก่อนที่สัญญาณปลายสายจะถูกกดรับ พร้อมกับเสียงอบอุ่นอันคุ้นเคยที่ดังลอดออกมา
[ว่าไงจ๊ะลูก~]
“ครับแม่ คือ…พอดีผมโทรมาถามเรื่องจดหมายน่ะครับ แม่เป็นคนส่งจดหมายซองนี้มาให้ผมเหรอครับ”
[จดหมายซองน่ะเหรอ... อืม… ใช่แล้วจ้า แม่ส่งไปเอง จริงมันส่งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่แม่เพิ่งมีเวลาส่งไปให้ที่ห้องพักเมื่อเช้านี้น่ะ]
“เอ๋อ… ครับๆ”
[หืม... มีอะไรหรือเปล่าริวปกติแม่ก็เห็นซองแบบนั้นส่งมาถึงลูกทุกเดือนไม่ใช่เหรอจ๊ะ]
“ชะ... ใช่ครับผมก็แค่นึกแปลกใจนิดหน่อยที่จู่ๆมันส่งมาถึงห้องพักโดยตรงเลยน่ะครับที่แท้ก็แม่ส่งคนมานี่เอง... ขอโทษที่โทรมาลบรวนเวลาครับ”
[โธ่ ไม่รบกวนเลยจ้ามีอะไรก็โทรมาหาแม่ได้ตลอดนะ]
“ครับงั้นไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ... แค่นี้ก่อนนะครับแม่”
[จ้าๆ ดูแลตัวเองดีๆนะริว]
“ครับ…”
พูดจบริวก็กดวางสายทันทีนัยน์ตาทอดมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังจะดับลง แถบสถานะด้านบนสุดของหน้าจอที่แสดงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ 2XXX
เมื่อเห็นตัวเลขนั้นแววตาของเขาก็หมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะตัวเลขเหล่านั้นมันกำลังเป็นสิ่งบ่งบอกถึงเวลาที่เขาเสียไป
ถ้านับจากวันแรกที่ผมก้าวเข้าเรียนที่นี่จนถึงตอนนี้... ก็ปาเข้าไป 14 วันแล้วสินะครับ
ริวคิดในใจพลางถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเอนตัวลงนอนราบไปกับเตียงนอนยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาพาดหน้าผากเอาไว้ด้วยความกลุ้มใจและอ่อนล้าเพราะซองกระดาษสีขาวในมือนี้... คือสิ่งย้ำเตือนวันเวลาของเขาได้เป็นอย่างดี