บทที่ 12
รักร่วมเพศ
เมิ่งอวิ๋นเสียงนั่งลงข้างเขาแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมา เมื่อหันไปเห็นภาพนั้นนางก็หัวร่องอหาย มือข้างหนึ่งของนางสั่นอย่างควบคุมไม่ได้จนทำให้ถ้วยชาสั่น
จิ่งฮวาเหลือบมองนางด้วยความสงสัยแล้วถามว่า “เ้าหัวเราะอะไร?”
เมิ่งอวิ๋นเสียงยกใบหน้างามน่ารักที่ก้มจนเกือบติดถ้วยชาขึ้นมา พลางหัวเราะเสียงดังก่อนตอบว่า “เ้าลองเดาสิว่าเมื่อสักครู่นี้แม่เล้าบอกกับสตรีผู้นั้นว่าอย่างไร?”
จิ่งฮวาหรี่ตามองดูนางด้วยความสงสัย
เมิ่งอวิ๋นเสียงขยิบตาให้เขาอย่างซุกซน “หากข้าบอก เ้าห้ามตีข้านะ”
จิ่งฮวารับปาก
เมิ่งอวิ๋นเสียงมองไปยังแม่เล้าที่ยืนอยู่นอกประตู ก่อนจะขยับริมฝีปากบางตอบแบบไม่มีเสียง
จิ่งฮวาจ้องมองริมฝีปากของนาง ปากของนางเปิดปิดโดยปราศจากเสียงแปดคำ “ชอบตัดแขนเสื้อ รักเพศเดียวกัน”
แม้ว่านางจะขยับปากกว้างมากแต่ก็ไม่รู้ว่าจิ่งฮวาเข้าใจนางหรือไม่ ดวงตาราวดอกท้อที่อ่อนโยนคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขณะจ้องมองนาง
เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
แม่เล้าผู้นั้นมองนางขณะคลี่ยิ้มและพูดอย่างรวดเร็วว่า “บริการสุภาพสตรีผู้นั้น”
เมื่อนางโบกมือ ชายร่างสูงกำยำกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาจากข้างหลังนาง
เมิ่งอวิ๋นเสียงหยุดชะงักขณะมอง ก่อนจะขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า หลังจากมองชายเ่าั้อยู่สองสามครั้ง นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดกับแม่เล้าว่า “เ้าคิดว่าข้า้าองครักษ์หรืออย่างไร? ก่อนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามานี้ได้คัดเลือกก่อนหรือไม่? โถงสีเขียวแห่งนี้มีแต่แตงคดและพุทราเหี่ยวน่าเกลียดอยู่ มันช่าง... มีเอกลักษณ์เสียจริง”
นางเน้นเสียงพยางค์สุดท้ายเพื่อเหน็บแนมอย่างชัดเจน สีหน้าของแม่เล้ากลายเป็บูดบึ้ง นางดึงตัวชายหนุ่มคนหนึ่งแล้วผลักเขาออกไป “ไป ไปเชิญพวกคุณชายออกมา!”
ไม่นานนักชายหนุ่มสองคนผู้สวมชุดลายพระจันทร์เสี้ยวสีขาว คนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีม่วง อีกคนสวมเสื้อคลุมสีแดง ผมสีดำขลับผูกไว้เป็มวยก็ออกมาตั้งหน้าตั้งตาอวดโฉม
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงเดินเข้ามา ดวงตาคู่นั้นของเขาเย้ายวนหาใดเปรียบ ส่วนชายหนุ่มชุดแดงยิ่งร้ายกาจมากกว่าเดิม ชุดสีแดงเด่นสะดุดตา ใบหน้าหล่อเหลา ผิวขาวเสียยิ่งกว่าหิมะ ผมนุ่มสลวยเป็มันเงา เอวบางราวกับต้นหลิว ดวงตาเรียวยาวของเขามีเสน่ห์ เขาเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า
เมิ่งอวิ๋นเสียงจับขอบโต๊ะ นางเกือบจะนั่งอย่างไม่มั่นคง แม่เล้าชี้ไปยังชายหนุ่มทั้งสองแล้วแนะนำอย่างกระตือรือร้น “นี่คือจื่อถานและนี่คือหนีเฟิง แม่นางคิดว่าเป็อย่างไรบ้าง?”
ถึงจะแพ้ก็ไม่แสดงออกว่าแพ้ ยิ่งไปกว่านั้นคือจิ่งฮวาที่อยู่ด้านข้างกำลังมองอยู่ด้วยแววตาสดใส เช่นนั้นก็...
ไม่ควรแสดงความพึงพอใจออกมามากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมิ่งอวิ๋นเสียงแสร้งทำเป็กระแอมเบา ๆ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “เท่านี้ก็ถือว่าพอใช้ได้!”
จิ่งฮวามองนางแล้วเอ่ยชื่นชม “อาเสียง จิตใจของเ้าช่างหนักแน่น!”
แม้ว่านางจะได้รับคำชม แต่เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ยังไม่พอใจ นางคิดในใจว่าชายผู้นี้ไม่มีเจตนาหลงตัวเองสำหรับผิวที่ไม่มีใครเทียบได้ของเขา ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ อีกครั้ง
เมื่อหันไปมองจื่อถานและหนีเฟิง นางก็ยกยิ้มแล้วกล่าวว่า “แต่หากเ้าจะให้คุณชายทั้งสองมารินสุราให้ ข้าก็ยังพอยอมรับได้แม้จะไม่เต็มใจนัก”
สีหน้าของแม่เล้าบ่งบอกว่ากำลังจะะเิความโกรธออกมา ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ จื่อถานที่ยืนข้างนางก็ก้าวเข้ามาทรุดตัวลงข้างจิ่งฮวาอย่างแ่เบา แล้วมองเขาอย่างเสน่หาด้วยดวงตาสีเข้มคู่นั้น “ข้าขอรับใช้นายท่านผู้นี้...”
มือของเมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังถือถ้วยชาอยู่สั่นอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุมได้ เมื่อเห็นจิ่งฮวาขมวดคิ้วและจ้องมองมา นางก็แสร้งทำเป็มองโคมไฟที่แขวนอยู่เหนือหัวของนางทันที
หนีเฟิงหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าว ขณะมองดูทั้งสองอย่างดูถูก ซึ่งเมิ่งอวิ๋นเสียงจับสีหน้าของเขาได้ทัน
เมื่อเขาหันมาสบตากับนางโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป แต่เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ได้สนใจมากนัก นางเลิกคิ้วขึ้นแล้วกวักมือเรียกเขา “มานี่ รินสุราให้นายของเ้า”
มือทั้งสองของจื่อถานแตะหลังมือของจิ่งฮวา เมื่อจิ่งฮวาได้ยินคำพูดที่ร่าเริงของเมิ่งอวิ๋นเสียง แขนของเขาก็ชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้สะบัดมือของจื่อถานออก
หนีเฟิงยืนนิ่งอยู่กับที่ หลังจากได้ยินคำพูดนั้นเขาก็ไม่อาจขยับตัวได้