เย็นวันต่อมา โถงพิจารณาคดีที่ว่าการเมืองจินไห่ยิ่งทวีความอึดอัด แสงตะวันลับขอบฟ้าทิ้งให้ห้องเหลือเพียงแสงสลัว กู้เสวียนเชิญตัวแทนสามขั้วอำนาจมาฟังผลชันสูตรศพเตียวเปียว ขุนนางหนุ่มนั่งหลังโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หมอซุนนั่งนิ่งอยู่ฝั่งซ้าย สายตาจับจ้องรอยต่อแผ่นอิฐ ปลายนิ้วขวาเคาะเป็นจังหวะ ส่วนเฉินกู่ลูบแผลเป็นที่ข้อมือตนเองซ้ำ ๆ อาการปวดจากแผลเก่าทำให้เขาขยับด้ามดาบข้างเอวบ่อยครั้ง โลหะกระทบกันดังกริกเป็นระยะ
“จากสภาพศพเตียวเปียว” กู้เสวียนคลี่กระดาษรายงาน “สิ้นใจด้วยพิษร้ายแรงลักษณะเดียวกับคหบดีฟางเจิ้ง ไร้ร่องรอยการต่อสู้ และคาดว่าสิ้นใจหลังจากข้าออกจากหอจันทราชาดได้เพียงครู่เดียว”
กู่เฉินซานฟังเงียบ ๆ เขาหมุนแหวนหยกบนนิ้วโป้ง พลิกฝ่ามือหนาขึ้นพิเคราะห์ด้วยสายตานิ่งเฉย
“ในเมื่อใต้เท้าอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุปานนั้น” เฉินกู่เอ่ยขึ้น “ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติบ้างเลยหรือ ข้าหมายถึง… ยามที่สนทนากับเตียวเปียว... อาจจะมีบุคคลอื่นอยู่ก่อนหรือไม่”
คำถามนั้นคล้ายการหารือ ทว่ากลับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องให้เงียบงัน หมอซุนหยุดเคาะนิ้ว แม้แต่กู่เฉินซานยังปรายตามองมาที่โต๊ะนายอำเภอ
“ท่านมือปราบ รวมถึงหมอซุนและประมุขกู่... ยามนี้พวกท่านกำลังคลางแคลงใจในตัวข้าอยู่ใช่หรือไม่” กู้เสวียนสบตามือปราบเฒ่า
“ข้าเข้าหอน้ำชาไปกล่อมเตียวเปียวไม่ให้ก่อเหตุ คล้อยหลังออกมาไม่กี่อึดใจก็พบศพ... มือปราบเฉินระแวงนั้นไม่แปลก”
กู้เสวียนถอนหายใจเล็กน้อย “แต่ข้ามองอีกมุม การลงมือทันทีที่ข้าจากไป เพราะคนร้ายจงใจใช้ประโยชน์จากตัวข้า?”
“ใช้ประโยชน์งั้นรึ” เฉินกู่ขมวดคิ้ว
“จุดชนวนให้พวกเราระแวงกันเอง พอเรามัวแต่จับผิดกัน ย่อมละเลยเบาะแสอื่นไปโดยปริยาย ทว่ายามอยู่ในห้องนั้น ข้าไม่เห็นว่ามีผู้ใด มีเพียงข้ากับรองประมุขเตียว”
ขุนนางหนุ่มหันไปทางประมุขสำนักคุ้มภัย “ประมุขกู่... ท่านเชี่ยวชาญวรยุทธ์ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมียอดฝีมือซุ่มอยู่”
กู่เฉินซานละสายตาจากฝ่ามือตนเอง ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะกู้เสวียน เอ่ยเสียงราบเรียบ
“ยุทธจักรนี้กว้างใหญ่ ยอดฝีมือซ่อนกายมีนับไม่ถ้วน ข้อสันนิษฐานของใต้เท้าย่อมเป็นไปได้ ทว่าในเมื่อทางการไม่มีร่องรอย และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสำนักชิงเฟิง ข้าน้อยขอตัวไปดูแลขบวนสินค้าก่อน ยามนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจ... ข้าน้อยสมควรกลับได้หรือยัง”
“เชิญประมุขกู่ตามสะดวก” กู้เสวียนประสานมือตอบ
กู่เฉินซานหมุนตัวก้าวออกจากโถงไปอย่างเงียบเชียบ แผ่นหลังผ่าเผยนั้นแสดงชัดว่าเรื่องยุ่งยากของทางการไม่ใช่กงการอะไรของเขา
หลังกู่เฉินซานจากไป ความเงียบเข้ามาแทนที่ เฉินกู่แค่นเสียงในลำคอ ไม่พอใจท่าทีเย่อหยิ่งของเจ้าสำนักชิงเฟิง "ลำพองตัวนัก! สำนักอยู่ในเขตข้าแท้ๆ แต่ทำตัวราวกับไม่เห็นหัวทางการ"
ส่วนหมอซุนปรายตามองตามไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย "คนมีอำนาจย่อมถือตัวเป็นธรรมดา"
"ช่างเขาเถอะท่านมือปราบ" กู้เสวียนยกมือปรามด้วยรอยยิ้ม "ให้ออกไปเสียดีกว่า เพราะเรื่องที่เราจะคุยกันต่อจากนี้ ไม่ควรให้คนนอกล่วงรู้"
นายอำเภอหนุ่มนั่งประสานมือบนโต๊ะ สีหน้าจริงจัง “ท่านมือปราบ หมอซุน ที่ข้าขอให้พวกท่านอยู่ต่อ เพราะจำเป็นต้องพูดเรื่องข้อเท็จจริงกันตรงไปตรงมา”
“ใต้เท้าพบสิ่งใดเพิ่มเติม?” เฉินกู่ขยับเข้าใกล้
“คดีเจ้าสำนักเว่ย คนร้ายใช้วิชาสกัดจุด ทว่าคดีต่อมากลับเปลี่ยนมาใช้พิษร้ายแรง พร้อมจงใจทิ้งหลักฐานจดหมายและตั๋วเงินเพื่อโยงความผิด... คนร้ายไม่ใช่แค่ฆ่า แต่จงใจเปลี่ยนวิธีการลงมือปั่นหัวให้เราสับสน ซึ่งนับว่าทำได้สำเร็จ เพราะแม้แต่ข้ายังตกที่นั่งลำบาก”
คำวิเคราะห์เรียบเรื่อยทำให้ทั้งสองเงียบไป หมอซุนขยับนิ้วมือที่เปื้อนคราบยางสมุนไพรพลางก้มหน้านิ่ง ส่วนเฉินกู่มองรอยแผลเป็นบนข้อมือตนเอง
“แล้วประมุขกู่เล่า” เฉินกู่เอ่ยเสียงต่ำ “ผลประโยชน์เส้นทางขนส่งไหลไปที่สำนักชิงเฟิงหมด รวมทั้งหลักฐานข้างศพเตียวเปียวนั่น จะหักล้างข้ออ้างของเขาได้หรือไม่”
นายอำเภอหนุ่มสบตาคนทั้งสอง “การที่สำนักชิงเฟิงคุมท่าเรือ ยิ่งทำให้ทุกคนเพ่งเล็งพวกเขา... พรุ่งนี้ข้ากับท่านมือปราบต้องไปเยือนสำนักชิงเฟิง เพื่อนำหลักฐานไปสอบถามประมุขกู่ให้กระจ่าง”
เขาลุกขึ้นคำนับ “พวกท่านเหนื่อยมาทั้งวัน กลับไปพักผ่อนเถิด ยามนี้พวกเราตกเป็นเป้า ข้าต้องรีบปิดคดีให้ได้ เพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้”
ผู้เฒ่าทั้งสองประสานมืออำลาแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้ที่ว่าการกลับสู่ความเงียบงัน นายอำเภอกู้เสวียนมองส่งจนคนทั้งสองลับหายไปในความมืด ก่อนจะดึงบันทึกคดีบนโต๊ะกลับมาคลี่กางพิจารณาต่อเงียบ ๆ เพียงลำพัง