โลกภายนอกไม่ได้ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความปรานี ทันทีที่ก้าวพ้นแนวเขตของสำนัก หลัวอวิ๋นรับรู้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่เป็บรรยากาศโดยรวมที่หนักอึ้งกว่าเดิม
พลังปราณในอากาศหยาบกระด้าง ไม่เป็ระเบียบเหมือนในสำนัก เส้นทางดินไม่ได้ถูกดูแล ไม่มีร่องรอยของกฎเกณฑ์หรือความปลอดภัย ที่นี่ไม่มีใครคอยบอกว่าอะไรควรหรือไม่ควร
หลัวอวิ๋นเดินอย่างระมัดระวัง สัมภาระบนหลังมีเพียงของจำเป็ กระบี่ถูกเก็บในตำแหน่งที่ชักออกมาได้ทันที เขาไม่เร่งฝีเท้า แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย การออกจากสำนักครั้งนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่เป็การก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ความผิดพลาดหมายถึงความตาย
ระหว่างทาง เขาพบร่องรอยการต่อสู้เป็ระยะ ต้นไม้หัก โขดหินแตกร้าว และคราบเืที่ยังไม่แห้งดีนัก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เื่แปลกในโลกภายนอก แต่สำหรับเขา มันคือการย้ำเตือนว่า ที่นี่ไม่มีการทดสอบ ไม่มีอาจารย์คอยหยุดการต่อสู้เมื่อถึงจุดหนึ่ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง เจ็บจริงตายจริง เขาเลือกเส้นทางเลี่ยงชุมชน ไม่ใช่เพราะกลัวผู้คน แต่เพราะไม่้าเข้าไปพัวพันกับปัญหาที่ไม่จำเป็ อย่างไรก็ตาม โลกภายนอกไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครเลือกได้มากนัก
เสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านข้าง แ่ แต่ชัดเจนพอให้หลัวอวิ๋นหยุดเท้า มือขยับไปจับด้ามกระบี่ทันที ลมหายใจถูกกดให้เบาลง สายตากวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่อสูรไม่ใช่สัตว์ป่าแต่เป็มนุษย์ ชายสองคนปรากฏตัวออกมาจากเงาไม้ เสื้อผ้าสกปรก อาวุธในมือเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานจริง สายตาของพวกเขาไม่ได้แสดงความลังเล มีเพียงการประเมินค่าอย่างรวดเร็ว
“คนเดียว” หนึ่งในนั้นพูดเสียงต่ำ “ดูเหมือนจะไม่ใช่พ่อค้า”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขารู้ดีว่าการอธิบายไม่มีความหมายในสถานการณ์แบบนี้ มือยังคงจับกระบี่แน่น แต่ยังไม่ชักออกมา เขาประเมินอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ระดับพลังไม่สูงมาก แต่มีประสบการณ์สนามจริง และที่สำคัญ พวกมันไม่ใช่มีแค่สองคน
เสียงฝีเท้าเพิ่มเติมดังขึ้นด้านหลัง ชายอีกคนก้าวออกมา ปิดทางถอยอย่างเป็ธรรมชาติ การจัดตำแหน่งแบบนี้ไม่ใช่การปล้นครั้งแรกของพวกมัน
“ทิ้งของไว้ แล้วไป” ชายคนแรกกล่าว “ถ้าไม่อยากตาย”
หลัวอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ว่าเลี่ยงไม่ได้แล้ว เขาชักกระบี่ออกมาอย่างช้า ๆ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวูบหนึ่ง สายตานิ่งเย็น ไม่มีคำพูด ไม่มีการต่อรอง
การต่อสู้เริ่มขึ้นในวินาทีถัดมา ชายด้านข้างพุ่งเข้ามาก่อน คมดาบฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว หลัวอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบในระยะสั้น กระบี่สวนกลับอย่างแม่นยำ เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น แต่แรงปะทะครั้งนี้หนักกว่าที่เขาคาดไว้เล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า แต่เพราะร่างกายของเขายังไม่ฟื้นเต็มที่จากการฝึกต่อเนื่อง เขาถอยหนึ่งก้าว ปรับจังหวะการหายใจ แล้วเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว ไม่ปะทะตรง ๆ ใช้พื้นที่ ใช้จังหวะ และใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากโลกก่อนหน้า
การโจมตีของอีกฝ่ายเริ่มเสียรูปแบบ เมื่อหนึ่งในนั้นพลาด หลัวอวิ๋นไม่ลังเล คมกระบี่เฉือนผ่านลำคอ เืพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน ร่างหนึ่งล้มลงทันที
อีกสองคนชะงักเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เพียงพอให้หลัวอวิ๋นเปลี่ยนตำแหน่ง เขาไม่ปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อ กระบี่แทงทะลุอกของอีกคนอย่างเด็ดขาด เสียงหายใจขาดห้วงดังขึ้นก่อนร่างนั้นจะทรุดลง
คนสุดท้ายถอยกรูด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่คิดจะสู้ต่ออีก เขาหันหลังวิ่งหนีโดยไม่เหลียวกลับมา หลัวอวิ๋นไม่ได้ไล่ตาม เขาไม่จำเป็ต้องฆ่าทุกคน แต่คนที่ขวางทาง ต้องตาย
เขาเช็ดคมกระบี่อย่างรวดเร็ว หยิบทรัพยากรเล็กน้อยจากร่างที่ล้มลง ก่อนจะออกจากพื้นที่ทันที กลิ่นเืยังลอยอยู่ในอากาศ แต่เขาไม่หยุดมอง นี่คือโลกภายนอก และนี่คือกฎของมัน
หลายชั่วยามต่อมา ขณะที่หลัวอวิ๋นกำลังข้ามหุบเขาแคบ เสียงลมปราณอันหนักอึ้งก็แผ่เข้ามาโดยไม่ปิดบัง แรงกดดันนั้นรุนแรงจนทำให้เขาหยุด กล้ามเนื้อเกร็งโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที นี่ไม่ใช่ศัตรูระดับเดียวกับก่อนหน้า
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่กลางเส้นทาง ร่างสูงใหญ่ เสื้อคลุมสีเข้มพลิ้วตามแรงลม แขนข้างหนึ่งว่างเปล่าอย่างผิดสังเกต แต่แรงกดดันจากลมปราณกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย ดวงตาของเขามองหลัวอวิ๋นอย่างไร้อารมณ์ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่ง
“เซวี่ยเหิง”
หลัวอวิ๋นไม่รู้ชื่อ แต่สัญชาตญาณร้องเตือนอย่างรุนแรง นี่คือจอมยุทธ์ระดับสูงกว่าที่เขาเคยเผชิญมา การหนีอาจเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เส้นทางถูกปิดไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
“เ้าฆ่าคนของข้า” เสียงของเซวี่ยเหิงเรียบ เย็น และปราศจากอารมณ์
หลัวอวิ๋นไม่ปฏิเสธ เขาขยับท่าทางอย่างเงียบงัน เตรียมรับมือ เขารู้ดีว่าคำพูดไม่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ในสถานการณ์นี้ การโจมตีเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน แรงกดดันถาโถมเข้ามาราวกับคลื่น
คมอาวุธของเซวี่ยเหิงฟาดลงมา หลัวอวิ๋นยกกระบี่รับ แต่แรงปะทะทำให้เขาถอยไปหลายก้าว เืไหลออกจากมุมปากทันที ความต่างของระดับชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
เขาไม่ควรสู้ได้และเขากำลังจะแพ้ แต่เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น เืในร่างของเขากลับร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ หัวใจเต้นแรง เสียงในหูหายไป เหลือเพียงจังหวะการเต้นที่ชัดเจน
ร่างกายตอบสนองก่อนความคิด อาคมที่เขาเคยใช้ด้วยความระมัดระวัง ถูกดึงออกมาโดยไม่ลังเล อาคมเสริมกาย อาคมเร่งการรับรู้ อาคมฝืนขอบเขต ทุกอย่างถูกหลอมรวมเข้ากับการเคลื่อนไหวเพียงหนึ่งเดียว
หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าไปในจังหวะที่ไม่ควรมี กระบี่ฟาดผ่านอากาศอย่างแม่นยำ เืสาดกระเซ็น แขนของเซวี่ยเหิงขาดสะบั้น หลุดออกจากร่างอย่างชัดเจน เสียงกระดูกแตกดังขึ้นพร้อมเสียงคำรามต่ำ ๆ
เซวี่ยเหิงถอยกลับทันที ดวงตาเปลี่ยนไปเป็ความระแวดระวัง เขาไม่โจมตีต่อ แต่จ้องมองหลัวอวิ๋นราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่
“พลังแบบนี้…” เขาพูดช้า ๆ “ไม่ควรอยู่ในระดับนี้”
เขาถอยหายไปในเงาอย่างรวดเร็ว ทิ้งเืไว้เื้ั หลัวอวิ๋นทรุดลงกับพื้น หายใจหอบ ร่างกายปวดร้าวทุกส่วน แต่อาการสะท้อนที่เคยรุนแรง กลับเบากว่าที่ควรจะเป็ เืในร่างยังคงร้อนแต่ไม่ต่อต้าน
เขาหลับตาลง รับรู้บางสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ร่างกายของเขา…กำลังเข้าใจพลังของตัวเอง
ความเงียบปกคลุมหุบเขาอีกครั้ง หลังจากแรงกดดันอันหนักอึ้งจางหายไป ร่องรอยการต่อสู้ยังคงหลงเหลืออยู่ พื้นดินแตกร้าว คราบเืสดใหม่กระจายเป็ทางยาว และกลิ่นคาวที่ยังไม่ทันจาง
หลัวอวิ๋นนั่งพิงก้อนหิน หายใจหอบหนัก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่เป็จังหวะ ร่างกายราวกับถูกฉีกออกเป็ชิ้น ๆ ทุกการขยับนำมาซึ่งความเ็ป แต่เขายังมีสติ ยังมีชีวิต
หากเป็ก่อนหน้านี้ การใช้อาคมในระดับนั้นคงทำให้ร่างกายทรุดหนักกว่านี้หลายเท่า แต่ครั้งนี้ ผลสะท้อนกลับกลับเบากว่าที่เขาคาดไว้ ไม่ใช่ว่าไม่มีแต่ไม่ถึงขั้นทำลาย
เขาหลับตาลงชั่วครู่ รับรู้ถึงสภาพภายใน เืในร่างยังคงร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรง แต่ไม่ไร้การควบคุม กล้ามเนื้อสั่นเล็กน้อย ทว่าไม่ฉีกขาด ลมปราณไหลเวียนช้าลง แต่ยังมั่นคง ร่างกายของเขา…กำลังปรับตัว
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ สายตากวาดมองไปยังพื้นที่รอบตัว ความทรงจำจากการต่อสู้ยังคงชัดเจน ทุกจังหวะ ทุกการตัดสินใจ และ่เสี้ยววินาทีที่เขาเลือกจะฝืนขอบเขตของตัวเอง
เขาไม่ควรทำได้แต่เขาทำไปแล้ว ไม่ใช่เพราะโชค ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายประมาท แต่เพราะร่างกายของเขารองรับสิ่งนั้นได้
หลัวอวิ๋นลุกขึ้นยืนช้า ๆ แม้ขาจะสั่น แต่ก็ยังรับน้ำหนักได้ เขาเดินไปยังจุดที่เซวี่ยเหิงถอยหนีไป เืจำนวนหนึ่งยังคงหยดลงบนพื้นดิน เขาไม่คิดจะไล่ตาม ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ว่าในสภาพนี้ การฝืนอีกครั้งอาจหมายถึงความตาย
เขาก้มลง ตรวจสอบพื้นที่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มรวบรวมสิ่งที่เหลืออยู่จากการต่อสู้ อาวุธที่ตกหล่น เศษทรัพยากร และของใช้บางอย่างจากร่างโจรที่ถูกฆ่าก่อนหน้านี้ ทุกชิ้นอาจไม่มีค่ามากสำหรับจอมยุทธ์ระดับสูง แต่สำหรับเขา มันคือทรัพยากร และตอนนี้ เขา้ามันมากกว่าที่เคย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ หลัวอวิ๋นเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ เปิดระยะห่างให้มากพอ ก่อนจะเลือกถ้ำตื้น ๆ ใกล้หน้าผาเป็ที่พักชั่วคราว เขาไม่จุดไฟ ไม่ส่งเสียง และปกปิดกลิ่นอย่างระมัดระวัง ทุกการกระทำเต็มไปด้วยความระวังระไว
ในโลกภายนอก ความประมาทเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงจุดจบ เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยชั่วคราว หลัวอวิ๋นนั่งขัดสมาธิ หยิบทรัพยากรที่ได้มาวางไว้ตรงหน้า ยาบำรุงคุณภาพปานกลาง หินพลังบางก้อน และพลังตกค้างจากอาวุธของเซวี่ยเหิง ทุกอย่างรวมกันอาจไม่มากนัก แต่เพียงพอสำหรับการทดสอบสิ่งหนึ่ง
เขา้ารู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้…เป็เพียงเหตุบังเอิญ หรือเป็การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
หลัวอวิ๋นเริ่มกลั่นพลังอย่างช้า ๆ ไม่เร่ง ไม่ฝืน ลมปราณถูกนำเข้าสู่ร่างกายอย่างเป็ระบบ ยาบำรุงถูกดูดซึมเข้าไปทีละน้อย ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ครั้งนี้ ความรู้สึกแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
พลังไม่ได้ไหลไปสะสมที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่มันกระจายไปทั่วร่าง กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เื และอวัยวะภายใน ทุกส่วนตอบสนองต่อพลังที่หลั่งไหลเข้ามา ราวกับกำลัง “ปรับปรุง” ตัวเอง เืในร่างหมุนเวียนเร็วขึ้น แต่ไม่ปั่นป่วน ความเ็ปเกิดขึ้นจริง แต่เป็ความเจ็บที่ควบคุมได้
หลัวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่หยุด เขาปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไป จนกระทั่งพลังทั้งหมดถูกดูดกลืนจนหมด ในวินาทีถัดมา แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ เกิดขึ้นในร่างกายไม่รุนแรง ไม่ะเิแต่ชัดเจน ระดับพลังของเขาขยับขึ้น
ไม่ใช่การทะลุแบบฉับพลันเหมือนที่ศิษย์ในสำนักเคยทำ แต่เป็การก้าวข้ามอย่างมั่นคง ราวกับก้าวขึ้นบันไดที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ลมหายใจยาวและหนัก แต่เต็มไปด้วยความนิ่ง เขาเลื่อนระดับได้จริง
ในวินาทีนั้น ความเข้าใจบางอย่างก็ผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครอธิบาย ไม่ใช่ความรู้จากตำรา ไม่ใช่คำสอนจากอาจารย์ แต่เป็ความเข้าใจที่มาจากร่างกายของเขาเอง
ทรัพยากรที่ใช้ไปก่อนหน้านี้…ไม่ได้สูญเปล่า มันถูกใช้ไปกับการสร้างร่างกาย ไม่ใช่แค่เพิ่มพลัง
หลัวอวิ๋นก้มมองมือของตัวเอง กำหมัดแน่น ความรู้สึกที่ส่งกลับมาชัดเจนขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มั่นคงขึ้น และพร้อมรับพลังมากกว่าที่เคยเป็มา
เขานึกย้อนถึงทุกครั้งที่เลื่อนระดับได้ยาก ทุกครั้งที่ทรัพยากรถูกใช้ไปโดยไม่เห็นผล ทุกคำพูดที่บอกว่าเขา “ช้า” ไม่ใช่ว่าเขาช้า แต่ร่างกายของเขา…กำลังสร้างฐานที่ใหญ่กว่าใคร
หลัวอวิ๋นหลับตาลงอีกครั้ง ทดลองขยับลมปราณ ใช้อาคมเสริมกายเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขานิ่งไปชั่วขณะ อาคมที่เคยทำให้ร่างกายต่อต้าน กลับไหลเวียนได้ราบรื่นขึ้น ผลสะท้อนยังคงมีอยู่ แต่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งอาคมยิ่งเชื่อง เขาลืมตาขึ้น ดวงตานิ่งเย็นกว่าเดิม ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความหลงระเริง มีเพียงการยอมรับความจริงอีกข้อหนึ่ง
เส้นทางของเขา จะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น ต้องเจ็บมากกว่า ต้องเสี่ยงมากกว่k แต่ปลายทาง…จะไม่เหมือนใคร
หลัวอวิ๋นลุกขึ้นยืน เก็บสัมภาระอย่างเป็ระเบียบ ก่อนจะก้าวออกจากถ้ำ สายตาหันไปยังทิศทางที่เซวี่ยเหิงหนีไป ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
เขายังไม่พร้อม แต่วันหนึ่ง…จะต้องเจอกันอีก และครั้งนั้นจะไม่มีการหนี หลัวอวิ๋นหันหลัง เดินต่อไปบนเส้นทางของตัวเอง โดยไม่ลังเล โลกภายนอกอาจไม่อ่อนโยน แต่เขาก็ไม่จำเป็ต้องอ่อนโยนเช่นกัน การเดินทางของเขา เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น