"บางสิ่งไม่ถูกเปิดเผยเพราะซ่อนอยู่แต่เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ใครจะรับมันได้"
ว่ากันว่าบางสิ่งนั้นไม่บอกตัวเองจนกว่าจะพร้อม ไม่ใช่เพราะซ่อน แต่เพราะคนที่ควรรู้นั้นยังไม่พร้อมรับและสิ่งที่รอนั้นรอได้นาน นานกว่าที่คนคิด เพราะมันรู้ว่าเมื่อเวลามาถึงคนที่รับจะรับได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน
คืนหลังหุบเขากระจกที่ดับ และกระดาษที่เขียน………..
ตำหนักเมฆาหล่นคืนนั้น
คณะกลับมาถึงตำหนักในตอนพลบค่ำเหนื่อยในแบบที่เหนื่อยหลังทำงานที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่มีใคราเ็หนักเซินเหมยตรวจทุกคนอย่างเป็ระบบก่อนปล่อยให้แยกย้ายไปพัก
อาหารเย็นเงียบกว่าปกติทุกคนกินในแบบที่คนกินเมื่อพวกเขา้าอาหารจริง ๆ ไม่ใช่กินเพราะเวลา
หลังอาหารทุกคนแยกย้าย จางเว่ยกลับห้องพร้อมสมุดบันทึกที่เขาเขียนระหว่างทางเซินเหมยตรวจยาที่ใช้ไประหว่างสัปดาห์หลี่เซียนและซวินฮัวนั่งคุยกันที่ลานอยู่สักพักก่อนกลับห้อง
อี้เหยียนนั่งอยู่ในห้องคัมภีร์สถูปวางไว้บนโต๊ะ ไม่ได้อ่าน ไม่ได้จด แค่นั่งอยู่กับความเงียบหลังจากวันที่ยาว
เมียวกิเกาะที่กิ่งไม้แห้งข้างโต๊ะหลับตาอยู่แต่หูกางออก
เทียนจวินมาแวะบอกกลางคืนวางชาถ้วยหนึ่งไว้ข้างอี้เหยียน
"เ้าเป็ยังไง?" เขาถาม
"ข้าไม่เป็ไร" อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาตอบเสมอ แล้วก็เพิ่ม "จริง ๆ ไม่เป็ไร"
มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
"ข้ารู้ว่าเ้าไม่เป็ไรจริงหรือไม่เป็ไรในแบบที่บอกให้คนอื่นไม่ต้องห่วง" เขาพูดเบา ๆ
อี้เหยียนมองเขา
"ครั้งนี้จริง" อี้เหยียนพูด "ข้าเหนื่อย แต่ไม่เป็ไร"
"นอนหลับได้?"
"น่าจะ" อี้เหยียนพูด แล้วก็มองสถูปบนโต๊ะ "แต่จะนั่งอยู่นี่สักพัก"
"ข้าจะอยู่ด้วยไหม?" เขาถาม ไม่ใช่ถามว่าควรหรือไม่ควร แค่ถามว่าเ้า้าหรือเปล่า
อี้เหยียนมองเขาดวงตาสีทองในแสงโคมของห้องคัมภีร์อ่อนลงเล็กน้อย
"ได้" อี้เหยียนพูด
เขานั่งลงตรงข้ามอี้เหยียนเปิดรายงานที่รอเขาอยู่ในแบบที่เขาทำงานเมื่อเขาอยู่ใกล้อี้เหยียน ในความเงียบที่สบายของสองคนที่ไม่ต้องพูดเพื่อให้รู้ว่าอยู่ด้วยกัน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อในห้องคัมภีร์ยามดึก........
ยามดึกหลังเที่ยงคืนเมื่อทุกคนในตำหนักนอนหลับแล้ว
เสี่ยวอวิ๋นจื่อออกมาที่ห้องคัมภีร์คนเดียวเขาทำแบบนี้บางคืนหลังจากที่อยู่ที่ตำหนักมาสองสัปดาห์ออกมาอ่านหรือนั่งอยู่กับความเงียบในแบบที่คนที่คุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวจะทำ
กระจกจากฉิวหยางวางอยู่บนโต๊ะในมุมห้อง
เขานั่งลงข้างโต๊ะนั้นมองกระจก ไม่แตะ แค่มองในแบบที่เขามองบางครั้งในคืนที่เขานั่งอยู่กับสิ่งที่เขา้าอยู่ด้วย
แล้วกระจกก็เปล่งแสง
สีน้ำเงินเข้มที่เขาเห็นครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อนแต่คราวนี้ต่างออกไป แสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อย ๆทีละน้อยในแบบที่เทียนที่กำลังจะหมดสว่างขึ้นก่อนดับ
เขายืนนิ่งมองแสงนั้น
ในแสงสีน้ำเงินเข้มอักษรปรากฏขึ้นในแบบที่เขาไม่รู้ว่าจะอ่านออกหรือเปล่า แต่อ่านออกในแบบที่เขาอ่านออกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถูปหวนชะตาเสมอ เพราะในหลายชาติที่ผ่านมาเขาคือผู้ถือมัน
อักษรนั้นไม่ยาวไม่ซับซ้อน แต่หนักในแบบที่อักษรบางชุดจะหนัก
เขาอ่านทั้งหมดสองรอบ
แล้วกระจกก็ดับลงอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่หรี่ลงทีละน้อย แต่ดับในพริบตาเดียว ในแบบที่สิ่งที่เสร็จภารกิจแล้วดับไม่มีการลังเล ไม่มีการรีรอ
ห้องคัมภีร์เงียบในแสงโคมธรรมดา
เสี่ยวอวิ๋นจื่อนั่งอยู่กับกระจกที่ดับแล้วนั้นนาน
แล้วก็หยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาจากโต๊ะเขียนลงไปช้า ๆ ในลายมือที่เรียบและชัดเจนเขียนในแบบที่คนเขียนเมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะพูดบางอย่างและ้าให้มันออกมาถูกต้อง
พับกระดาษนั้นสองครั้งวางไว้ข้างกระจกที่ดับแล้ว
ออกจากห้องคัมภีร์กลับห้องพักของเขาในความมืดของยามดึก
รุ่งเช้าสิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเขียน....
รุ่งเช้าของวันถัดมา
อี้เหยียนตื่นขึ้นก่อนทุกคนตามปกติออกมาที่ห้องคัมภีร์ก่อนที่จะทำอะไรอื่น ในแบบที่เขาเริ่มต้นทุกวัน
เห็นกระดาษพับข้างกระจกทันที
กระจกนั้นดับแล้วอี้เหยียนรู้ได้จากการที่มันไม่ส่งพลังงานออกมาเลยกลายเป็แค่กระจกทองเหลืองเก่าที่ไม่มีอะไรพิเศษ
อี้เหยียนหยิบกระดาษขึ้นมาเปิดอ่าน
ลายมือเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เขาจำได้จากจดหมายสองฉบับ
"ท่านองค์เมียวจิ
กระจกนั้นแสดงชั้นสุดท้ายให้ข้าเห็นเมื่อคืนข้าเชื่อว่ามันตั้งใจให้ข้าเป็คนส่งต่อ เพราะสิ่งที่มันบอกนั้นเกี่ยวข้องกับความผิดของข้าโดยตรง
ในชาติก่อนเมื่อข้าทำให้สถูปเสียสมดุล พลังงานที่หักเหออกมานั้นไม่ได้แค่สร้างสถูปกลับด้านมันสร้างสิ่งอีกอย่างหนึ่งด้วย สร้างส่วนหนึ่งของสถูปหวนชะตาที่ขาดหายไป
สถูปที่ท่านถืออยู่ตอนนี้นั้นไม่สมบูรณ์ไม่ใช่เพราะมันเสื่อม แต่เพราะส่วนหนึ่งของมันถูกผลักออกไปในชาติก่อนและส่วนนั้นอยู่ที่ไหน ข้าไม่รู้แน่ชัดแต่กระจกบอกว่ามันอยู่กับคนที่ผูกพันกับสถูปนั้นมาตลอด
คนที่ตามเ้ามาทุกชาติ
ข้าไม่รู้ว่าส่วนที่ขาดหายนั้นหมายความว่าอะไรสำหรับท่านข้าไม่รู้ว่าสถูปสมบูรณ์จะทำงานต่างจากตอนนี้อย่างไร แต่กระจกบอกว่า 'ผู้ถือสถูปที่แท้จริงนั้นคือคนที่สถูปสมบูรณ์เลือกไม่ใช่สถูปที่ขาดอยู่'
ข้าเขียนเื่นี้เพราะท่านควรรู้และเพราะนี่คือสิ่งที่ข้าทำได้ในชาตินี้เพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ"
อี้เหยียนอ่านจดหมายสองรอบ
วางลงบนโต๊ะข้างกระจกที่ดับมองออกไปที่หน้าต่างที่แสงรุ่งอรุณเริ่มกรองเข้ามา
เมียวกิที่บินเข้ามาในห้องลงเกาะที่ไหล่ซ้ายดวงตาทองมองหน้าอี้เหยียน
"เ้ารู้แล้วหรือเปล่า?" อี้เหยียนถามมันเบา ๆ
มันร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้งในแบบที่รู้มาก่อนแต่รอให้ตัวเขารู้เอง
"ข้าก็รู้สึกอยู่" อี้เหยียนพูดเบา ๆ "รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ยังไม่ครบแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร"
อี้เหยียนนั่งอยู่กับสิ่งที่อ่านพบสักพักปล่อยให้มันอยู่กับตัวเขาในแบบที่ปล่อยให้สิ่งสำคัญอยู่กับตัวเองก่อน ไม่รีบสรุปไม่รีบตัดสิน
แล้วก็ออกไปหาเทียนจวิน
ลานตำหนักรุ่งเช้า.........
เทียนจวินฝึกดาบอยู่ในลานในตอนเช้าในแบบที่เขาฝึกทุกเช้า ท่วงท่าที่ไหลต่อเนื่องในแสงรุ่งสาง
เขาเห็นอี้เหยียนเดินออกมาจากประตูตำหนักหยุดท่าสุดท้าย ดาบกลับเข้าฝัก
"เช้ามากกว่าปกติ" เขาพูดเสียงเบา มองอี้เหยียนอ่านบางอย่างในสีหน้าของอีกฝ่ายทันที
อี้เหยียนยื่นกระดาษให้เขา
เขาอ่านในแสงรุ่งสางที่พอให้อ่านได้ อ่านจนจบแล้วก็อ่านซ้ำสักพัก
"ส่วนที่ขาดหายของสถูปอยู่กับข้า" เขาพูดเสียงเงียบ
"นั้นคือสิ่งที่กระดาษนั้นบอก" อี้เหยียนพูด
"เ้าคิดว่าเป็เื่จริง?"
อี้เหยียนมองเขาดวงตาสีทองในแสงรุ่งสางอ่านใบหน้าของเขา
"ข้าคิดว่าอธิบายบางอย่างที่ข้ารู้สึกมาตลอดแต่ไม่มีคำพูดสำหรับมัน" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "รู้สึกว่าพลังงานของข้านั้นเสริมสถูปในแบบที่ลึกกว่าการช่วยงานปกติในแบบที่พลังงานของคนอื่นไม่เสริมในแบบเดียวกัน"
เขาฟังอี้เหยียนในแสงรุ่งสาง
"ส่วนที่ขาดหายนั้นเป็อย่างไร?" เขาถาม
"ข้าไม่รู้" อี้เหยียนพูดตรง "กระดาษนั้นบอกว่ามีอยู่แต่ไม่บอกว่ามันคืออะไรหรือทำงานอย่างไร"
"ต้องค้นหาเพิ่ม"
"ต้องค้นหา" อี้เหยียนยืนยัน
แล้วก็พูดต่อเสียงเบาๆ ในแบบที่ตัวเขาพูดเมื่อพูดสิ่งที่ไม่ง่าย
"แต่ก่อนนั้น ข้า้าบอกบางอย่าง"
"บอก"
"ไม่ว่าสถูปนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "สิ่งที่เ้าเป็ต่อข้านั้นไม่เกี่ยวกับสถูปมันเกี่ยวกับสิ่งที่เ้าเลือกทุกวัน และข้า้าให้เ้ารู้ว่าข้าแยกสองสิ่งนั้นออกจากกันได้"
เทียนจวินมองอี้หยียนในแสงรุ่งสางในดวงตาของเขามีบางอย่างที่อ่อนโยนในแบบที่เขาอ่อนเมื่ออีกฝ่ายพูดสิ่งที่เขา้าได้ยินในแบบที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขา้า
"ข้ารู้ว่าเ้าแยกได้" เขาพูดเสียงเบา "แต่ยังขอบคุณที่พูดออกมา"
ทั้งสองยืนอยู่ในลานตำหนักในแสงรุ่งสางไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะบางอย่างนั้นพูดแล้วและเพียงพอ
รายงานใหม่ระหว่างวันและคดีที่ไม่รอ..........
บ่ายของวันเดียวกัน
การประชุมคณะในห้องโถงรายงานที่สะสมมาระหว่างที่คณะส่วนใหญ่เดินทางถูกนำมาเรียงบนโต๊ะ
ผลจากการปิดประตูในหุบเขาสิ้นเสียงนั้นเห็นได้ชัดในรายงานหลายฉบับพลังงานที่เคยหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ฝันและอักษรเสียงนั้นลดลงบางจุดอุปกรณ์ของสำนักเมฆาดำหมดพลังงานและสลายเองชาวบ้านในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบรายงานว่าสิ่งที่ผิดปกตินั้นดีขึ้นหรือหยุดแล้ว
"สำนักเมฆาดำสูญเสียส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่สร้างมา" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "แต่ไม่ทั้งหมดมีรายงานสามฉบับที่บอกว่ายังมีกิจกรรมอยู่"
"ที่ไหน?"
"เมืองเก่าทางตะวันตก สองเมือง และวัดร้างในูเาทางทิศใต้"
"วัดร้าง" อี้เหยียนพูดซ้ำ
"รายงานบอกว่าคนที่ผ่านไปใกล้วัดนั้นในตอนกลางคืนได้ยินเสียงสวดมนต์แต่ไม่มีใครอยู่ในวัด และเสียงนั้นร้องเพลงเดิมซ้ำ ๆเพลงที่ทุกคนรู้จักแต่ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน"
"อักษรเสียงที่ยังทำงานอยู่" อี้เหยียนพูด
"แต่รูปแบบต่างออกไป" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดจากมุมห้อง "ถ้าเป็วัดไม่ใช่ต้นไม้หรือสะพาน มันทำงานกับพลังงานพิธีกรรมที่สะสมในอาคาร ซับซ้อนกว่าและดึงพลังงานได้มากกว่า"
"ต้องไปดู" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง
"ข้าเห็นด้วย" อี้เหยียนพูด "แต่ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้เช้า"
หลังการประชุมสวนสมุนไพร..........
อี้เหยียนออกมาที่สวนสมุนไพรหลังตำหนักในแสงบ่ายที่เริ่มเอียงดูแลต้นไม้ในแบบที่เขาทำทุกวันที่อยู่บ้าน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมาหาอี้เหยียนในสวนยืนอยู่ที่ทางเข้า ไม่เดินเข้าไปจนกว่าอีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
"เข้ามาได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
เขาเดินเข้ามายืนห่างจากอี้เหยียนพอสมควรในแบบที่เขายืนเมื่อเขา้าพูดบางอย่างที่ไม่รู้ว่าจะได้รับอย่างไร
"ท่านอ่านกระดาษแล้ว" เขาพูดเสียงเงียบ ไม่ถาม
"อ่านแล้ว" อี้เหยียนพูด
"ท่านคิดอย่างไร?"
อี้เหยียนวางน้ำลงข้างต้นไม้ที่กำลังรดแล้วหันมามองเขาอย่างเต็มที่
"ข้าคิดว่าเ้าเขียนสิ่งที่เ้ารู้และเลือกที่จะบอก" อี้เหยียนพูดตรง "และข้าขอบคุณสำหรับนั้น"
เขาพยักหน้าช้าๆ
"มีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่ได้เขียนลงในกระดาษนั้น" เขาพูดหลังจากนิ่งสักพัก
อี้เหยียนรอ
"กระจกนั้นบอกสิ่งอื่นด้วย" เขาพูดเสียงเบา "บอกว่าส่วนที่ขาดหายของสถูปนั้นไม่ได้แค่ 'อยู่กับ' เทียนจวินมันเป็ส่วนหนึ่งของพลังงานของเขาส่วนที่เกิดขึ้นจากการที่เขาติดตามท่านมาทุกชาติโดยไม่ขอให้ติดตามสิ่งที่สะสมจากการเลือกนั้นในทุกชาติ"
"ส่วนที่ขาดหายนั้นคือพลังงานของการเลือก" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
"ข้าไม่แน่ใจว่าอธิบายถูกต้องไหม" เขาพูดตรง "นั้นคือสิ่งที่ข้าเข้าใจจากกระจกแต่ข้าอาจเข้าใจผิด"
อี้เหยียนมองออกไปที่สวนในแสงบ่ายต้นไม้ที่เขาปลูกทีละต้น ดินที่เขารู้จักทุกส่วน
"ข้าจะคิดเื่นี้" อี้เหยียนพูดในที่สุด "และขอบคุณที่บอกแม้ว่าจะเขียนลงในกระดาษยากกว่า"
รอยยิ้มเบาๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเสี่ยวอวิ๋นจื่อ ไม่ใช่รอยยิ้มที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นแต่เป็รอยยิ้มที่เบาและจริงกว่า
"บางสิ่งนั้นพูดได้ง่ายกว่าเขียน" เขาพูดเสียงเบา
วัดร้างบนูเาและเสียงสวดที่ไม่มีใครสวด..........
รุ่งเช้าของวันถัดมาเส้นทางสู่วัดร้างทางทิศใต้
วัดนั้นอยู่บนเนินเขาที่ไม่สูงนักแต่ขรุขระเส้นทางขึ้นไปนั้นแคบและรกจากการที่ไม่มีใครใช้มาหลายปีหญ้าและพุ่มไม้ขึ้นมาจนเกือบกลืนทาง
คณะเล็กที่ไปวันนี้— อี้เหยียน เทียนจวิน จางเว่ย หลี่เซียน และลูกศิษย์สำนักสองคนเสี่ยวอวิ๋นจื่อขอไปด้วยและอี้เหยียนยินดี
ระหว่างทางขึ้นเขา
"เ้าเงียบผิดปกติ" เทียนจวินพูดเดินข้างๆ เสียงต่ำพอให้แค่อี้เหยียนได้ยิน
"คิดเื่ที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอก" อี้เหยียนพูดตรง
"เื่ส่วนที่ขาดหาย?"
"ใช่" อี้เหยียนพูด แล้วก็มองเขา "เ้ารู้สึกอะไรในสถูปเมื่อเ้าอยู่ใกล้มัน?"
เขาคิดอยู่สักพักในแบบที่เขาคิดก่อนตอบสิ่งที่้าตอบอย่างซื่อสัตย์
"รู้สึกว่ามันตอบสนองต่อข้ามากกว่าที่ควรถ้าข้าแค่เป็ผู้ช่วย" เขาพูดช้า ๆ "รู้สึกว่าในบางครั้งมันส่งพลังงานออกมาหาข้าเองโดยที่เ้าไม่ได้ตั้งใจ"
อี้เหยียนนิ่งกับสิ่งที่เขาพูด
"ข้าสังเกตเหมือนกัน" อี้เหยียนพูด "แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร"
"จนกระทั่งกระดาษนั้น" เขาพูดเบา
"จนกระทั่งกระดาษนั้น" อี้เหยียนพูดซ้ำ
ทั้งสองเดินต่อขึ้นเขาในความเงียบที่คิดด้วยกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“กระดาษที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเขียนและสิ่งที่สถูปรอบอก” เพราะบางความจริงนั้น้าผู้ส่งคนที่แบกมันมาในแบบที่เ็ป ก่อนที่จะปล่อยมันออกมาเป็ตัวอักษรและบางสิ่งนั้นรอบอกด้วยตัวเอง รอจนกว่าจะมีคนสองคนที่ถูกต้อง ยืนอยู่ด้วยกันในแสงที่พอดี เห็นพร้อมกัน
..สุสาส์นราคะ..