สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ความประหลาดใจของเอเลน่า

            ในใจซุนเฟยพลันตื่นตระหนก

            เขาเหวี่ยงขวานในมือของเขาฟันร่างมอนสเตอร์สองสามตัวตรงหน้าแล้วรีบหันหลังกลับไปมองดูเหมือนว่าทหารรับจ้างสาวจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแค่ยืนตาค้างจ้องไปด้านในถ้ำมืดๆที่ไกลๆ ตัวนางแข็งทื่อ มือที่ถือธนูสั่นไม่หยุด น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างควบคุมไม่ได้ใบหน้าซีดเซียวมองไปยังวัตถุดำๆ ตรงพื้น

            ในใจซุนเฟยรู้สึกแปลกใจเขารีบวิ่งไปหา

            เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆเขาก็พบว่าวัตถุดำๆ ที่กองกับพื้นนั้นความจริงแล้วเป็นศพโร้กสาวที่อยู่ในสภาพรุ่งริ่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยเลือด

            บนร่างของศพสวมชุดเกราะหยาบๆที่โร้กสาวมักจะสวมอยู่บ่อยๆ ผมยาวสีแดงใบหน้าน่ารัก ดูๆ แล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเอเลน่าเล็กน้อยน่าจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี เห็นได้ชัดว่าในตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่คงโดนเหล่ามอนสเตอร์ทรมานอย่างแสนสาหัสตรงหน้าอกถูกกรงเล็บของเหล่ามอนสเตอร์กระซวกจนเละเทะ หัวใจถูกควักออกมาบริเวณต้นขาขาวนวลเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่น่ากลัวหว่างขาของสาวน้อยกลายเป็นหลุมเลือดที่น่าเวทนาเกินกว่าที่จะทนดูได้เนื้อต้นขาขวาดูเหมือนจะถูกอะไรบางอย่างกัดกินจนเผยให้เห็นกระดูกขาวๆส่วนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟัน...

            “พระเจ้า...ไม่นะ...นาง...นางคือนีน่า นางหายตัวไปเมื่อเดือนที่แล้วตอนที่พวกเราไปหาอาหารที่ ‘บลัดมอร์’ ไม่คิดว่าจะ...”

            เอเลน่าคุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องไห้“นางเพิ่งจะสิบเจ็ดปีเอง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่นางได้ออกจากค่ายและได้ร่วมทำเควส...นางอาสาที่จะไปด้วย...นีน่าตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักแม้ว่าจะยากลำบากมากแค่ไหน ใบหน้าของนางก็ยังคงมีรอยยิ้มสดใสอยู่เสมอเหมือนเทพธิดาแห่งความสุขตัวน้อยที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทำให้เราหัวเราะอย่างมีความสุข คิดไม่ถึงว่า...ฮือๆๆ...จะถูกมอนสเตอร์นรกพวกนี้ฆ่า!”

            ได้ยินทหารรับจ้างสาวร้องไห้ไม่หยุดซุนเฟยจึงเข้าใจเรื่องราวบ้างเล็กน้อย

            เห็นได้ชัดว่าศพผู้หญิงตรงหน้าที่ถูกทรมานจนตายในตอนที่มีชีวิตนางเป็นสหายคนสนิทของเอเลน่าเมื่อเดือนที่แล้วในขณะที่โร้กสาวได้ออกมาทำเควสข้างนอกได้ถูกเหล่ามอนสเตอร์จับตัวมาในถ้ำนี้และถูกทรมานจนตาย

            อายุสิบเจ็ดปีมันเป็นช่วงเวลาที่ไร้เดียงสาของสาวๆ แต่นางกลับต้องมาพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้าแบบนี้แม้ว่าซุนเฟยจะไม่รู้จักสาวน้อยที่ชื่อว่านีน่า แต่ในใจกลับอดไม่ได้ที่จะโศกเศร้า

            ตลอดมาแม้ว่าโลก Diablo จะทำให้ซุนเฟยรู้สึกว่ามันเหมือนจริงไม่ว่าจะเป็นการได้รับบาดเจ็บ สติปัญญาของ NPC หรือแม้แต่ความรู้สึกเหนื่อยหิวกระหายเจ็บปวดก็ตาม...แต่จิตใต้สำนึกของซุนเฟยยังคงคิดว่ามันก็คือเกมเท่านั้น

            จนถึงตอนนี้เมื่อเห็นสภาพศพที่น่าสยดสยองตรงหน้าได้ฟังเอเลน่าร่ำไห้พลางเล่าเรื่องราวในยามที่ผู้หญิงคนนี้มีชีวิต และสุดท้ายมองไปที่เอเลน่าที่กำลังร้องไห้จะขาดใจซุนเฟยก็พบว่าบางทีตัวเองอาจจะคิดผิด โลก Diablo กับโลกที่แท้จริงความจริงแล้วเหมือนกัน ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่เพียงมีสติปัญญา ยังมีเลือดเนื้อและความรู้สึกด้วย

            “เอเลน่า อย่าร้องไห้เลย ลุกขึ้นเถอะ! พวกเราจะล้างบางมอนสเตอร์ที่นี่ด้วยกันเพื่อล้างแค้นให้กับนีน่า”

            ซุนเฟยไม่รู้ว่าควรจะปลอบโยนสาวงามที่กำลังร้องไห้อย่างไร

            เขายื่นมือออกไปพยุงร่างของทหารรับจ้างสาวที่กำลังร้องไห้ให้ลุกขึ้น

            เทพีแห่งสงครามที่เมื่อกี้ยังยิงธนูไล่ฆ่าเหล่ามอนสเตอร์ในตอนนี้ดูราวกับผู้หญิงธรรมดาที่อ่อนแอและต้องการการปกป้องทำให้คนมองเห็นด้านที่เปราะบางภายใต้ท่าทางเข้มแข็งสงบนิ่งของนาง

            บางทีนี่คงเป็นนิสัยที่แท้จริงของนางที่เผลอแสดงออกมาให้เห็น

            แม้ว่านางจะมีพลังที่แข็งแกร่งแม้ว่าจะแสดงท่าทางสงบนิ่งในยามที่ต้องเผชิญกับเหล่ามอนสเตอร์ แต่พูดตามตรง เอเลน่าก็เป็นเพียงผู้หญิงอายุแค่ยี่สิบเท่านั้นเองในโลกที่ซุนเฟยจากมา ผู้หญิงสวยๆ ที่อายุเท่านี้ควรที่จะเพลิดเพลินไปกับชีวิตหนุ่มสาวในรั้วมหาลัยแต่ในโลก Diablo กลับต้องมาฝึกฝนทักษะอย่างหนักเพื่อที่จะเอาชีวิตรอดและต้องมาต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์ที่โหดร้ายทั้งต้องเห็นเหล่าพี่น้องที่เยาว์วัยเหมือนดอกไม้มาตายจากไปและทำได้เพียงร้องไห้เท่านั้น

            ซุนเฟยใช้ขวานยักษ์ขุดพื้นถ้ำแข็งๆออกมาเป็นหลุมใหญ่เพื่อที่จะฝังร่างนีน่าที่น่าสงสาร

            ตอนที่พลิกศพของนีน่าซุนเฟยพบบางอย่าง มันไม่ใช่เหรียญทองหรือไอเทมแต่เป็นเมล็ดพันธุ์พืชที่อยู่ในถุงผ้าขนาดเล็ก

            เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยที่แข็งแกร่งคนนี้ออกจากค่ายมาเพื่อหาอาหาร แม้จะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นางก็ยังใช้ชีวิตที่เปราะบางเหมือนดอกไม้ รักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ตัวเองหามาอย่างสุดกำลัง

            เอเลน่าหยิบถุงผ้าเล็กๆนั่นอย่างระมัดระวัง ราวกับเป็นสมบัติอันล้ำค่าแล้วใส่ในกระเป๋าของตัวเอง

            หลังจากฝังศพของนี่น่าเรียบร้อยทั้งสองคนก็พากันเดินทางต่อ

            เอเลน่าได้รับแรงกระตุ้นทั่วทั้งร่างนางจึงแผ่กลิ่นอายฆ่าฟันออกมา ลูกธนูเหยียบเย็นดุจดาวตกทุกดอกต่างคร่าชีวิตเหล่ามอนสเตอร์ที่ดาหน้าเข้ามาทุกตัวไร้ซึ่งความปรานีซุนเฟยไม่ต้องลงมือทำอะไรเลยลูกธนูเหยียบเย็นก็พุ่งทะยานออกไปสังหารมอนสเตอร์ทุกตัวที่เข้ามาในสายตาอย่างรวดเร็ว

            และทัศนคติของเอเลน่าที่มีต่อซุนเฟยก็เปลี่ยนแปลงไปมาก

            แม้ว่าทั้งสองคนจะยังไม่พูดคุยกันในถ้ำอันมืดมิดพวกเขาต่างบุกเข้าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าทหารรับจ้างสาวแสนสวยที่เหมือนเทพีสงครามคนนี้จะยังคงมีท่าทางนิ่งสงบเหมือนกล้วยไม้แต่ซุนเฟยกลับรู้สึกว่ายามที่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองตนเองมันช่างอ่อนโยน...

            ในระหว่างทางที่บุกเข้าไปก็ได้พบศพของโร้กสาวสองสามคนที่ถูกทรมานจนตายอีกครั้งแต่โชคดีที่เอเลน่าไม่รู้จักพวกเขา นี่ช่วยขจัดปัญหาไปได้มากซุนเฟยจะได้โยนความเห็นอกเห็นใจทิ้งสักที แต่เขาก็ยังคงขุดหลุมฝังศพโร้กสาวที่น่าสงสารเหล่านั้น

            ตามความทรงจำโลกเก่าซุนเฟยเลือกที่จะตรงไปเส้นทางด้านหน้าอย่างชาญฉลาดเขาไม่มีความคิดที่จะขึ้นไปชั้น 2 ของ ‘อันเดอร์กราวด์ แพสซิส’ ไม่นานพวกเขาก็หาปากทางถ้ำของชั้นหนึ่งที่เชื่อมต่อไปยังป่าแห่งความมืดได้ในที่สุดทั้งสองคนก็มาถึงปากทางถ้ำที่เข้าไปยัง ‘ป่าแห่งความมืด’ ได้

            ทันใดนั้นด้านหน้าก็พลันสว่างจ้า

            ใน ‘ป่าแห่งความมืด’ ไม่ได้มืดมิดตามชื่อ มีต้นไม้ใบหญ้าหนาแน่นกว่า ‘บลัดมอร์’และ ‘โคลด์เพลส’ แต่มันก็ยังอยู่ไกลจากคำว่าป่า

            บนท้องฟ้ามีฝนตกลงมาปรอยๆ

            มองไปด้านหน้าก็มีฝูงมอนสเตอร์และปีศาจทุกหนทุกแห่งกล่าวได้ว่ามอนสเตอร์ปีศาจที่นี่ดูดุร้ายมากยิ่งขึ้นยามที่เห็นมนุษย์เดินออกมาจากถ้ำพวกมันคำรามแล้ววิ่งเข้ามาทันที

            หวืด หวืดหวืด!

            ลูกธนูทะยานออกไป

            ฟิ้ว ฟิ้วฟิ้ว!

            ขวานยักษ์วาดวิถีแห่งความตายในอากาศสะบั้นเหล่ามอนสเตอร์ที่ดาหน้าเข้ามาขาดเป็นท่อนๆ

            ภายใต้การสังหารอันบ้าคลั่งของหนุ่มสาวมอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามาพากันล้มตายดุจใบไม้ร่วง

            เหล่ามอนสเตอร์เหมือนข้าวสาลีที่พอข้างหน้าล้มลงก็มีข้างหลังก็กระโจนเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาดังขึ้นทั่วป่าทั้งสองคนเหยียบย่ำศพเหล่ามอนสเตอร์ที่นอนจมกองเลือดก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนมาถึงต้นไม้ตายแล้วที่สูงกว่าห้าสิบเมตรด้านหน้า

            นี่คือต้นไม้อิวอร์นีในตำนานสินะ

            รอบๆ ต้นไม้ที่สูงตระหง่านเต็มไปด้วยซากศพที่เน่าเปื่อยแมลงวันสีดำหลายกลุ่มบินตอมซากศพ แม้กระทั่งบนต้นไม้ยังห้อยศพรุ่งริ่งที่มีน้ำหนองสีดำไหลออกมาและยังมีกะโหลกศีรษะสีขาวเน่าๆ แขวนอยู่กลิ่นเหม็นน่ารังเกียจกระจายไปทุกหนทุกแห่ง ฉากทั้งหมดเหมือนกำลังอยู่ในนรก

            ซุนเฟยบีบจมูกขณะที่เดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆและสัมผัสไปตามลำต้น

            ปัง!

            ทันใดนั้นบนต้นไม้ก็มีม้วนคัมภีร์หนังแกะสีขาว ‘ยิง’ ออกมา

            “เวรเอ๊ย ต้นไม้ชั่วร้ายนี่คงอยู่มานานแล้วสินะทีแรกนึกว่าจะได้ออกแรงสักหน่อย ที่ไหนได้ แค่บิดาสัมผัสเบาๆ ก็พุ่งออกมาซะแล้ว...”ซุนเฟยคิดอย่างเซ็งๆ

            เขาเอื้อมมือไปหยิบม้วนคัมภีร์หนังแกะจากพื้นเมื่อหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ด้านบนใช้วัสดุลึกลับบางอย่างสีดำและสีแดงวาดวงกลมใหญ่ๆ หนึ่งวงภายในวงกลมมีดาวห้าแฉก ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็มีสัญลักษณ์ลึกลับเต็มไปหมด ตัวอักษรเหมือนยันต์กันผีที่พวกนักบวชลัทธิเต๋าจากวิหารเหมาซานในโลกเก่าวาดซุนเฟยไม่เข้าใจสัญลักษณ์ของมันสักนิด

            “ดูเหมือนว่าคงต้องนำกลับไปให้แม่ชีอาคาร่าแปลให้ซะแล้ว”

            ซุนเฟยเก็บม้วนคัมภีร์อย่างระมัดระวังจากนั้นก็ไล่เก็บไอเทมและเงินที่ได้จากเหล่ามอนสเตอร์ใส่กระเป๋าแล้วใช้เปิดใช้งาน ‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’ เสียงฟู่ๆ ดังขึ้นก่อนที่ประตูมิติสีฟ้าที่สูงกว่าสองเมตรจะปรากฏขึ้นมาข้างๆ

            เมื่อซุนเฟยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็เตรียมหันไปจะเรียกเอเลน่าที่อยู่ข้างๆให้รีบเดินตามตัวเองเข้าไปในประตูมิติแต่ก็พบว่าหลังจากที่เอเลน่าเห็นประตูมิติปรากฏขึ้นมาใบหน้าหน้าน่ารักก็เผยอาการตกตะลึงออกมา

            “นี่คือ... ‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’?”

            ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าทึ่งมากสำหรับเอเลน่านางจึงถามออกมาเสียงสั่นๆ

            ตอนนี้ทหารรับจ้างสาวอดคิดในใจอย่างเงียบๆไม่ได้ว่า หากก่อนหน้านี้ ในยามที่เหล่าพี่น้องของนางต้องออกไปนอกค่ายหรือกำลังต่อสู้กับมอนสเตอร์และมีม้วนคัมภีร์นี้ติดตัวไปด้วยล่ะก็นั่นคงลดการเสียชีวิตของเหล่าพี่น้องของนางไปได้มาก บางที นีน่า พี่น้องของนางก็คงจะไม่ตายใช่ไหม?

            “ใช่แล้ว นี่เป็น‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’”

            แม้ว่าซุนเฟยจะเห็นท่าทีแปลกไปของเอเลน่าแต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’ ราคาแค่แปดสิบเหรียญทอง มีอะไรน่าแปลกใจตรงไหน? ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดและแผนการถัดจากนี้ก็ต้องใช้เวลาที่นานมากเขาไม่อาจล่าช้าได้ เขาจึงตอบอย่างลวกๆ และหันหลังเดินเข้าไปในประตูมิติทันที

            ……

            ‘ค่ายโร้ก’

            ซุนเฟยตรงไปหายัยป้าแม่ชีอาคาร่าให้ช่วยแปลม้วนคัมภีร์ที่ได้จากต้นไม้อิวอร์นี

            เอเลน่าที่ออกมาจากประตูมิติตามมาติดๆก็เฝ้าระวังคอยปกป้องอยู่ข้างๆ ประตูมิติ ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เอเลน่าใช้ประตูมิติกลับมาที่ค่ายในใจก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น ทีแรกนางคิดจะไปหาพวกพี่น้องและบอกเล่าเรื่องการตายของนีน่าให้พวกนางฟังแต่เมื่อคิดถึงฐานะและเควสที่นางได้รับตอนนี้ ทำให้นางลังเลชั่วครู่ก่อนจะยกเลิกแผนการดังกล่าว

            สองสามนาทีต่อมาซุนเฟยก็นำม้วนคัมภีร์หนังแกะกลับมาอย่างรีบร้อน

            “ทำไมเจ้าไม่ไปพูดคุยกับเหล่าพี่น้องของเจ้าล่ะ?”

            ----------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน