ฉันพาร่างกายอ่อนแรงกลับมาถึงคอนโดมิเนียมตอนหัวค่ำหลังจากร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำ ม้าจึงเอ่ยชวนออกไปหาของทานเล่นที่ร้านประจำ พูดคุยกันพักใหญ่ ก่อนร่ำลาและแยกกันกลับ
เวลาสามทุ่มตรงแล้วแต่ไนล์ยังไม่กลับ บ่อยครั้งที่เขากลับค่ำเพราะติดพันกับงาน หรือบางทีเขาอาจไปนอนค้างกับน้ำชา
เมื่อคิดเช่นนั้นทำไมความรู้สึกผิดหวังต้องแล่นขึ้นมาก็ไม่อาจเข้าใจได้ มันเป็สิทธิ์ของเขาโดยชอบธรรมไม่ใช่หรือยังไงนะ
คงเป็เพราะความอ้างว้างในยามอ่อนแอกระมังฉันจึงอยากให้เขาอยู่ด้วยกันที่นี่
ฉันนั่งคู้เข่าบนโซฟาหน้าทีวี ตามองจอแต่เหม่อลอยคิดเื่อื่น ไม่ได้สนใจเนื้อหาสาระของรายการที่กำลังฉายสักนิดเดียว
“ยังไม่เข้านอนอีกเหรอ” เสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ฉันไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดเลย ไม่รู้แม้กระทั่งไนล์เดินเข้ามากระทั่งมาถึงโซฟาและ พาดสูทไว้กับพนักพิงของมัน
“ฉันยังไม่ง่วงน่ะค่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา พลางส่งยิ้มอ่อนเพลียให้
เขาสังเกตเห็นความผิดปกติทันที จึงย่อตัวลงนั่งข้างๆ จับไหล่ให้เผชิญหน้ากับตัวเอง
“เป็อะไร” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเขาแสดงความห่วงใย ความอบอุ่นแผ่ซ่านเต็มหัวใจเพราะฉันคาดหวังว่าจะได้รับมันจากเขา และไม่ผิดหวังสักนิดเมื่อเขาแสดงมันออกมา
ฉันซบหน้ากับอกของเขาแทนคำตอบ ค้นพบแล้วว่าแผงอกกว้างนั้นเป็ที่พักพิงใจให้ตัวเองได้ดีเพียงไร
ไนล์ยกแขนขึ้นโอบรอบตัวฉันไว้ มืออีกข้างปัดปอยผมยาวที่ปรกใบหน้าออกให้อย่างเบามือ
“หิวไหม” คำถามนั้นทำน้ำตาฉันทะลักออกมาอีกครั้ง
ไนล์รู้เสมอว่าเขาควรรึไม่ควรพูดสิ่งใด เวลาใด ถ้ามันสามารถจี้ตรงจุดที่เป็เสมือนรอยแผลในใจของฉัน
“ฉะ... ฉัน” แม้พยายามไม่สะอื้นแต่ก็ทำได้อยากลำบาก ไนล์พยายามฟังสิ่งที่ฉันอยากพูด แต่น้ำดีเ้ากรรมกลับตีขึ้นมาในปากจนรู้สึกขมปร่า “ขอน้ำส้มคั้นได้ไหม ฉันรู้สึกคลื่นไส้” ฉันขอร้องพลางโบกมือโบกไม้
ไนล์ก้มหน้าแล้วหัวเราะออกมา ฉันทำเขากังวลแทบแย่ แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นขอของกินอยู่ดี
“เธอนี่น้า” ไนล์ยิ้ม พลางขยี้ผมฉันเบาๆ ด้วยฝ่ามืออันหนาใหญ่
ฉันมองรอยยิ้มของเขาแล้วรู้สึกเบาใจอย่างประหลาด
“รอเดี๋ยวนะ” เขาลุกขึ้นแล้วตรงไปยังครัวก่อนกลับมาพร้อมแก้วบรรจุน้ำส้มคั้นสดให้ ก่อนนั่งลงตำแหน่งเดิม
ฉันดื่มน้ำส้มจนหมด เช็ดน้ำตาออกด้วยหลังมือแต่มันคงหลงเหลืออยู่ไนล์จึงหยิบทิชชูมาซับคราบน้ำตาที่ยังเปรอะบางส่วนออกให้
เขาหลุดขำเล็กน้อยเมื่อสังเกตว่าบนแก้มไม่ได้มีแค่รอยน้ำตาแต่มีหยุดน้ำส้มเล็กๆ เกาะตรงมุมปาก
ฉันแอบสังเกตรายละเอียดบนใบหน้าของเขาซึ่งห่างเพียงฝ่ามือเดียวตอนเขาบรรจงเช็ดหน้าให้ หัวใจเต้นแรงไม่เป็ส่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
ไม่ชอบเลยสักนิด หล่อขนาดนี้ทำไมพระเ้าถึงประทานรอยยิ้มสวยๆ ประดับบนใบหน้าให้อีกก็ไม่รู้
“หน้าเธอแดงๆ นะไม่สบายรึเปล่า” ไนล์อังมือกับหน้าผาก โดยไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากตัวเขาเอง
“วันนี้ฉันตากแดดเยอะน่ะค่ะ ก็เลยอาจจะมีไข้หน่อยๆ” ฉันแสร้งบอกไปตามน้ำไม่อยากให้รู้ว่าตัวเองกำลังเขินเขาหนักเอาการขนาดไหน “น้ำส้มอร่อยมาก ขอบคุณนะคะ ฉันไปอาบน้ำก่อนดีกว่าจะได้กินยาแล้วเข้านอน” ฉันลุกลี้ลุกลน ลุกขึ้นไปล้างแก้วแล้วเดินขึ้นไปห้องนอน ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มแล้วยกมือกุมแก้มร้อนๆ ของตัวเอง แต่ต้องสะดุ้งอีกรอบเมื่อไนล์ตามเข้ามา
“คุณจะตามมาทำไมคะเนี่ย!” ฉันถามเสียงหลง หัวใจเต้นถี่ยิ่งกว่าเดิมตอนไนล์นั่งลงข้างๆ บนเตียง ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วขยับตัวถอยหลังให้ห่างจากเขาขึ้นอีกเล็กน้อย
“อ่อ...” ไนล์เหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังข้ามระยะปลอดภัยที่เราเคยตกลงกันเอาไว้ เขามองพื้นที่บนเตียงแล้วขยับถอยห่างไปด้านหลังเมื่อค้นพบว่านั่งใกล้ฉันเกินไปภายในห้องสี่เหลี่ยม บรรยากาศชวนคิดเื่เลยเถิดยามที่ชายหญิงอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง อีกอย่างมันเป็ห้องและเตียงเดียวกับที่เคยเกิดเื่เลยเถิดระหว่างเรา… หลายครั้ง “ฉันจะมาอยู่เป็เพื่อน”
“ไม่เป็ไรค่ะฉันอยู่ได้ เนี่ยกำลังจะไปอาบน้ำอยู่พอดี” ฉันรีบคว้าผ้าขนหนูเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเลี่ยงการอยู่ใกล้ไนล์ เขาไม่รู้เอาซะเลยว่าการเอาตัวเองมาอยู่ใกล้ๆ ทำหัวใจฉันสั่นไหวขนาดไหน ถึงฉันจะไม่ได้รักเขาแต่เราทั้งคู่ก็เป็ผู้หญิงกับผู้ชายที่อยู่กันตามลำพัง ฉันรู้ว่าตัวเองสามารถโอนอ่อนตามเขาได้ง่ายดายขนาดไหนหากเป็ฝ่ายถูกรุกก่อน เพราะครั้งหนึ่งฉันก็เคยเคลิบเคลิ้มตามเขาไปโดยง่ายแล้ว ดังนั้นฉันจึงไม่ไว้ใจเขา รวมถึงไม่ไว้ใจตัวเองด้วย
...
.
อุ๊ย! คุณพี่เริ่มกระชับพื้นที่แล้วเหรอคะ ^///^