
....คืนนั้นแสงจันทร์สาดส่องลงมาบน สวนดอกท้อของโรงแรม ดอกสีชมพูอ่อนร่วงโปรยปรายตามทางเดิน เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ประสานกับเสียงน้ำในสระเล็กที่ถูกลมเย็นๆพัดจนเกิดเป็ระลอกคลื่นจาง ๆ สร้างบรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติก
เยว่หลิงและเลี่ยหยาง นั่งบนก้อนหินที่วางอยู่ใต้ต้นท้อ โต๊ะเล็กวางไหสุราเสียน กลิ่นหอมของข้าวหมักผสมสมุนไพรลอยอบอวลในอากาศ
เลี่ยหยางรินสุราลงจอก ดวงตาเปล่งประกายสะท้อนแสงจันทร์บนกลีบดอกท้อ เขายกจอกขึ้นจิบ รสเข้มขมแรกแต่กลับหวานนุ่มลึกในลำคอ ส่วนเยว่หลิงแก้มเดาเพราะเมาสุราเล็กน้อย เขาเป่าขลุ่ยเสียงช่างไฟเราะแก่ผู้ฟังยิ่งนัก จนเ้าแมวขาวประจำโรงแรมเข้ามานอนที่ตักเลี่ยหยางนอนฟังเสียงดนตรี
“สุรานี้ช่างหอมเยี่ยงกลิ่นบุปผาในยามราตรี”
“แต่สุขที่แท้… มิใช่รสสุรา หากคือผู้ร่วมจอกตรงหน้า” เลี่ยหยางมองหน้าเยว่หลิงด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็เมานิด ๆ
สุภาษิตจีนว่าเหล้าดีหนึ่งจอก ดีกว่าทองพันชั่ง หากดื่มกับมิตรแท้
ใต้เงาดอกท้อนั้นทั้งสองดื่มด่ำความสุขเรียบง่ายดั่งปุถุชนสามัญทั่วไป
แล้วจู่ๆก็มีกู่เจิง(เครื่องดนตรีประเภทสายของจีน)ดังสมทบขึ้น เสียงขลุ่ยและกู่เจิงนั้นเข้ากันได้อย่างดี ฟังดูยิ่งไพเราะ
เลี่ยหยางหันไปมอง เห็นเป็ผู้ชายวัย 20 กว่าๆคนหนึ่ง ดูจากหน้าตาและการแต่งตัวแล้วเขาเป็ลูกผู้ดีมาตระกูล เขาเห็นเลี่ยหยางมองจึงยิ้มให้ นิ้วยังคงบรรเลงกู่เจิงต่อไป
จนเมื่อเพลงจบ เยว่หลิงหันไปมองเขาและโค้งศรีษะเพื่อขอบคุณ ส่วนเลี่ยหยางถือไหสุราไปให้เขา 1 ไห
คุณชายท่านนั้นกล่าวว่า "เราเห็นพวกท่านกำลังร่ำสุราและดนตรีบรรยากาศนี้ช่างเหมาะยิ่ง เราจึงเสียมารยาทเล่นกู่เจิงสมทบพวกท่าน"
"ไม่เป็ไร ๆ ท่านเล่นได้ไพเราะมาก" เลี่ยหยางเมาไปตบหลังคุณชาย 1 ที
เยว่หลิงเดินเข้ามาหามืซ้ายถือขลุ่ย มือขวาถือจอกสุรามาเพื่อชนกับคุณชาย
เขาก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ดวงตาเงียบขรึมแต่มั่นคง เมื่อมาถึงเขาคุกเข่าลงและทำความเคารพ
"ข้าน้อยไป๋เยว่หลิง คาราวะองค์รัชทายาท!"
เลี่ยหยางใเอามืออกจากหลังรัชทายาทแทบไม่ทัน รีบคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้นไม่ยอมเงย
"น้องเขย เ้าอย่าทำเป็คนห่างไกลเลย พวกเราเป็ญาติกัน คนกันเองทั้งนั้น"
"เมื่อกลางวันเราได้ยินว่าเ้าช่วยนักฆ่าที่จะฆ่าเรามาคนหนึ่งใช่หรือไม่?"
เยว่หลิงยังไม่ทันพูด เลี่ยหยางรีบพูดแทน "มะ....ไม่ใช่พะยะค่ะ เป็กระหม่อมเองที่ช่วยนางนักฆ่า"
"หลิงหลิง เอ้ย! คุณชายไป่ไม่เกี่ยวข้องด้วยพะยะค่ะ"
"งั้นเ้าไปทำไมที่นั่น?" รัชทายาทมองและถามเยว่หลิง
"กระหม่อมไปตาม..." เยว่หลิงตอบแบบค้าง ๆ เขาไม่อยากเอ่ยชื่อเลี่ยหยางเพราะกลัวเลี่ยหยางจะมีปัญหาทีหลัง
รัชทายาทหันไปมองเลี่ยหยางซึ่งยังคงก้มหน้ากับพื้นไม่ยอมเงยว่า "งั้นเพื่อนเ้าก็เป็พวกเดียวกับนักฆ่า เราเข้าใจถูกไหม?"
เยว่หลิงมองตาองค์รัชทายาท แววตานั้นช่างเ็าราวกับไม่ใช่ตาสิ่งมีชีวิต ในแววตานั้นมันกำลังจะบอกว่าถ้าเ้ากล้าแย่งของรักของข้า เ้าก็ต้องตายอยู่ตรงนี้
กลิ่นไอสังหารเริ่มแผ่ปกคลุมรอบบริเวณนั้น องค์รัชทายาทยังคงทำนั่งนิ่ง เขามองกระบี่ข้างเอวไป๋เยว่หลิง แม้ใบหน้าจะนิ่งเฉยแต่ในใจเขาหวั่นเกรงมิใช่น้อย
แล้วเซียนกระบี่และเซียนทวนทั้ง 2 คนก็ก้าวเข้ามายืนข้างหลังองค์รัชทายาทคนละมุมห้อง เซียนกระบี่นั้นมีอาการาเ็ชัดเจน แต่ในมือเขายังกุมกระบี่ไว้แน่น
เลี่ยหยางเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียด จึงคิดจะยอมรับโทษเพียงแต่ผู้เดียว
"กระหม่อมผิดเอง ๆ" เขาโขกศรีษะแรงซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
เยว่หลิงสังเกตุเห็นหน้าผากเลี่ยหยางมีรอยจ้ำแดงจากการโขกศรีษะ แววตาเขาเปลี่ยนไปทันที เ้าแมวขาวใร้องเสียงดังแล้วรีบวิ่งหนีไปด้วยความกลัว
"เ้าไม่ผิด!"
เยว่หลิงลุกขึ้นยืน เซียนกระบี่และเซียนทวนรีบออกมายืนบังหน้าองค์รัชทายาท พวกเขาอยู่ในท่าเตรียมต่อสู้
เยว่หลิงสั่นสะบัดข้อมือขวาและข้อมือซ้าย สะบัดหน้านิดหน่อยให้สร่างเมา แต่แก้มเขาก็ยังแดงระเรื่ออยู่ มือขวากำลังเอื้อมไปเตรียมชักกระบี่
เลี่ยหยางรีบคลานมาจับมือเยว่หลิงไว้ไม่ให้แตะกระบี่ หัวเราะแหะ ๆ ไปทางรัชทายาทและเซียนทั้งสอง
องค์รัชทายาทหัวเราะเสียงดัง "ฮ่า ๆ พวกเ้านี่ตลกจัง เราแค่มาเล่นดนตรีร่ำสุรากับน้องเขยเรา อย่าทำให้บรรยากาศดี ๆ แบบคืนนี้เสียเปล่าไป..."
เซียนทั้งสองจึงเก็บอาวุธของตน องค์รัชทายาทลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป แต่ก่อนออกเขาหันมาที่เยว่หลิงแล้วยิ้มให้
....ด้านนอกโรงแรมมีกองทหาร 4 - 5 กองไม่ต่ำกว่า 500 นายล้อมโรงแรมไว้ เหล่าองครักษ์จับกุมนักดาบสาวฝรั่งออกมาแล้ว
องค์รัชทายาทถอนหายใจแล้วเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที "ฟู่!"
"เราคิดว่าจะไม่รอดจากตรงนั้นแล้ว"
"นั่นคือปีศาจร้ายชัด ๆ"
องค์รัชทายาทหันไปทางท่านเซียนทั้งสอง
"หากพวกท่านช่วยกัน สามารถเอาชนะเขาได้หรือไม่?"
เซียนทั้งสองมองหน้ากันนิ่งสักพัก แล้วหันมาทูลต่อองค์รัชทายาท
"เอ่อ....ไม่น่าจะชนะพะยะค่ะ"
"ทวนกระหม่อมคงขาดครึ่ง ต่อให้พาพระองค์หนีได้ แต่กระหม่อมน่าจะต้องเสียแขนข้างใดข้างหนึ่ง" เซียนทวนกล่าว
"ส่วนกระหม่อมในสภาพนี้ ตายแน่นอนพะยะค่ะ" เซียนกระบี่พูดด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
"แล้วถ้าให้ทหารทั้ง 500 นายช่วยล่ะ ชนะไหม?"
ขุนนางชราผู้หนึ่งเดินหน้าออกมาทูล "กระหม่อมสืบมาแล้ว คืนแต่งงานวันนั้น ที่ตำหนักเ้าเมืองถล่ม แม้จะไม่น่าเชื่อแต่มีความเป็ไปได้สูงว่าเกิดจากรอยฟันครั้งเดียวที่ทำให้ขาดครึ่งได้พะยะค่ะ"
"ตำหนักสูงใหญ่ขนาดนั้นเนี่ยนะ!" รัชทายาทอุทาน
"ใช่ พะยะค่ะ จากประสบการณ์กระหม่อมมั่นใจ 7 ใน 10 ส่วน"
"น...นี่มันระดับปรมาจารย์ในนิยายแล้วนะ!" องค์รัชทายาทใ ขุนนางชรา และเซียนทั้งสองก้มศรีษะไม่ยอมเงย ทำหน้าอ้อมแอ้ม
"แค่ท่าดาบวงพระจันทร์วันนั้นเราก็สั่นกลัวแล้ว ดาบนั่น แค่ขยับนิดเดียวก็ตัดศรีษะนักฆ่ามืออาชีพได้ถึง 3 คน"
องค์รัชทายาทพึมพรำกับตัวเอง
"เมื่อสักครู่ หากเราสั่งทำร้ายเพื่อนเขา เราคงสิ้นชีวิตโดยไม่ทันได้กระพริบตา"
ขุนนางชราและทหารทั้ง 500 นายฟังแล้วก็ได้แต่สั่นกลัว
รัชทายาทถอนหายใจยาว
"เมื่อสู้ไม่ชนะก็ไม่ควรสู้...."
"เขาทำให้เราอยากได้ตัวมาเป็พวกยิ่งนัก...."
.
.
.
.
.
(ท้ายตอน)
เลี่ยหยาง "อร้ายยยหลิงหลิง เ้าจะยืนฉี่ตรงนี้ไม่ได้นะ หลิงหลิงน้อยโผล่อีกแล้ววว ตาข้าจะเป็กุ้งยิงแล้วเนี่ย!"
เยว่หลิงเมาแก้มแดงชำเลืองตามองเลี่ยหยางแล้วยิ้ม เมื่อปัสสาวะเสร็จแล้วเขาเอามือมาเช็ดที่แขนเสื้อเลี่ยหยาง
"เ้าบ้าหลิงหลิง!" ทั้งสองวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนานในค่ำคืนนี้....