ตอนที่29 ไหมพันิญญา
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“คงจะย้ายไปเรียนที่ห้องสามมั้ง”
“ถ้าไปพวกเราก็อดดูใบหน้าหล่อๆของเกาเฉินน่ะสิ”
“ตามไปดูไหมว่าพวกเขาจะทำอะไร?”
“นั่นสิ ไปๆพวกเราไปดูกัน”
เสียงนักเรียนห้องห้าเอะอะโวยวายกันยกใหญ่รวมถึงห้องเรียนอื่นๆที่แสดงท่าทางแปลกใจที่พบเห็นเหตุการณ์นั้น
เวลานี้ซ่งเย่เดินมายืนหน้าชั้นเรียนและกวาดสายตามองดูเพื่อนๆนักเรียนในห้อง
แววตาของซ่งเย่พึงพอใจที่ไม่พบใบหน้าของหรูเพ่ยเพ่ยพลางคิดในใจว่า
“ดีแล้วที่ไม่อยู่เพราะไม่อยากสอนให้เหมือนกัน”
เพื่อนนักเรียนห้องสามแสดงความมีน้ำใจโดยการขยับโต๊ะและเก้าอี้เรียนเพื่อให้เกาเฉินและเพื่อนอีกสามคนมีที่นั่ง
ขณะซ่งเย่กำลังจะหันหลังกลับไปที่กระดานเพื่อเขียนรายละเอียดเนื้อหา
อาจารย์ถงเดินเข้าห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉยและไปนั่งที่เก้าอี้ของหรูเพ่ยเพ่ยที่ว่างอยู่ทันที
“อาจารย์ถงมาจริงหรือคะ?” ซูฉีพูดเสียงดังโดยตรงอย่างไม่เกรงใจอาจารย์
“อาจารย์ก็บอกแล้วว่าจะมา ซ่งเย่เริ่มได้เลย”อาจารย์ถงตีหน้ามึนโดยไม่สนใจนักเรียนในห้องแต่อย่างใด
ซ่งเย่พยักหน้าและหันหลังกลับไปเขียนสูตรคณิตศาสตร์สำคัญแค่ 5สูตรบนกระดานอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเธอหันหน้ามาเผชิญกับเพื่อนนักเรียนโดยตรงและพูดว่า “ขณะที่เรียนให้มีสติแล้วจะเกิดปัญญา”
“ฉันปิดโทรศัพท์มือถือแล้ว”ซูฉีชูโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัวตนเองเป็การแสดงตอบรับกับคำแนะนำของซ่งเย่
“พวกเราปิดแล้ว”
“ปิดโทรศัพท์แล้ว”
นักเรียนในห้องต่างพากันทำตามซูฉีโดยไม่มีเกี่ยงงอน
ซ่งเย่เห็นภาพความตั้งใจของเพื่อนนักเรียนเธอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
อาจารย์ถงทำหน้าแปลกประหลาดที่นักเรียนให้ความร่วมมือกับซ่งเย่เป็อย่างดี
“บนกระดานมีแค่ 5 สูตรแล้วจะสาธิตให้ดูว่าต่อยอดจาก 5สูตรอย่างไร?”
ซ่งเย่อธิบายย่อๆก่อนเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมบนกระดาน
และหันหลังกลับมาตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อนๆเป็ระยะ
จากนั้นเธออธิบายช้าๆตามแิของตนเองที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา
เมื่อสบตาเพื่อนๆแล้วพบว่าทุกคนมีแววตาเข้าใจและสดชื่นตื่นตัวตลอดเวลา
ซ่งเย่จึงค่อยๆสอนไปทีละขั้นตอน
มีการซักถามปัญหากันเป็ระยะอย่างเป็กันเอง
เวลานี้อาจารย์ถงทำหน้ากระอักกระอ่วนใจเมื่อพบว่าวิธีการสอนของซ่งเย่นั้นเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน
มันแตกต่างจากที่เขาหรืออาจารย์ของเขาเคยสอนมาอย่างสิ้นเชิง
และคิดในใจอย่างอดสูตนเองว่า “อาจารย์เคยสอนแต่แบบดั้งเดิมเวลานี้สีน้ำเงินมาจากสีครามจะเข้มกว่าสีคราม”
นั่นคือคลื่นลูกใหม่มาแรงกว่าคลื่นลูกเก่า!
อาจารย์ถงยอมรับซ่งเย่อย่างศิโรราบและคิดถึงอาจารย์อู๋ที่รับผิดชอบสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมปลาย
“เห็นทีต้องไปเล่าให้อาจารย์อู๋ฟัง”อาจารย์ถงคิดในใจอย่างหมายมั่น
เมื่อถึงเวลา16.30 น.
ซ่งเย่หยุดเขียนตัวอย่างโจทย์คำนวณคณิตศาสตร์บนกระดานเมื่อหมดเวลาเรียนแล้ว
“วันนี้พอแค่นี้”เธอหันหลังกลับมาสบตาเพื่อนๆที่ตั้งใจเรียนและมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
วันนี้ซ่งเย่ทบทวนพื้นฐานคณิตศาสตร์ั้แ่มัธยมต้นและเชื่อมโยงมามัธยมปลายอย่างเป็ขั้นเป็ตอนช้าๆ
ทำให้เพื่อนนักเรียนที่มีพื้นฐานอ่อนแอด้านคณิตศาสตร์สามารถทำความเข้าใจได้ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
ทุกคนจึงตื่นเต้นดีใจที่พบว่าตนเองสามารถเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ที่แสนยากเย็นได้อย่างง่ายดาย
“กลับไปทบทวนด้วยอย่าจำแค่ในห้องอย่างเดียว” ซ่งเย่เตือนทุกคนอย่างหวังดี
“เข้าใจแล้วขอบคุณเพื่อนนักเรียนซ่งเย่”
“พวกเราจะตั้งใจเรียนวันนี้เยี่ยมมาก”
“ขอบคุณซ่งเย่”
“พรุ่งนี้เราจะตั้งใจมากขึ้น”
“สอนแบบนี้เข้าใจง่าย”
“ใช่ๆเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน”
เสียงชื่นชมของเพื่อนนักเรียนดังขึ้นทั่วห้อง
แม้แต่ตันจิ่วหัวหน้าห้องชายที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดี
เขายังพยักหน้าชื่นชมซ่งเย่อย่างจริงใจและยอมรับกับเทคนิคการสอนที่ง่ายและไม่ซับซ้อนของเธอ
เพื่อนนักเรียนห้องสามประทับใจซ่งเย่มากยิ่งขึ้น
แต่เดิมพวกเขาคิดว่าเธอหยิ่งเ็า พูดน้อย และไม่สนใจเพื่อนคนอื่น
แต่ทว่าวันนี้พวกเขารู้สึกว่าตนเองตัดสินเธอผิดพลาดไป
นั่นคือประเมินคนโดยมองจากรูปโฉมเท่านั้นไม่ได้ น้ำทะเลยากแท้ที่จะวัดได้!
ซ่งเย่รีบเดินไปหน้าประตูโรงเรียนอย่างรวดเร็วจนซูฉีและเกาเฉินตามไม่ทัน
เนื่องจากเธอมีนัดกับลุงโจวเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลประชาชน
ซ่งเย่้าฝังเข็มรักษาคุณตาของเธอและตรวจสอบอาการล่าสุดว่าเป็อย่างไร?
เมื่อลุงโจวจอดรถส่งซ่งเย่หน้าโรงพยาบาลประชาชนเขาพูดบอกเธอทันทีว่า
“ผมจะรอคุณหนูที่ลานจอดรถด้านหน้าเหมือนเดิมนะครับ”
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจ
ซ่งเย่เดินตรงเข้าไปในโรงพยาบาลและขึ้นลิฟท์ไปบนชั้น5
ขณะที่อยู่ในลิฟท์ซ่งเย่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างจากสัญชาตญาณตนเอง
ซ่งเย่หยิบปืนเข็มออกจากประเป๋าเป้เงียบๆและตั้งท่ารอศัตรูอย่างใจเย็น
เมื่อเธอก้าวเดินมาถึงหน้าระเบียงทางเดินและอีกแค่ไม่กี่สิบก้าวจะถึงหน้าห้องวีไอพี5
บรรยากาศรอบข้างของซ่งเย่พลันเปลี่ยนไปทันใด
จากเดิมเป็ระเบียงทางเดินกลับกลายเป็ทางเดินของสุสานลึกลับที่รอบข้างมืดมิดและมีแต่ป้ายหลุมฝังศพ
เธอหรี่ตามองและมีประกายแววตาตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อพบกับบรรยากาศคุ้นเคยเหมือนเอสเปอร์จากดาวเอเอส
“พวกไนต์แมร์หรือ?” ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากอย่างสนใจ
พวกไนต์แมร์บนดาวเอเอสเป็เอสเปอร์รูปแบบหนึ่งที่มักจะเข้าไปในความฝันของผู้คน
และทำให้กลายเป็ฝันร้ายรวมถึงการทำร้ายหรือสังหารคนในความฝันนั้นด้วย
“กุกกัก”มีเสียงเดินแ่เบาจากด้านหลังของซ่งเย่พร้อมเสียงแหวกอากาศของวัตถุเล็กเรียวเข้าใส่ซ่งเย่
“แคว่ก ขวับ”ซ่งเย่กลิ้งตัวหลบพร้อมกับยิงปืนเข็มเข้าใส่ทิศทางที่มาของเสียงนั้นทันที “ฟิ้ว ปึ้ก”
“.....”ซ่งเย่หรี่ตาลงอย่างพิจารณาเมื่อพบว่าต้นกำเนิดเสียงหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“น่าสนใจ!” เธอตื่นตัวมากกว่าเดิมเมื่อพบศัตรูฝีมือดี
“แคว่ก ขวับ”
พลันมีเสียงมาจากด้านหลังของเธอแต่คราวนี้ซ่งเย่ส่งพลังซาเซินจากหมัดเข้าใส่แหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง
“ผัวะ! อุ๊บ!”
ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อพบว่าหมัดพลังซาเซินที่มีอานุภาพร้ายแรงเป็วงกว้างกว่าปืนเข็มได้พุ่งเข้าทำร้ายศัตรูถึงแม้ว่าจะไม่ถูก
หมัดพลังซาเซินของเธออย่างจังแต่ทำให้าเ็ได้ไม่มากก็น้อย
“แคว่ก ขวับ” มีเสียงดังอีกครั้งจากด้านซ้าย
“ผัวะ! โอ๊ย!”ซ่งเย่สะท้อนกลับในทันทีด้วยหมัดของเธอกระแทกเข้ากับลำตัวของคนร้ายโดยตรง
ซ่งเย่ตื่นเต้นที่พบศัตรูฝีมือฉกาจเธอพึมพำเบาๆอย่างท้าทาย “มาอีกสิ”
แต่ทันใดนั้นปรากฏว่ามีเสียงของบุคคลที่สามโผล่เข้ามาจัดการกับคนร้ายอย่างรวดเร็ว
“ผัวะ! ปับ!โอ๊ย! โอย!”เสียงคนร้ายร้องโหยหวนอย่างเ็ปก่อนเงียบไปในอึดใจ
บรรยากาศรอบข้างของซ่งเย่ถูกเปลี่ยนกลับคืนเป็ระเบียงทางเดินของโรงพยาบาลในชั่วพริบตา
เมื่อซ่งเย่หันหน้าไปทางต้นเสียง
เธอพบเข้ากับรอยยิ้มกว้างของหลิวเย่
โดยมีคนร้ายถือเส้นไหมสีเงินเรียวยาวรัดคอตนเองและนอนตายตาค้างอยู่บนพื้นใกล้ๆกับเท้าของหลิวเย่
ซ่งเย่หรี่ตามองอย่างแปลกใจว่าหลิวเย่จัดการกับคนร้ายอย่างไร?
“ขอโทษที่มาช้าครับ”หลิวเย่กล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิด
เนื่องจากนักฆ่าคนสำคัญจากองค์กรKAหวังเสี่ยวหง สามารถสะกดิญญาได้โดยใช้ไหมพันิญญา
อาวุธร้ายแรงที่สามารถทำร้ายและสังหารคู่ต่อสู้ได้ในชั่วพริบตา
และที่สำคัญคือไหมพันิญญานั้นดื่มเืเหยื่อมามากเป็พันราย
จึงเป็ที่มาของชื่ออาวุธประจำตัวของหวังเสี่ยวหงไหมพันิญญา
แต่วันนี้หวังเสี่ยวหงโชคร้ายที่ได้มาเจอซ่งเย่และหลิวเย่
ทำให้เขาต้องมาสังเวยชีวิตให้กับหลิวเย่โดยไม่สามารถต่อสู้ได้เลย
หลิวเย่สังเกตท่าทางของสาวน้อยอย่างละเอียด
แต่ทว่าดูเหมือนเขาจะกังวลมากเกินไปใช่ไหม?
สาวน้อยของตนเองสามารถรับมือกับศัตรูได้อย่างง่ายดาย
เขาเป็ห่วงสาวน้อยของตนเองมากไปหรือ?
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ซ่งเย่ตอบอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยเนื่องจากเธอกำลังสนุกในการโต้ตอบกับคนร้ายแต่มีคนมาขัดจังหวะ
แต่หลิวเย่กลับเข้าใจไปว่าสาวน้อยตนเองหงุดหงิดที่เขามาช่วยเธอช้าเกินไป
แต่เมื่อสังเกตท่าทางเธอดีๆกลับพบว่าเขาเข้าใจผิดไปเอง
“งั้นผมจะจัดการคนร้ายนี่ก่อนนะครับ”หลิวเย่ขอตัวเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์อึดอัดนี้
“เป็พวกไหนคะ?” ซ่งเย่ถามหลิวเย่โดยตรง
“องค์กร KA”หลิวเย่ตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันและเขากำลังลุ้นให้เธอถามเพิ่มเติม
แต่ปรากฏว่าซ่งเย่สบตาเขาครู่หนึ่งโดยไม่ได้กล่าวอะไร
ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปห้องวีไอพี5 โดยตรง
“หวังว่าสาวน้อยจะไม่โกรธนะ”หลิวเย่ลุ้นในใจอย่างคาดหวัง
จากนั้นเขาเรียกให้ลูกน้องที่ตามหลังมาอีก4 คนจัดการกับศพคนร้ายพร้อมกับปิดกั้นเส้นทางที่เกิดเหตุต่อไป
“อีกแล้ว!” ซ่งเย่ส่ายหน้าเบาๆเมื่อเธอกำลังจะเปิดประตูและตรวจพบว่ามีการเฝ้าระวังของกล้องวงจรปิด
ทำให้เธอกลอกตามองบนครู่หนึ่งให้กับความสนใจของใครบางคนที่ตั้งใจเฝ้าระวังในห้องคุณตา
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าโปรแกรมระงับการทำงานของกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลเป็เวลา1 ชั่วโมง
เมื่อเธอทำเสร็จเรียบร้อยแล้วและหันไปเห็นหลิวเย่ยืนกอดอกพิงประตูหน้าห้องคุณตาด้วยรอยยิ้มในดวงตา
ซ่งเย่สบตาหลิวเย่โดยตรงอย่างไม่เกรงกลัวและเปิดประตูห้องคุณตาเข้าไป“แอ๊ด”
หลิวเย่คิดในใจเมื่อได้เห็นการกระทำของเธอต่อหน้าต่อตาด้วยความรู้สึกทึ่งในความสามารถของสาวน้อยตนเอง
“เธอสามารถจัดการกล้องวงจรปิดได้อย่างรวดเร็วโดยใช้แค่โทรศัพท์แสดงว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมที่ผ่านมา เธอจะมีส่วนร่วมไหมนะ?”
หลิวเย่ลูบคางอย่างครุ่นคิดและพยักหน้ากับตนเองเบาๆ
เมื่อคิดได้ว่าการที่เขาชักชวนเธอให้เข้าร่วมทำงานกับกองกำลังแผนกพิเศษเป็วิธีที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
“แค่เธอไม่ได้ฆ่าคนดีแต่เป็พวกคนชั่วคนเลวก็พอแล้วล่ะ”หลิวเย่ถอนหายใจเบาๆกับพฤติกรรมสาวน้อยตนเอง
เขาไม่ได้ตามเธอเข้าไปในห้องเพราะคาดเดาได้ว่าเธอจะต้องเข้าไปทดลองทักษะการรักษาโรคของเธอ
ในห้องวีไอพี 5คุณตานอนหลับตานิ่งแต่มีสีหน้า ลำตัวและแขนขาเป็สีชมพูไม่ซีดเซียวเหมือนเดิม
“อืมดีขึ้นจริงๆ” ซ่งเย่เดินเข้าไปจับชีพจรตรวจสอบอาการของคุณตา
และพบว่าอาการดีขึ้นและคงที่ทำให้เธอมั่นใจในแนวทางการรักษาที่วางแผนไว้
“วันนี้ฝังเข็มแล้วอีกไม่กี่วันคุณตาคงจะฟื้นและกลับบ้านได้เสียที”
ซ่งเย่ได้ข้อสรุปผลการรักษาที่เป็ไปตามทิศทางที่วางไว้
จากนั้นเธอเปิดเสื้อของคุณตาออกและหยิบเข็มออกจากกระเป๋าเป้และทำการฝังเข็มบนหน้าอกและต้นคอ
“พรึ่บ พรึ่บพรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ”
เข็มทั้ง 12เล่มถูกปักเข้าตรงตำแหน่งที่เธอวางแผนไว้ในใจอย่างรวดเร็วแม่นยำ
จากนั้นซ่งเย่จับเข็มทุกเล่มหมุนเล็กน้อยพร้อมกับปล่อยพลังซาเซินเข้าไปเพื่อกระตุ้นจุดชีพจรให้สลายลิ่มเื
สามสิบนาทีต่อมา
ซ่งเย่เหลือบมองเห็นสีหน้าของคุณตาเป็สีชมพูระเรื่อมากขึ้นพร้อมกับมีการกระตุกของเปลือกตาเล็กน้อย
เธอมีแววตาทอประกายด้วยความพึงพอใจและเก็บเข็มออกจากร่างกายของคุณตาทันที
พร้อมกับใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อก่อนเก็บเข็มเข้าในกล่อง
“เยี่ยม”ซ่งเย่ตรวจสอบชีพจรของคุณตาอีกครั้งและพยักหน้าอย่างพอใจ
“อีกไม่นานคุณตาจะฟื้นแล้วไม่ต้องบอกใครเื่หนูมารักษาให้คุณตานะคะ หนูชื่อซ่งเย่เป็หลานของคุณตาค่ะ”
ซ่งเย่พูดยาวๆกับคุณตาโดยตรงเพราะเธอรับรู้ได้ว่าคุณตาเริ่มรู้สึกตัวและสามารถรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้แล้ว
“.....”ซ่งเย่ยิ้มมุมปากอย่างพอใจเมื่อมองเห็นการเปลือกตากระตุกเล็กน้อยเหมือนตอบรับคำพูดของเธอ
“คุณยายและแม่รออยู่พวกเราค่อยเจอกันที่บ้านนะคะ” ซ่งเย่พูดอีกครั้งก่อนเดินออกจากห้องคุณตา
ขณะที่ซ่งเย่หันหลังเดินออกจากห้องไป
เธอไม่เห็นว่ามีหยดน้ำตาไหลออกจากหางตาทั้งสองข้างของคุณตาอย่างเงียบๆ
เส้าจ้านไม่คิดว่าวันหนึ่งเขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้ยินเสียงของเด็กสาวที่อ้างว่าเป็หลานสาวตนเอง
แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นคือเธอเป็คนฝังเข็มรักษาเขาด้วยตัวเอง
นี่คือทักษะที่เหนือความคาดหมาย
ถ้าเธอเป็หลานสาวของตนเองจริงๆ
เธอจะมีทักษะวาดภาพเหมือนตนเองและภรรยาไหม?
เส้าจ้านรู้สึกตื่นเต้นยินดี
เวลานี้เขากำลังต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาให้ได้
ถึงเวลาที่ต้องตื่นแล้ว!
เส้าจ้านตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!
“แอ๊ด”ซ่งเย่เปิดประตูห้องคุณตาและพบเข้ากับหลิวเย่ที่ยังคงยืนกอดอกพิงประตูอย่างสบายใจ
“เสร็จแล้วหรือครับ?”หลิวเย่ถามอย่างผ่อนคลาย
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับ
“เลี้ยงข้าวผมหน่อยสิครับ”
หลิวเย่หน้าด้านขอร้องให้สาวน้อยเลี้ยงข้าวตนเองเพื่อเป็การปิดปากที่เขาล่วงรู้ความลับของเธอ
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่จ้องมองหลิวเย่และรู้ทันกับความคิดของเขาที่้าค่าปิดปากความลับหลายเื่ของตน
เธอจึงตอบรับอย่างไม่กังวลใจ
และหยิบโทรศัพท์โทรหาลุงโจวเพื่อบอกให้เขากลับบ้าน
รวมถึงโทรศัพท์บอกแม่ว่ามีนัดทานข้าวกับหลิวเย่“แม่คะ หนูมีนัดทานข้าวกับหลิวเย่ค่ะ”
“ได้สิจ๊ะเย่เอ๋อร์อย่ากลับดึกนักนะลูก” เส้าม่านเอ๋อตอบรับอย่างสบายใจและเตือนอย่างห่วงใย
“เข้าใจแล้วค่ะ”ซ่งเย่รับปากแม่ตนเองด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
……….
หลิวเย่ขับรถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มพาซ่งเย่มาที่ร้านอาหารชายทะเลแห่งหนึ่ง
ชื่อร้าน “ไห่ซาง”มีระเบียงนั่งทานอาหารที่ยื่นออกไปในทะเล
และสามารถนั่งรับลมชมวิวของท้องทะเลได้กว้างถึง180 องศา
“วิวที่นี่สวยไหมครับ?”หลิวเย่ถามอย่างอารมณ์ดีที่เขาได้หลอกล่อให้เธอมาทานข้าวด้วยกันตามลำพังกับตนเอง
“สวยค่ะ”ซ่งเย่กวาดสายตามองท้องทะเลโดยรอบและรู้สึกสดชื่นสบายใจ
หลิวเย่เห็นสาวน้อยจ้องมองทะเลด้วยความสนใจ
เขาจึงเลือกนั่งที่ระเบียงแทนห้องพิเศษที่อยู่ด้านในของร้าน
เมื่อทั้งคู่เลือกมุมหนึ่งที่สงบและมองเห็นวิวของท้องทะเลได้กว้างขวาง
หลิวเย่ถือเมนูรายการอาหารเตรียมจะยื่นให้กับสาวน้อยเพื่อเลือกอาหารที่เธอชอบเป็พิเศษ
“อยากทานอะไรเป็พิเศษไหมครับ?”หลิวเย่เอาใจสาวน้อยตนเองอย่างเต็มที่
“ไม่ค่ะทานได้ทุกอย่าง” ซ่งเย่ส่ายหน้าตอบเสียงเรียบ
“.....”หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยกับท่าทีของสาวน้อยตรงหน้า
จากนั้นเขาเรียกบริกรมาสั่งรายการอาหารและเท้าคางมองสาวน้อยด้วยความรู้สึกปลื้มปิติที่มีวันแสนสุขแบบนี้
เขาหวังว่าการทานข้าวร่วมกันในวันนี้จะสร้างความรู้สึกที่ดีของสาวน้อยกับตนเอง
แต่ทว่าหลิวเย่คิดมากเกินไป
เพราะซ่งเย่ยังคงเฉยเมยั้แ่ต้นจนจบ
ขณะทานอาหารทั้งคู่เงียบไร้เสียงสนทนาแต่มีความกลมกลืนกันอย่างลงตัว
เมื่ออิ่มแล้วซ่งเย่พูดขึ้นมาว่า“ไปห้องน้ำเดี๋ยวมานะคะ”
จากนั้นเธอเดินตรงไปห้องน้ำหญิงที่อยู่ด้านหลังร้าน
ซ่งเย่ได้ยินเสียงพูดคุยของชายหนุ่มหญิงสาวในห้องพิเศษที่ปิดทึบอย่างเป็ส่วนตัว
“เจ๋ออ้ายคุณหายไปไหนมาหลายวันคะ?” เสียงอ่อนหวานถามอย่างเง้างอด
“ที่บ้านมีงานให้ผมทำครับ”เสียงชายหนุ่มตอบกลับอย่างราบเรียบ
“ติดต่อคุณทางโทรศัพท์ก็ยากเย็นเสียจริงเลยนะคะ”เสียงอ่อนหวานยังต่อว่าเขาเล็กน้อย
“ผมทำงานเลยปิดเสียงน่ะครับ”เสียงตอบกลับเจือความเบื่อหน่าย
“คุณเปลี่ยนไปมากเลยเจ๋ออ้ายเกิดอะไรขึ้นคะ?” เสียงอ่อนหวานถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไรหว่านเอ๋อร์คิดมากเกินไปแล้วครับ” มีเสียงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนตอบอย่างรำคาญ
ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากด้วยความสนใจกับเหตุการณ์ทานข้าวระหว่างซ่งจูหว่านและกู้เจ๋ออ้าย
เธอคิดในใจอย่างดูถูกเหยียดหยามคนทั้งคู่
“เมื่อไม่เป็ไปอย่างที่หวังก็พร้อมจะทอดทิ้งอย่างไร้น้ำใจ”
ซ่งเย่ไม่สนใจพวกเขาอีกและเดินตรงเข้าห้องน้ำหญิงทันที
ขณะซ่งเย่นั่งทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ
ปรากฏว่าซ่งจูหว่านวิ่งเข้าห้องน้ำหญิงพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้
เธอเข้ามาร้องไห้ด้วยความเสียใจในห้องข้างๆซ่งเย่