“เ้าคือเป้าหมาย”
นักบวชยืนใต้รากเหมยกล่าวถ้อยคำนั้นราวกับตามหาเยี่ยซิงเหอมานานกว่าคืนซึ่งหมอกแดงปิดฟ้า
ผู้เฒ่าโม่ถอนมือจากปากบ่อครึ่งหนึ่งลายแดงใต้ลานพลันสว่างขึ้น ชายชราจึงต้องกดไม้เท้ากลับลงไปขณะเดียวกันมารดาของเด็กอุ้มบุตรถอยเข้ากลุ่มชาวบ้านอาเหวินกับชายเฝ้ายามยกหอกปิดช่องใต้ดิน
“ปิดแผ่นหิน” ผู้ใหญ่บ้านสั่ง
“อย่าเพิ่ง” เยี่ยซิงเหอกล่าว
หากปิดช่อง นักบวชอาจถอยไปตามทางอื่นแล้วค่ายกลจะยังมีคนคุมอยู่ใต้หมู่บ้าน หากเปิดไว้ ศัตรูมีทางขึ้นแต่พวกเขาก็มีทางลงไปตัดพิธี
นักบวชหัวเราะ “คนที่ข้าตามหายืนอยู่ตรงหน้าแต่ยังห่วงทางหนีของผู้อื่น”
“เ้ารู้จักข้าหรือ”
“บอกชื่อมา แล้วข้าจะตอบ”
เยี่ยซิงเหอไม่ขยับ “ผู้ตามหาควรรู้ชื่อเป้าหมาย”
“เรารู้สิ่งที่อยู่ในตัวเ้า ชื่อเป็เพียงตราประทับสุดท้าย”
กระดิ่งทองแดงสั่นเองโดยไม่มีมือแตะเสียงผู้ตายในศีรษะเยี่ยซิงเหอดังขึ้นพร้อมกันเขาได้ยินเสียงสะอื้นจากหมู่บ้านอื่น เสียงประตูถูกทุบเสียงคนเรียกชื่อกันก่อนเงียบหาย ทุกเสียงพยายามลากความสนใจของเขาออกจากลานตรงหน้า
ผู้เฒ่าโม่ะโ “อย่าตอบชื่อ!”
คำเตือนยืนยันว่าชื่อมีผลมากกว่าการสนทนา
นักบวชเงยหน้ามองชายชรา “ท่านปิดเขาไว้นานจริงแต่คืนนี้ค่ายกลได้ยินหัวใจเขาแล้ว”
เยี่ยซิงเหอถาม “เ้า้าชื่อเพื่อสังเวยหรือเพื่อส่งให้ผู้ใด”
“ทั้งสองอย่าง”
“เช่นนั้นข้ายิ่งไม่มีเหตุให้บอก”
นักบวชยกมือ ยันต์สีดำสามแผ่นลอยออกจากแขนเสื้อแผ่นแรกปักรากเหมย แผ่นที่สองปักขอบบ่อแผ่นที่สามพุ่งเข้าหาเด็กซึ่งเพิ่งช่วยขึ้นมา
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่
คมดาราตัดยันต์แผ่นที่สามกลางอากาศ เศษกระดาษมิได้ตกแต่แตกเป็ด้ายแดงพันรอบใบกระบี่ กระบี่เงาดาราหนักขึ้นทันทีแรงสะท้อนดึงข้อมือขวาเขาลง
แผ่นแรกกับแผ่นที่สองสว่างพร้อมกัน
เส้นเืใต้พื้นเปลี่ยนทิศจากเดิมดูดชาวบ้านกระจายทั่วหมู่บ้าน กลับรวมเข้าที่ลานเพียงจุดเดียวคนใกล้บ่อทรุดลงทีละคน
นักบวชบังคับให้เยี่ยซิงเหอเลือกระหว่างไล่ฆ่าเขากับช่วยคน
“ย้ายทุกคนพ้นรากเหมย!” เยี่ยซิงเหอสั่ง “อย่าแตะด้ายแดง”
อาเหวินรับคำเขากับชายเฝ้ายามใช้ด้ามหอกเขี่ยเชือกที่ผูกคนเป็แถว แล้วพาคนถอยผู้ใหญ่บ้านกระจายคำสั่งให้ใช้แผ่นไม้รองเท้า มิให้ฝ่าเท้าแตะรอยบนพื้นโดยตรง
เยี่ยซิงเหอไม่ไล่นักบวช เขาหมุนกระบี่ให้ด้ายแดงพันแน่นแล้วแทงทั้งฝักลงในถังเกลือข้างศาล เกลือเปลี่ยนเป็สีแดงครึ่งถังแต่ด้ายถูกตรึงชั่วคราว
“เ้าเลือกถูก” นักบวชกล่าว “ผู้ถูกเลือกควรมีหัวใจเช่นนี้”
“ข้ามิได้เลือกให้เ้าดู”
“แต่ยันต์เห็นแล้ว”
ยันต์แผ่นดำที่รากเหมยพลิกด้านเผยอักขระสีเงินซึ่งคล้ายลายบนผ้าไหมเยี่ยซิงเหอรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้วางมันเพื่อโจมตีค่ายกลกำลังใช้การตัดสินใจของเขาเป็กุญแจตรวจสอบ
ผ้าไหมในอกเสื้ออุ่นขึ้น
ผู้เฒ่าโม่เห็นเช่นกัน “ฉีกแผ่นที่ราก!”
เยี่ยซิงเหอพุ่งไป แต่พื้นระหว่างเขากับต้นเหมยยุบลงนักบวชเหวี่ยงกระดิ่งจากปากทาง เสียงดังสะท้อนใต้ดิน รอยแตกแยกเป็หลุมกว้างอาเหวินอยู่คนละฝั่งกับเด็ก เขาจึงโยนหอกข้ามหลุมให้มารดาเด็กใช้เป็ราวพยุง
เยี่ยซิงเหอเหยียบขอบถังเกลือ ะโข้ามรอยแตกปลายเท้าแตะรากเหมยเพียงครั้ง แล้วใช้แรงส่งหมุนตัว
นักบวชขว้างมีดจากข้างล่าง
คมมีดไม่ได้พุ่งหาอก แต่หาแผ่นหลังของเยี่ยซิงเหอตรงตำแหน่งซึ่งดวงตราซ่อนอยู่
เขาบิดไหล่ มีดเฉือนเสื้อเป็ทางยาวปลายคมกรีดผิวหลังจนเืซึม ความเย็นจากโลหะแล่นเข้ารอยผนึกดวงตราใต้ผิวกระตุกตอบ
ยันต์ที่รากเหมยสว่างวาบ
เยี่ยซิงเหอใช้ฝักกระบี่ฟาดแผ่นยันต์ มันแตกออกครึ่งหนึ่งแต่ครึ่งที่เหลือติดรากแน่น อักขระสีเงินเปลี่ยนเป็เส้นโค้งเจ็ดเส้นล้อมจุดดำตรงกลาง
“ยังไม่ครบ” นักบวชพึมพำ “บอกชื่อเ้า”
“ไม่”
“ถ้าไม่บอก เด็กคนนั้นจะตอบแทน”
นักบวชดีดนิ้ว
ด้ายแดงซึ่งเคยถูกเกลือตรึงทะลุถังออกมามันเลื้อยไปตามพื้นหาเด็ก เด็กชายเพิ่งฟื้น ไม่มีแรงหนี มารดาใช้ร่างตนบังแต่เส้นเืแยกอ้อมนางราวกับรู้ว่าใครถูกแตะด้วยพิธีแล้ว
ริมฝีปากเด็กขยับเอง
“พี่...”
มารดารีบปิดปากบุตร ทว่าเสียงที่ตามมิได้ออกจากลำคอเด็กมันดังจากกระดิ่งร้าว ใช้น้ำเสียงของเด็กถามซ้ำว่า “พี่ชื่ออะไร”
ชาวบ้านหลายคนหันมองเยี่ยซิงเหอ พวกเขาทุกคนรู้ชื่อเขาเพียงผู้ใดเผลอะโเรียก ค่ายกลอาจได้ตราประทับซึ่งยังขาด
ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจเป็คนแรกเขาหยิบไม้ไผ่จดรายชื่อครัวเรือนโยนลงเตา แผ่นชื่อของทุกบ้านลุกเป็ไฟพร้อมกัน
“คืนนี้ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อกัน” เขาประกาศ “ใช้คำว่าพี่ น้องลุง ป้า จำเสียงคนของตนให้ได้”
การเผารายชื่อไม่ได้ลบความผูกพันของหมู่บ้านแต่ตัดเครื่องมือใกล้มือซึ่งศัตรูอาจใช้ ชาวบ้านส่งคำสั่งต่อกันโดยไม่เอ่ยนามเสียงเรียกสับสนใน่แรก ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็จังหวะสั้นชัด
นักบวชหรี่ตา “พวกเ้าคิดว่าซ่อนชื่อแล้วจะซ่อนชีวิตได้หรือ”
ผู้ใหญ่บ้านตอบ “อย่างน้อยเราจะไม่ยื่นชีวิตให้เ้าง่าย ๆ”
ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รอเขาสั่นกระดิ่งให้เสียงเด็กเปลี่ยนเป็เสียงหญิงชราคราวนี้มันเรียกชื่อคนในลานถูกสองชื่อ คนที่ถูกเรียกตัวสั่นและเผลอขานรับเส้นแดงใต้เท้าจึงพุ่งขึ้นทันที
อาเหวินใช้ด้ามหอกฟาดพื้นขวาง เสียปลายอาวุธอีกส่วนแต่ซื้อเวลาให้ทั้งสองถอยพ้นวง
ค่ายกลกำลังเรียนรู้จากทุกเสียงเช่นเดียวกับที่มันเรียนรู้จากเกลือเมื่อคืน
เยี่ยซิงเหอไม่มีเวลาทำลายยันต์ทีละส่วน
เขาดึงผ้าไหมออก คลุมครึ่งยันต์บนรากเหมย ลายเงินสองชุดแตะกันเส้นบนผ้าไม่ยอมรวมกับอักขระของศัตรู แต่ผลักกันจนเกิดช่องว่างเล็ก ๆ ตรงกลาง
ช่องนั้นเผยเส้นปราณซึ่งเชื่อมยันต์กับกระดิ่ง
เยี่ยซิงเหอเปิดสายตาซ้าย
ภาพลานแตกเป็เงาซ้อน ทว่ามีเส้นหนึ่งชัดกว่าสิ่งอื่นมันเริ่มจากกระดิ่ง ผ่านยันต์ เข้าดวงตราบนหลัง แล้ววกไปหาเด็ก หากตัดผิดจุดแรงทั้งหมดจะตกใส่เด็ก หากตัดตรงกระดิ่ง ศัตรูยังส่งข่าวผ่านยันต์ได้
จุดเชื่อมอ่อนที่สุดอยู่ที่รอยเืบนหลังเขาเอง
เยี่ยซิงเหอเข้าใจวิธีตัดแต่ต้องเปิดปราณให้เส้นเห็นเขาชัดพอจะดึงกลับ
ผู้เฒ่าโม่มองเห็นการตัดสินใจในแววตา “อย่าให้มันอ่านทั้งหมด”
“ข้าจะให้มันอ่านสิ่งที่ข้าเลือก”
เขาปล่อยปราณทองจากรากฐานเพียงสายเดียว ไม่กระจายทั่วร่างแต่ส่งตรงไปยังาแบนหลัง เส้นแดงทั้งหมดละจากเด็กและพุ่งกลับมาหาเขาทันที
รากฐานที่แตกร้าวสั่นรุนแรง ความเจ็บบีบหน้าอกจนหายใจไม่เต็มแต่เขายังยืน ขณะด้ายแดงไต่ขึ้นขาเยี่ยซิงเหอใช้กระบี่เงาดารากดลงตรงเงาเส้นเชื่อม มิได้ฟันเนื้อของตนเพียงตัดปราณซึ่งพาดผ่านาแ
แสงทองกับแสงแดงะเิไร้เสียง
ยันต์ที่รากเหมยฉีกขาด
กระดิ่งในมือนักบวชร้าว
เส้นเืซึ่งมุ่งหาเด็กเหี่ยวลงเป็เถ้า
ชาวบ้านหลายคนสูดลมหายใจได้อีกครั้งแต่เยี่ยซิงเหอทรุดเข่าข้างหนึ่ง รอยร้าวในรากฐานแยกกว้างไอทองบางส่วนรั่วออกจากแผลหลังเป็ประกายที่ทุกคนมองเห็น
นักบวชไม่ได้ใ เขากลับหัวเราะด้วยความยินดี
“ปราณซึ่งค่ายกลกลืนไม่ได้ ร่างซึ่งผนึกอ่านไม่ขาดและตราที่ตอบเมื่อเ้าปกป้องผู้อื่น” เขายกกระดิ่งร้าวขึ้น “บอกชื่อมาข้าจะให้เ้าตายโดยรู้ว่าตนเป็ใคร”
“ข้ารู้ว่าข้าเป็ใคร” เยี่ยซิงเหอตอบ “คนที่ยืนขวางเ้า”
เขาผลักตัวลุกแล้วะโลงช่องใต้รากเหมย
พื้นที่แคบบังคับให้นักบวชถอยกระดิ่งร้าวไม่อาจสร้างเงาเสียงได้ครบ เยี่ยซิงเหอไม่ชักกระบี่สุดเล่มเขาใช้ฝักฟาดข้อมือ ใช้ศอกชนอก แล้วใช้บ่าดันอีกฝ่ายกลับลงบันไดการต่อสู้เปลี่ยนจากวิชาปราณเป็การแย่งตำแหน่งทีละขั้น
นักบวชถอยสามขั้นก่อนฝ่าเท้าแตะยันต์อีกแผ่นซึ่งซ่อนอยู่
เยี่ยซิงเหอเห็นช้าไป
อักขระเืผุดขึ้นบนผนังทั้งสองด้าน ถ้ำบีบเข้าหากันฝุ่นหินร่วงใส่ศีรษะ นักบวชใช้จังหวะนั้นแทงมีดตรงอก เยี่ยซิงเหอยกฝักรับแต่แรงจากรากฐานไม่พอ เขาจึงปล่อยให้คมเฉือนสีข้างแล้วก้าวประชิดจนอีกฝ่ายเหยียดแขนไม่ได้
กระบี่เงาดารากระแทกใต้คางหน้ากาก
ไม้เคลือบชาดแตก
ใบหน้าข้างใต้ซีดราวศพ ริมฝีปากเย็บด้วยด้ายดำเหลือเพียงช่องเล็กตรงกลางเพื่อเปล่งเสียงพิธี อักขระวงหนึ่งฝังรอบคอมิใช่เครื่องประดับ แต่เป็ตราซึ่งพร้อมตัดชีวิตผู้ถือ
เยี่ยซิงเหอชะงักเพียงพริบตา
นักบวชใช้พริบตานั้นกดฝ่ามือใส่แผลสีข้างแรงเย็นทะลุเข้าเส้นปราณ เยี่ยซิงเหอถอยหนึ่งก้าว แต่ปลายฝักเกี่ยวข้อเท้าอีกฝ่ายนักบวชล้มลง กระดิ่งหลุดมือ
เขาเหยียบกระดิ่งให้แบน
เสียงผู้ตายในศีรษะหยุดพร้อมกัน
ความเงียบทำให้เยี่ยซิงเหอเกือบเสียสมดุลนักบวชคลานหาเศษยันต์ตรงบันได เขารีบใช้ปลายฝักกดข้อมือไว้
“ผู้ใดส่งเ้า”
นักบวชมองเขา “ชื่อก่อน”
“เ้ากำลังจะตายเพราะตราที่คอ”
“เราทุกคนตายั้แ่รับตราแล้ว สิ่งสำคัญคือส่งชื่อกลับไป”
“เ้าก็ไม่มีชื่อหรือ”
ดวงตาอีกฝ่ายไหววูบ เขาจำคำถามเดียวกับนักฆ่าในยุ้งได้ทว่าความลังเลสั้นเกินกว่าจะทำลายการฝึกฝนหลายปี
มือซ้ายของนักบวชขยับใต้แขนเสื้อ
เยี่ยซิงเหอกดแขนไว้ แต่ยันต์มิได้อยู่ในมือมันฝังใต้ผิวตรงข้อมือ อักขระเส้นบางเปลี่ยนจากดำเป็แดงแล้วดึงไอทองซึ่งติดจากการปะทะเข้าไป
ดวงตราบนหลังเยี่ยซิงเหอร้อนวาบ
เส้นโค้งสีทองคลายออกใต้ผิวหนึ่งเส้นตอบอักขระบนข้อมือนักบวชโดยที่เขาห้ามไม่ทันผนังถ้ำสว่างราวมีดาวดวงเล็กถูกจุดขึ้น
นักบวชเบิกตากว้าง
ความยินดีบนใบหน้าซีดน่ากลัวกว่าความคลุ้มคลั่ง
“ในที่สุดเราก็พบโอรสแห่งดวงดาว”
“นั่นคือชื่อที่พวกเ้าตั้งให้สิ่งที่ไม่เข้าใจหรือ”เยี่ยซิงเหอถาม
“เป็ชื่อซึ่งรอเ้าก่อนเ้าถือกำเนิด”
คำตอบก้าวล้ำขอบเขตที่นักบวชควรพูด ตรารอบคอจึงทำงาน
ด้ายดำซึ่งเย็บริมฝีปากรัดแน่น เส้นเืทั่วหน้ากลายเป็สีแดงนักบวชพยายามหัวเราะแต่ไม่มีเสียง อักขระจากคอไหลลงกลางอกราวกับมือจากที่ไกลกำลังบีบหัวใจเขาผ่านตรา
เยี่ยซิงเหอฉีกคอเสื้ออีกฝ่าย หวังทำลายวงอักขระแต่เส้นสุดท้ายฝังลึกในเนื้อ เขาตัดได้เพียงครึ่ง ตราที่เหลือกลับเร่งตัว
นักบวชตายก่อนให้คำตอบที่สอง
ยันต์ใต้ข้อมือยังไม่ดับ
เยี่ยซิงเหอลองกดผ้าไหมทับ มันผลักแสงแดงให้ช้าลงแต่ไม่อาจปิดเพราะยันต์ไม่ได้อ่านประตูใต้หมู่บ้านอีกแล้วมันกำลังส่งสิ่งซึ่งอ่านเสร็จไปตามสายที่เตรียมไว้
ผู้เฒ่าโม่ะโจาก้า “ตัดร่องผนังฝั่งตะวันออก!”
เยี่ยซิงเหอฟันตามคำสั่ง หินแตกเผยเส้นโลหิตสามเส้นเขาตัดเส้นแรก แสงบนยันต์หรี่ลง ตัดเส้นที่สอง เสียงกระดิ่งในลานเงียบแต่เส้นที่สามแยกเป็สายเล็กกว่าหลายสายลอดคมกระบี่
ศัตรูสร้างทางสำรองโดยใช้แนวผนึกเดิมของโม่เหอเป็สื่อหากทำลายทั้งหมดในคราวเดียว แนวคุ้มครองหมู่บ้านก็จะพังพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอต้องหยุดมือ
เขาเลือกเก็บกำแพงซึ่งปกป้องชาวบ้านแม้รู้ว่าการเลือกนั้นเปิดทางให้ข่าวหนึ่งสายหนีรอด
มันดูดคำสุดท้ายจากลมหายใจผู้ตาย กลายเป็ประกายแดงเส้นเล็กพุ่งตามร่องบนผนังขึ้นสู่พื้น ลอดผ่านยันต์ซึ่งปักขอบบ่อ แล้วทะยานออกเหนือม่านแดง
ผู้เฒ่าโม่เหวี่ยงไม้เท้าสกัด ประกายแตกเป็สองสายสายหนึ่งดับกลางลาน แต่อีกสายลอดผ่านรอยร้าวของแนวผนึก หายไปทางูเาเหนือ
เยี่ยซิงเหอยืนข้างศพ มือกดแผลสีข้าง เขาไม่เคยบอกชื่อ
แต่สิ่งซึ่งศัตรู้ารู้ได้ถูกส่งไปแล้ว
“พบแล้ว”
“โอรสแห่งดวงดาว”
คำพูดถูกส่งผ่านยันต์ออกไป